ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 16 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

เมื่อวางมือไว้ที่ท้องของเขา ลูกน้อยอาจจะยกหัวและไหล่ขึ้นโดยใช้มือดันขึ้นไป ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยให้เขามองเห็นความเป็นไปต่างๆ ได้ดีขึ้น และอาจทำให้คุณต้องประหลาดใจกับกลิ้งตัวไปมาได้

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่สามนี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะ:

  • ทิ้งน้ำหนักลงบนขาทั้งสองข้างเมื่อเขายืดตัวตรง
  • คว้าหรือจับสิ่งของต่างๆ
  • เกร็งตัวเมื่อจับให้ลุกนั่ง
  • ให้ความสนใจกับเสียงโดยเฉพาะเสียงของแม่
  • พูดเป็นคำๆ ได้แล้ว

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณอาจช่วยเพิ่มทักษะการหมุนตัวให้เขาผ่านการเล่น โดยขยับของเล่นไปมา เพื่อทำให้ลูกน้อยสนใจ คุณควรตบมือและยิ้มให้เขา ลูกน้อยอาจต้องการกำลังจากคุณ เนื่องจากทักษะใหม่นี้อาจดูน่ากลัวสำหรับเขาเล็กน้อย

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์แต่ละคนมีวิธีการในการตรวจร่างกายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การทดสอบทางกายภาพ รวมทั้งคุณภาพและวิธีการในการวินิจฉัย ซึ่งขั้นตอนจะแตกต่างกันตามสภาพของเด็กแต่ละคน โดยแพทย์อาจจะทำการตรวจดังนี้

  • วัดน้ำหนัก ความสูง เส้นขนาดศีรษะ และดูพัฒนาการของเด็กทารกหลังคลอด
  • ตรวจร่างกาย ซึ่งรวมถึงการตรวจเช็คความผิดปกติก่อนหน้านั้นด้วย
  • ให้คำแนะนำในการดูแลลูกในเดือนถัดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การนอนหลับ การเจริญเติบโต และความปลอดภัยของลูกน้อย
  • ตอบคำถามที่คุณสงสัย อย่างเช่น ลูกน้อยจะมีอาการอย่างไรบ้างเมื่อได้รับการฉีดวัคซีน? คุณต้องทำอะไรบ้าง? คุณควรโทรหาแพทย์หรือไม่ถ้าลูกมีปฎิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น?

คุณยังต้องคิดถึงปัญหาทางด้านสุขภาพของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การป้อนนม หรือการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งเดือน คุณควรบันทึกข้อมูลและคำแนะนำของแพทย์ โดยทำการบันทึกในทุกๆ เรื่อง (น้ำหนัก ความสูง ขนาดศรีษะ รอยปาน การฉีดวัคซีน อาการเจ็บป่วย ผลการรักษา และผลการตรวจสอบอื่นๆ) เพื่อเก็บเป็นบันทึกสุขภาพให้ลูกน้อยของคุณ

สิ่งที่ควรรู้

  • โรคอ้วน

โรคอ้วนได้กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย ซึ่งผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินนั้นเป็นอะไรที่น่าห่วง แต่กับเด็กทารกนั้นไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลย เด็กบางคนดูจ้ำม่ำตั้งแต่ตอนคลอดออกมา และบางคนก็เริ่มจ้ำม่ำเมื่อโตขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นเพราะกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเกินไป แต่เป็นเพราะเขายังพัฒนากล้ามเนื้อได้ไม่ดี ซึ่งสถานการณ์นี้จะดีขึ้นถ้าเขาเติบมีอายุมากขึ้น

ถ้าคุณเป็นกังวลว่าลูกน้อยอาจเป็นโรคอ้วน ก็ควรพาไปพบคุณหมดเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด ซึ่งคุณหมอจะชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเป็นอย่างแรก ถ้าลูกน้อยมีน้ำหนักมากเกินไป คุณหมอก็จะตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก คุณหมอส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ความเรื่องน้ำหนักตัวของเด็กในวัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขายังไม่ได้เริ่มกินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ

เด็กอ้วนไม่ได้หมายความว่าเมื่อโตขึ้นแล้วจะกลายเป็นโรคอ้วน เด็กหลายคนจะเริ่มมีน้ำหนักลดลง เมื่อเริ่มคลานหรือหัดเดิน ฉะนั้น เมื่อเด็กกำลังเติบโตขึ้น คุณอาจปล่อยให้เขาเล่นที่พื้น ให้เขากินเฉพาะเวลาหิว และหลีกเลี่ยงการให้นมแม่ วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เขาเป็นโรคอ้วนได้

  • การเล่นที่รุนแรง

ลูกของคุณจะรู้สึกสนุกเมื่อคุณจับเขาโยนไปมาหรือไล่จับเขา แต่การเล่นบางอย่างอาจเป็นอันตรายต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสองขวบได้ เขาอาจได้รับบาดเจ็บเมื่อถูกดึงหรือเขย่า เนื่องจากหัวของทารกมีน้ำหนักมากพอๆ กับส่วนที่เหลือของร่างกาย นอกจากนี้กล้ามเนื้อคอของเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงช่วยพยุงหัวของทารกได้ไม่มาก เมื่อจับตัวเขาเขย่าหัวของเด็กจะสั่นไปมา ซึ่งอาจทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจทำสมองบวม เลือดออก หรือเกิดความเสียหายทางระบบประสาท นอกจากนี้ยังอาจเกิดผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจกับลูกน้อยไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

ดวงตาของลูกน้อยก็อาจได้รับความบาดเจ็บได้เหมือนกัน ถ้าจอประสาทตาหลุดออกก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือทำให้ตาบอดได้

การบาดเจ็บเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่คุณเล่นกับลูกน้อย ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเล่นอะไรแรงๆ และควรใช้มือประคองศีรษะลและคอของลูกน้อยอยู่เสมอ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเขย่าตัวเขาในขณะที่อุ้ม (แทนที่จะปล่อยให้เด็กนั่งรถเข็นเด็ก) นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเล่นอะไรกับลูกไม่ได้ แต่ควรเล่นอย่างเบามือ และเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ควรกังวลในเรื่องใด

  • เด็กยังคงติดจุกนมปลอม

สิ่งที่ทำให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกสบายใจได้ก็คือ หัวนม ขวดนม เพลงกล่อมเด็ก หรือจุกนมปลอม ถ้าเขาติดขึ้นมาเมื่อไร ก็จะทำให้เลิกได้ยาก ฉะนั้นคุณไม่ต้องการให้เขาติดจุกนมปลอมแล้วละก็ นี่คือช่วงเวลาดีที่จะให้เขาหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นซะ เด็กในช่วงวัยนี้ยังจดจำอะไรได้จำกัด ฉะนั้นลูกน้อยจะลืมได้ง่ายถ้าไม่ได้สัมผัสกับจุกนมปลอมอีก

เพื่อช่วยให้ลูกน้อยสบายอกสบายใจขึ้นเมื่อไม่มีจุกนมปลอมให้ดูดแล้ว คุณก็อาจลองไกวเปล ร้องเพลงกล่อมเด็ก หรือให้เขาดูดแขนเสื้อของคุณ (หรือดูดนิ้วมือตัวเอง) หากลูกน้อยยังไม่พร้อมจะเลิกตอนนี้ คุณก็สามารถจำกัดการใช้โดยให้ใช้เฉพาะในตอนนอนเท่านั้น

  • การหย่านมแต่เนิ่นๆ

ในช่วงสามเดือนแรกนี้เป็นช่วงที่ลูกน้อยร่าเริงและปรับตัวได้ดี จึงช่วยทำการหย่านมได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มให้ลูกน้อยดื่มนมผงหรือใส่นมแม่เข้าไปในขวด ทำแบบนี้ซักประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยค่อยๆ ทำให้ลูกน้อยคุ้นชินกับการดื่มนมจากขวด คุณอาจจะลองหลายๆ วิธี เพื่อดูว่าวิธีไหนใช้ได้ผลดีที่สุด ส่ิงสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการลดนมแม่ลง ฉะนั้นคุณจึงต้องใจแข็งเข้าไว้

ลองให้ลูกกินนมจากขวดก่อน ถ้าเขาปฎิเสธที่จะกินในครั้งแรก ก็ให้ลองใหม่ในครั้งต่อไป คุณควรพยายามต่อไปจนกว่าลูกน้อยจะดูดนมจากขวดได้อย่างน้อย 30-60 มิลลิลิตร เมื่อลูกทำได้แล้วก็เปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมผงแทน

คุณไม่ควรป้อนนมแม่ให้ลูกในช่วงกลางคืนอีกต่อไป ควรใช้เวลานั้นเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยของคุณ ถ้าคุณยังยากป้อนนมแม่จริงๆ ก็ควรป้อนได้แค่วันละครั้งถ้าคุณยังมีน้ำนมอยู่ ใช้เวลาให้เต็มที่ในการหย่านม หรือรอจนกระทั่งคุณไม่น้ำนมแล้วนั่นแหละ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด 

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน