ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1

พัฒนาการทารกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ในช่วงสัปดาห์แรกนี้ค่อนข้างจะสับสนนิดนึง เนื่องจากเราจะไม่รู้วันเวลาที่แน่ชัดในช่วงวันไข่ตก แต่คุณหมอจะคำนวณวันคลอดโดยเริ่มนับจากวันแรกที่มีรอบเดือนครั้งล่าสุด โดยอายุการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 40 สัปดาห์ แต่บางคนก็อยู่ที่ 38 สัปดาห์ หรือบางคนก็อยู่ที่ 42 สัปดาห์  แต่คุณหมอจะไม่ยอมให้มีการตั้งครรภ์เกิน 42 สัปดาห์แน่นอน

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ในช่วงเวลานี้ร่างกายเตรียมความพร้อมสำหรับการตกไข่ ซึ่งก็คือในช่วงวันที่ 12-14 ของการมีประจำเดือน การตกไข่คือการปล่อยไข่สุกออกจากรังไข่มาตามหลอดมดลูกและพร้อมสำหรับการปฎิสนธิ ถ้าคุณวางแผนจะตั้งครรภ์ นับตั้งวันตกไข่เรื่อยอีกประมาณสองสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากในการปฎิสนธิกับเชื้ออสุจิ อย่าลืมบอกให้แฟนของคุณรู้ด้วยล่ะ

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

ในสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรน่าห่วง เพียงแต่ต้องควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรรับประทานวิตามินที่ช่วยบำรุงร่างกายก่อนคลอดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดโฟลิค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (ความบกพร่องแต่กำเนิด อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของสมองหรือเส้นประสาทไม่สมบูรณ์) อย่างเช่น โรคกระดูกไขสันหลังบกพร่อง โดยปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันก็คือ 400 ไมโครกรัม และอาจต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่านี้ ถ้ามีประวัติเป็นโรคกระดูไขสันหลังบกพร่อง

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณวางแผนจะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ เนื่องจากการใช้ยามักมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ แต่ไม่ควรหยุดการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

คำถามสำหรับถามแพทย์

  • สามารถใช้ยาตามใบสั่งแพทย์หรือยาที่ซื้อเองระหว่างการตั้งครรภ์หรือไม่
  • ควรปฏิบัติตนก่อนการตั้งครรภ์อย่างไร
  • จำเป็นต้องได้รับวัคซีนอะไรก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่

การทดสอบใดที่ควรรู้

เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการมีลูกน้อย แพทย์จะเตรียมการตรวจร่างกายดังต่อไปนี้

  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) เพื่อใช้ตรวจหาปัจจัยที่อาจเป็นตัวขัดขวางการตั้งครรภ์ได้
  • การตรวจหาความผิดปกติในดีเอ็นเอ (Genetic Testing) เพื่อช่วยป้องกันความบกพร่องทางยีนที่อาจถ่ายทอดสู่ลูกได้ เช่นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) และโรคที่สืบทอดมาจากยีนผิดปกติ (Tay-Sachs)
  • การตรวจเลือด เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหัดเยอรมันและโรคอีสุกอีใส เพื่อพิจารณาดูว่าต้องให้วัคซีน หรือการรักษาก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่

การตรวจสอบต่างๆ นี้ ช่วยให้แพทย์สามารถแนะแนวทางในการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณอาจสงสัยว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มีสุขภาพดีในการตั้งครรภ์ เพราะเมื่อคุณตั้งครรภ์แล้วนั้น ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่แข็งแรงเท่าเดิม อาจติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ซึ่งก็ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน โรคสุกใส (MMR)

โรคหัดเป็นโรคจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาการและสัญญาณของโรคก็คือมีไข้อ่อนๆ ไอ มีน้ำมูก แล้วหลังจากนั้นสองถึงสามวันก็อาจมีผื่นแดงเกิดขึ้น นอกจากนี้โรคคางทูมก็เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเหมือนกัน ซึ่งทำให้ต่อมน้ำลายบวม ถ้ามีการติดเชื้อนี้ระหว่างการตั้งครรภ์ ก็อาจเสี่ยงต่อการแท้งลูกได้ ไวรัสหัดเยอรมันมีอาการเหมือนไข้หวัด แต่อาจมีผื่นคันตามมา 85 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่เกิดจากคุณแม่ติดที่ติดเชื้อนี้ในช่วงสามเดือนแรก มักมีอาการร้ายแรง อย่างเช่น สูญเสียการได้ยิน และพิการทางสติปัญญา วัคซีนนี้ไม่ปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ โดยปกติก็ต้องรอ 1-3 เดือนหลังฉีดวัคซีน ถึงจะเริ่มตั้งครรภ์ได้

  • วัคซีนโรคอีกสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้มีไข้และอาการผื่นคัน โดยเด็ก 2% ที่เกิดจากแม่ที่เป็นโรคอีสุกอีใสในช่วงห้าเดือนแรก จะมีอาการผิดปกติแต่กำเนิด เช่นพิการหรือเป็นอัมพาต คุณแม่ที่มีโรคอีสุกอีใสช่วงใกล้คลอด ก็อาจส่งผลต่อลูกได้เช่นกัน วัคซีนชนิดนี้ไม่ปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์

  • ไข้หวัดใหญ่

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เมื่อมีการตั้งครรภ์ เพราะวัคซีนชนิดนี้ไม่มีอันตรายต่อเด็กเนื่องจากทำจากไวรัสที่ตายแล้ว แต่ควรหลีกเลี่ยงสเปรย์ฉีดจมูกเพราะทำจากไวรัสที่มีชีวิต

หากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ในขณะตั้งครรภ์ ก็เสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโรคปอดบวม ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตแถมยังเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดด้วย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเป็นไข้หวัดใหญ่ในช่วงหลังคลอดด้วย

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในช่วงตั้งครรภ์นั้นมีความปลอดภัย โดยมีหลักฐานยืนยันว่าการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะช่วยป้องกันชีวิตเด็กหลังคลอดด้วย เนื่องจากเด็กจะได้รับสารภูมิต้านทานจากแม่ และเมื่อคุณแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี โอกาสที่ทารกแรกเกิดติดโรคไข้หวัดใหญ่ก็จะมีน้อยลง

แล้วคอยดูกันต่อว่าสัปดาห์ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน