ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 3

พัฒนาการทารกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว แต่เด็กทารกกำลังเติบโตและมีพัฒนาการอยู่ในครรภ์ของคุณแล้วล่ะ ไข่ที่ได้รับการปฎิสนธิจะมีการแบ่งเซลล์ภายใน 30 ชั่วโมง โดยไข่จะแบ่งออกเป็นสองเซลล์ จากนั้นก็เป็นสี่เซลล์ แปดเซลล์ และมีการแบ่งตัวเรื่อยๆ จนกระทั่งเคลื่อนจากท่อมดลูกไปยังมดลูก ภายในมดลูกนั้นเซลล์จะรวมตัวกันเหมือนลูกบอลลูกเล็กๆ ที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (Embryo)

เอ็มบริโอจะมีความกลวงและเต็มไปด้วยของเหลว ที่เรียกว่าบลาสโทซิส (Blastocyst) ในช่วงใกล้ๆ ปลายสัปดาห์ บลาสโทซิสจะเข้าไปเกาะอยู่ที่ผนังมดลูก ซึ่งเป็นกระบวนการในการฝังตัวของไข่ในมดลูก กระบวนการนี้จะสร้างความเชื่อมโยงที่จำเป็นขึ้นมา นั่นก็คือความหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกจะทำหน้าที่ป้อนสารอาหารและขับของเสียให้กับเอมบริโอ จากนั้นความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกนี้จะพัฒนาเป็นสายรก ซึ่งจะทำการลำเลียงอาหารให้แก่ลูกน้อยไปอีก 9 เดือนหลังจากนี้

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เพื่อช่วยโอบอุ้มไข่ที่ปฎิสนธิแล้ว ในช่วงนี้คุณยังไม่รู้ตัวหรอกว่าตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งอาจมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งอาการแบบนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เลือดล้างหน้าเด็ก’ ซึ่งก็หมายความว่าไข่ที่ปฎิสนธินั้น ได้ฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะที่มีอาการแบบนี้ และบางคนอาจเข้าใจผิดว่า ‘เลือดล้างหน้าเด็ก’ นี้คือประจำเดือน

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

อาการแพ้ในตอนเช้าๆ อย่างเช่น อยากรับประทานของเปรี้ยวๆ หรือไอศกรีม ซี่งนี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตั้งครรภ์แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคน มีการศึกษาวิจัยพบว่าผู้หญิงสามในสี่คนจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยผู้หญิงส่วนที่เหลือจะไม่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเวียนหัว ก็ถือว่าเป็นคุณแม่ที่โชคดีมาก

คุณแม่สามในสี่คนมักจะมีอาการแพ้ตลอดทั้งวัน แต่ขอให้สบายใจได้ เพราะถึงแม้จะมีอาการเบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ กับลูก ตราบใดที่คุณสามารถทำน้ำหนักขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะอาการคลื่นไส้อาเจียนจะหายไปในช่วงกลางสัปดาห์ที่ 12 หรือ 14  ของการตั้งครรภ์

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณสงสัยว่าตั้งครรภ์ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้เครื่องมือทดสอบการตั้งครรภ์ คุณไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์จนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์

การทดสอบใดที่ควรรู้

วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบว่าตั้งครรภ์หรือไม่นั้น ก็คือการใช้เครื่องมือทดสอบการตั้งครรภ์ ที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติ คุณอาจซื้อแบบที่ใช้ตรวจได้หลายๆ ครั้ง เพื่อจะได้แน่ใจกับผลการตรวจได้ ซึ่งการตรวจแบบนี้จะเป็นการตรวจฮอร์โมนชนิดพิเศษ ที่อยู่ในปัสสาวะที่เรียกว่า Human Chorionic Gonadotropin (HCG) ซึ่งปล่อยออกมาโดยสายรก ผลตรวจอาจจะขึ้นเป็นรูปเครื่องหมายบวกสองอัน หรือขขึ้นเป็นขีดสีชมพูสองขีด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดเครื่องมือที่คุณใช้ตรวจหาการตั้งครรภ์

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

การเลี้ยงดูทารกในครรภ์เป็นเวลา 9 เดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณอาจรู้สึกกลุ้มใจที่การตั้งครรภ์จะทำให้ชีวิตทางสังคมของคุณต้องเปลี่ยนไปยังไง คุณต้องจัดการกับเรื่องการงานยังไง หรือสิ่งที่คุณกินเข้าไปนั้นมีความปลอดภัยต่อทารกหรือเปล่า คุณควรรู้เอาไว้ด้วยนะว่าพัฒนาการของทารกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาการที่คุณกินเข้าไปเพียงอย่างเดียว อารมณ์ของคุณก็ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์เหมือนกัน

เวลาที่คุณรู้สึกกลุ้มใจหรือหวาดวิตก ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่าคอร์ติซอลออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเซลล์ต่างๆในร่างกาย โดยงานวิจัยหลายๆชิ้นพบว่าการอักเสบพวกนั้น มีส่วนเชื่อมโยงกับสุขภาพการตั้งครรภ์ที่ไม่ดี ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆในเด็ก นอกจากนี้ผู้หญิงที่เกิดความเครียดในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแท้งลูกด้วย

ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณเองและลูกน้อยในครรภ์ นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ได้

  • หาคนพูดคุย: คุณอาจต้องการระบายกับเพื่อนหรือคนรักเมื่อมีปัญหาอะไร การเก็บงำเอาไว้คนเดียวจะไม่ช่วยอะไร หาคนที่พูดคุยด้วยได้ซะ แล้วคุณจะรู้สึกโล่งใจขึ้น
  • ผ่อนคลาย: การนั่งสมาธิก็อาจช่วยคุณได้นะ หรือแค่จิบชาซักแก้วหรืออ่านหนังสือดีๆ ซักเล่มก็ช่วยคุณได้แล้ว
  • ฟังเพลง: การฟังเพลงเป็นวิธีจัดการกับฮอร์โมนความเครียดที่เยี่ยมยอดมาก
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ: ลองไปเข้าคลาสโยคะกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์คนอื่นๆ หรืออาจจะใช้วิธีว่ายน้ำหรือเดินออกกำลังกายก็ได้ การออกกำลังกายด้วยวิธีง่ายๆนี้ จะช่วยจัดการความเครียดพร้อมๆ กับเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการคลอดลูกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้คุณอารมณ์ดีและมีพลังมากขึ้นด้วย

ความรู้สึกเครียดในระหว่างตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ควรจัดการกับความเครียดนั้นก่อนที่จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีกับลูก แล้วดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์ที่ 4

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวนิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน