ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 14 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในช่วงนี้ลูกจะชอบสัมผัสคุณ ซึ่งจริงๆแล้ว การสื่อสารด้วยการสัมผัสนั้นมีบทบาทสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก การสัมผัสเนื้อตัวไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณและลูกน้อยผูกพันกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลอบโยนเวลาที่ลูกน้อยรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญใจด้วย ลูกอาจโบกไม้โบกมือและถีบขา เวลาที่สะโพกและขามีความยืดหยุ่นขึ้น ลูกน้อยก็จะสามารถถีบได้แรงขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนที่สามนี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะ

  • หัวเราะเสียงดัง
  • ชันคอตั้งได้ถึง 90 องศา ในขณะที่นอนราบ
  • กรีดร้องเวลาที่รู้สึกตื่นเต้น
  • ประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
  • หัวเราะได้บ่อยๆ
  • มองตามวัตถุที่อยู่ในระยะ15เซนติเมตร และสามารถหันได้ 180 องศา จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณควรช่วยให้ลูกมีพัฒนาการมากขึ้น โดยปล่อยให้เขาสัมผัสกับวัตถุต่างๆ หลากหลายชนิด อย่างเช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้าสักหลาด และผ้าฝ้าย เด็กในช่วงวัยนี้มักจะจับทุกสิ่งทุกอย่างเข้าปาก ฉะนั้นจึงต้องเลือกอย่างระมัดระวัง และอย่าปล่อยลูกไว้ตามลำพัง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยหยิบสิ่งของต่างๆ เข้าปาก

ลูกอาจจีบนิ้ว กำมือ หรือเหยียดนิ้วพร้อมๆกัน คุณควรช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกน้อยให้ทำงานสอดประสานกับมือ ด้วยการถือของเล่นเอาไว้ แล้วดูซิว่าลูกน้อยเอื้อมมือมาจับหรือเปล่า เวลาคุณสัมผัสลูกน้อยด้วยการเป่าลมใส่หน้าเบาๆ หรือนวดเนื้อนวดตัว ก็ควรอุ้มลูกไว้ทางด้านข้างหรือจูบลูกน้อยในบริเวณจมูก วิธีนี้จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย และทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับคุณมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกตื่นตัวมีสมาธิมากขึ้นด้วย

ในการนวดเนื้อนวดตัวให้ลูกน้อยนั้น ก็ทำได้โดยจับลูกน้อยนอนบนพื้นที่เรียบๆ และมีความอุ่นสบาย อย่างช่น ปูผ้าห่มเอาไว้บนพื้นพรม หยดเบบี้ออยล์หรือน้ำมันพืชลงบนฝ่ามือคุณ ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันเพื่อเป็นการอุ่นน้ำมัน จากนั้นมองตาลูก ร้องเพลง หรือพูดคุยกับเขาในขณะที่ลงมือนวดให้ลูกน้อ

อย่าลืมสังเกตปฏิกิริยาของเจ้าตัวเล็กด้วย ถ้าเขาไม่แสดงความสนใส ก็ควรนวดให้เบาลงหรือหนักขึ้นหรืออาจหยุดนวดไปเลย เด็กจำนวนมากต้องการเพียงการลูบไล้เบาๆ เท่านั้นเอง

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

ส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะไม่นัดหรือตรวจสุขภาพให้ลูกน้อยในช่วงเดือนนี้ แต่คุณก็สามารถปรึกษาคุณหมอได้เสมอ ถ้ามีข้อสงสัยใดๆ ที่ไม่สามารถรอให้ถึงการไปพบคุณหมอในครั้งต่อไปได้

สิ่งที่ควรรู้

  • การได้ภูมิคุ้มกันไม่ครบ

ถ้าลูกของคุณขาดวัคซีนไปหนึ่งเข็ม (อย่างเช่นวัคซีนบาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ) คุณก็ ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เพราะคุณหมอจะฉีดวัคซีนเพิ่มให้ได้ ไม่ว่าลูกน้อยจะเป็นหวัดอยู่หรือมีไข้ต่ำๆ ก็สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ คุณควรปรึกษาคุณหมอถ้าลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้สูง หรือมีอาการของโรคใดๆ
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยอ่อนแอ หรือลูกของคุณกำลังกินยาที่กดภูมิคุ้มกันอยู่
  • มีอาการชัก
  • กินยาสเตียรอยด์เกินขนาดในช่วงสองสัปดาห์นี้
  • เกิดปฏิกิริยารุนแรงจากการฉีดวัคซีนครั้งก่อน อย่างเช่น มีไข้สูงกว่า 40องศา มีอาการชัก การร้องไห้ หรือหมดสติ

เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัม ควรได้รับวัคซีนตามกำหนดเหมือนทารกทั่วไป ยกเว้นคุณหมอจะแนะนำเป็นอย่างอื่น

  • นมเสริมวิตามินสำหรับลูกน้อย

นมวัวเป็นเครื่องดื่มที่ดีเด็กและคนชรา แต่นมวัวไม่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กทารก เพราะมักจะมีแต่เกลือและโปรตีนซะมากกว่า ฉะนั้นนมวัวจึงไม่ดีต่อไตของเด็กทารก

นมวัวขาดธาตุเหล็กและสารประกอบอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับนมแม่หรือนมผง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในลำไส้ในเด็กบางคนได้ด้วย ฉะนั้นถ้าคุณวางแผนที่จะให้ลูกน้อยกินอาหารเสริมร่วมกับนมชนิดอื่น ที่ไม่ใช่นมแม่หรือนมผงตามที่แพทย์แนะนำ ก็ควรรอให้ลูกน้อยมีอายุครบหนึ่งขวบก่อน

  • ลูกอุจจาระน้อยลง

ทารกที่กินนมแม่แล้วเริ่มถ่ายน้อยลงในช่วงวัย 1-3 เดือนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เหตุผลก็คือเมื่อลูกน้อยตัวโตขึ้นก็จะกินอาหารมากขึ้น อวัยวะย่อยอาหารก็ต้องย่อยอะไรมากกว่าสิ่งที่เขากินเข้าไป แต่จะขับถ่ายออกมาน้อยลง

เด็กที่กินนมแม่อาจอุจจาระได้มากกว่าปกติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเด็กที่กินนมแม่จะไม่ค่อยมีอาการท้องผูก การอุจจาระไม่เป็นเวลานั้นไม่ใช่สัญญาณของอาการท้องผูก การจะดูว่าเด็กมีอาการท้องผู้หรือเปล่านั้น ก็ต้องดูว่าอุจจาระแข็งหรือเปล่า และต้องเบ่งอยู่นานมั้ยกว่าจะมีอุจจาระออกมา

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

  • การพาลูกเข้านอน

คุณแม่หลายคนมักจะพยายามไม่ให้ลูกหลับเวลาป้อนนม หรือพยายามปลุกลูกเวลาที่เขาดูดนมแล้วผลอยหลับไป คุณควรพาลูกเข้านอนในขณะที่เขาตื่นหรือหลังจากกินนมเสร็จ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องมีคนกล่อมหรือต้องดูดนมจากขวด จะเป็นการดีกว่าถ้าคุณรอจนลูกอายุ 6-9 เดือนแล้วจึงป้อนนมน้อยลง แทนที่จะสอนให้ลูกนอนหลับโดยไม่ต้องกินนมหรือดูดนมขวด เมื่อลูกน้อยเคยชินแล้วก็จะหลับได้อย่างรวดเร็วหลังกินนมเสร็จ แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไรก็ให้วางลูกน้อยลง ลูบไล้เนื้อตัว ป้อนนม หรือร้องเพลงกล่อมเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนได้ง่ายขึ้น

  • การอยู่ห้องเดียวกันกับลูก

ในช่วงเดือนแรกหรือเดือนที่สองนั้น คุณจะวุ่นวายกับการดูแลลูกอยู่ตลอดเวลา คุณต้องป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม และกกกอดลูกน้อยวันแล้ววันเล่า พ่อแม่บางคนก็ให้ลูกนอนห้องเดียวกันซะเลย จะได้ดูแลลูกได้อย่างสะดวกสบาย แต่ถ้าคุณไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับลูกไปตลอด ก็ควรแยกห้องในช่วงท้ายๆ นี้ซะ ซึ่งเป็นช่วงที่ป้อนนมกลางดึกกันบ่อยๆ (โดยปกติก็เมื่อมีอายุได้ 2-4 เดือน) เพราะการอยู่ห้องเดียวกับลูกหลังจากนี้ อาจจะทำให้เกิดปัญหาพวกนี้ตามมาได้

  • ลูกน้อยหลับน้อยลงกว่าเมื่อก่อน การอยู่ห้องเดียวกับเด็กตลอดทั้งคืนนั้น จะทำให้คุณต้องอุ้มลูกบ่อยๆ เพื่อปลอบโยนเวลาที่เขางอแง ซึ่งจะรบกวนการนอนของลูกได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือลูกมักจะส่งเสียงดังขณะนอนหลับ เด็กส่วนใหญ่จะหลับต่อได้อย่างง่ายดายใน 2-3 นาทีโดยไม่ต้องกล่อม ฉะนั้นถ้าคุณอุ้มลูกทันทีที่ได้ยินลูกร้อง ก็อาจเป็นการรบกวนการนอนหลับของลูกได้
  • พ่อแม่ก็นอนไม่พอตามไปด้วย การที่คุณมักจะต้องอุ้มลูกบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน เพื่อกล่อมให้ลูกน้อยหลับในห้องเดียวกันนั้น ก็หมายถึงว่าตัวคุณเองก็จะอดนอนตามไปด้วย
  • มีเพศสัมพันธ์ได้น้อยลง คุณจะทำอะไรกุ๊กกิ๊กกับคนรักได้หน้าตาเฉยเหรอ ถ้ามีเจ้าตัวเล็กนอนอยู่ข้างๆ แบบนี้

การอยู่ห้องเดียวกับลูกเป็นเวลานานๆ จะทำให้คุณนอนหลับได้ยากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่คุณปล่อยให้ลูกน้อยนอนในห้องอื่น

ถ้าลูกน้อยต้องใช้ห้องร่วมกับพี่น้องคนอื่นๆ การจัดระเบียบเรื่องการนอนก็ขึ้นอยู่กับนิสัยการนอนของลูกน้อยทั้งสองคน ถ้าหนึ่งในนั้นมักจะตื่นขึ้นกลางดึก ก็จะทำให้คุณลำบากได้ เพราะกว่าเด็กจะเรียนรู้ที่จะนอนหลับพร้อมๆ กันได้ ทางที่ดีก็ควรแยกห้องนอนกันไปเลย จะได้ไม่มีเสียงรบกวนกัน แถมยังให้ลูกคนโตมีพื้นที่ส่วนตัวด้วย

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย