ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูล พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 11 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

การเคลื่อนไหวของทารกจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น คุณแม่จะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของแขนและขา จาการเรียนรู้ที่มีความซับซ้อนของลูกน้อยมากขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยให้ลูกน้อยสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนาการของกล้ามเนื้อ เมื่อลูกนอนหงายจะเริ่มยกขามากขึ้น นี่คือขั้นตอนแรกในการเตรียมความพร้อมสำหรับการคลานของลูกน้อย

ในสัปดาห์ที่สามของเดือนที่สอง ลูกน้อยของคุณอาจจะ…

  • ควบคุมศีรษะให้อยู่นิ่งๆ ได้ เมื่อจับให้นั่งตัวตรง
  • เมื่อนอนลง ลูกน้อยจะสามารถใช้มือดันหน้าอกขึ้นมาได้
  • หมุนตัวได้ (ไปยังทิศทางเดียว)
  • จับของเล่นเขย่าให้มีเสียง
  • ให้ความสนใจกับสิ่งของขนาดเล็ก เช่น ลูกเกด (ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งของเล็กๆ จะไม่ทำให้ลูกน้อยสำลัก)
  • เอื้อมมือไปหยิบจับข้าวของต่างๆ
  • เปล่งเสียงเป็นคำๆ ได้แล้ว

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ควรมีพื้นให้ลูกน้อยสามารถยืดตัวและเคลื่อนไหวแขนขาได้อย่างพอเพียง นอกจากนี้ก็ควรปูผ้าห่มลงบนพื้น และปล่อยให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ วิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนากล้ามเนื้อได้

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมออาจอาจทำการประเมินหรือใช้วิธีตรวจสอบที่แตกต่างกันไปตามสภาวะของลูกน้อย

  • ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

หากลูกน้อยมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง อาหารไม่ย่อย มีไข้สูง อุจจาระผิดปกติ มีปัสสาวะหยด มีผื่นคันบริเวณตาและหูเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยอาจป่วย ถ้าลูกน้อยมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือชัก ก็ควรพาไปพบคุณหมอทันที

  • อุณหภูมิ

หากลูกน้อยของคุณมีไข้ ก็จงจำเอาไว้นะว่า…ไข้คือวิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อแบคทีเรียที่ร่างกายได้รับ และถือเป็นสัญญาณที่ดี ฉะนั้นเมื่อคุณโทรศัพท์ไปปรึกษาคุณหมอ ก็ควรใจเย็นๆ และอธิบายรายละเอียดของอาการให้ชัดเจน คุณควรบอกคุณหมอว่าลูกเริ่มมีไข้เมื่อไร มีไข้มานานแค่ไหน มีไข้พร้อมกับอาการผิดปกติอื่นๆ หรือไม่ เช่น มีอาการงอกของฟันร่วมด้วย นอกจากนี้เล่าอาการที่เคยป่วย หรืออุณหภูมิร่างกายของลูกน้อยก่อนจะที่โทรศัพท์หาหมอ รวมทั้งยาที่เคยใช้ก่อนหน้านี้

สิ่งที่ควรรู้

  • โรคผิวหนังอักเสบบนหนังศีรษะ

โรคผิวหนังอักเสบบนหนังศีรษะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการนวดน้ำมันลงไปบนหนังศีรษะ เพื่อช่วยให้หนังศีรษะผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็ควรทำความสะอาดเพื่อขจัดรังแคและความมันเยิ้มออกไปด้วย ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น หนังศีษะตกสะเก็ดหรือลอก ก็อาจต้องใช้แชมพูขจัดที่มีส่วนผสมของกำมะถันทุกวัน แต่ควรรู้เอาไว้ด้วยนะว่าอาการผิวหนังอักเสบอาจอาจแย่ลงเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ฉะนั้นถ้ามีอาการรุนแรงเกิดขึ้น ก็ควรหยุดการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ทันที และปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีอื่นในการรักษา

เหงื่ออาจทำให้โรคผิวหนังอักเสบบนหนังศีรษะมีอาการแย่ลง จึงควรทำให้ศีรษะของทารกสะอาดและแห้งอยู่เสมอ และไม่ควรสวมหมวกถ้าไม่จำเป็น

เมื่อโรคผิวหนังอักเสบบนหนังศีรษะมีอาการรุนแรงขึ้น รอยแดงจะแพร่กระจายไปยังใบหน้า คอ และสะโพกของลูกน้อย หากมีอาการเช่นนี้ หมออาจสั่งยาเพื่อใช้ทา บางครั้งลูกน้อยอาจจะทรมานจากโรคนี้ในช่วงปีแรก และในบางกรณีอาจมีอาการป่วยยาวนานขึ้น ถ้าโรคผิวหนังอักเสบทำให้ลูกน้อยไม่สบายตัว คุณอาจต้องใช้ยาสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ

  • การบริหารต้นขาด้านหลัง

ทารกส่วนใหญ่อาจมีขาคดงอ ซึ่งมีสาเหตุอยู่สองอย่าง คือขาอาจคดเนื่องจากการคลอด และความแคบของมดลูกอาจทำขาของลูกน้อยต้องเบียดเข้าด้วยกันจนไม่สามารถขยับแข้งขา แต่พอคลอดออกมาแล้ว ทารกจะเรียนรู้การลุก นั่ง คลาน และขาของเขาจะเริ่มยืดออกได้

เท้าของทารกส่วนใหญ่จะกลับสู่สภาพปกติโดยไม่ต้องรักษา คุณแค่ต้องแน่ใจเท่านั้นแหละว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ส่งผลให้ขาของทารกคดงอ ควรพูดคุยกับหมอและตรวจสอบลูกน้อยเป็นประจำ เพื่อตรวจดูพัฒนาการของเท้าลูกน้อย

  • การหดตัวของลูกอัณฑะ

อวัยวะเพศของลูกน้อยจะมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่รังไข่จะพัฒนาอย่างสมบูรณ์หลังคลอด ส่วนลูกอัณฑะจะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ในช่วงเดือนนี้ การหดตัวของลูกอัณฑะมีโอกาสจะเกิดขึ้นเพียงแค่ 3-4% ของทารกที่คลอดตามกำหนด และ 30% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด โดยปกติแล้วอัณฑะจะยื่นออกมาเมื่อมีอุณหภูมิสูง (นี่คือกลไกในการปกป้องอสุจิเมื่อได้รับอุณหภูมิที่สูงเกินไป) จะลูกอัณฑะจะเกิดการหดตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง (กลไกนี้ก็เพื่อช่วยปกป้องเชื้ออสุจิเช่นกัน)

เด็กบางคนอาจมีอัณฑะที่รับความรู้สึกได้ไว และอยู่ในตำแหน่งที่ลึก ส่วนใหญ่ลูกอัณฑะด้านซ้ายจะอยู่ต่ำกว่าลูกอัณฑะด้านขวาจึงทำให้ดูเหมือนว่าลูกอัณฑะด้านขวาหายไป วิธีเดียวที่จะวินิจฉัยได้ว่าลูกอัณฑะเกิดการหดตัวหรือไม่ ก็เมื่อลูกอัณฑะทั้งสองหดเล็กลง ถึงแม้จะอาบน้ำอุ่นอยู่ก็ตาม

การหดตัวของลูกอัณฑะไม่ส่งผลให้เจ็บปวดหรือมีปัญหาในการการกักเก็บปัสสาวะ โดยปกติแล้วลูกอัณฑะก็จะยืดออก เมื่อเด็กมีอายุ 1 ขวบ จะมีเด็กเพียงแค่ 3-4 คนจาก 1,000 คนเท่านั้น ที่จะมีลูกอัณฑะหดตัว แต่รักษาได้ด้วยรการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้ลูกอัณฑะของทารกกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมได้ การรักษาด้วยฮอร์โมนก็สามารถรักษาอาการนี้ได้เช่นกัน แต่ความสำเร็จอาจไม่สูงมากนัก

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ควรกังวลในเรื่องใด

  • การพูดของลูกน้อย

ทารกยังไม่สามารถพูดหรือตอบโต้กับคุณในเวลานี้ได้ แต่ลูกน้อยจะเรียนรู้การพูดได้ดีและเร็วแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพยายามพูดคุยกับลูกน้อยตั้งแต่ช่วงแรกๆ หรือเปล่า ถ้าลูกน้อยไม่เคยพูดคุยกับใครเลย ก็อาจไม่ส่งผลต่อทักษะทางภาษา แต่อาจส่งผลต่อปัญหาการเจริญเติบโต ซึ่งในกรณีนี้มักพบได้ยาก คุณสามารถสอนลูกน้อยพูดได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น ในขณะกอดลูกน้อย ปลอบลูกน้อยเวลาร้องไห้ว่า “ถึงเวลาไปเดินเล่นกันแล้ว” หรือ “เงียบนะ ตอนนี้มีโทรศัพท์พอดีเลย” เมื่อลูกน้อยได้ยินคุณพูดคุยกับกับผู้อื่นหรือเมื่อคุณพูดคุยกับลูกน้อย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาของลูกน้อยมีพัฒนาการขึ้นได้

  • ป้อนนมด้วยหัวนมเพียงข้างเดียว

หากคุณป้อนนมลูกน้อยด้วยหัวนมเพียงข้างเดียว เช่น หัวนมด้านซ้าย จะช่วยให้คุณใช้มือขวาในการรับประทานอาหาร หยิบจับสิ่งของ รับโทรศัพท์ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างสะดวก เต้านมด้านขวามักมีขนาดเล็กและมีปริมาณน้ำนมน้อย ส่วนเต้านมด้านซ้ายจะมีน้ำนมมากกว่า เนื่องจากคุณมักจะป้อนนมด้วยเต้านมด้านซ้ายตั้งแต่แรก จึงเป็นการกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วเต้านมที่คุณแม่ป้อนนมบุตรบ่อยๆ จะมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน (อาจสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน) แต่ขนาดของเต้านมจะกลับสู่ภาวะปกติหลังจากลูกน้อยหย่านมแล้ว

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน