ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 17 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

นักวิจัยเชื่อว่าลูกน้อยสามารถเข้าใจเสียงพื้นฐานในภาษาพูดแล้ว ซึ่งตั้งแต่ตอนนี้จนถึงอายุหกเดือน เขาจะพัฒนาความสามารถในในการใช้เสียงได้ ซึ่งก็หมายความว่าคุณจะได้ยินลูกน้อยพูดคำว่า ‘แม่’ และ ‘พ่อ’ ได้ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการของเด็กกล่าวว่า นี่ยังเร็วเกินไปที่ลูกน้อยจะรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำพวกนั้น

คุณอาจกระตุ้นให้ลูกพยายามที่จะสื่อสารออกมา ด้วยการลอกเลียนแบบการแสดงออกและเลียนเสียงของเขา ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยพยายามเลียนแบบคุณเช่นกัน เช่นพูดคำว่า “บา” และเขาอาจจะพยายามพูดเลียนเสียงกลับมา

การโต้ตอบเมื่อลูกของคุณทำเสียงหรือพยายามพูดอะไรออกมา จะช่วยให้เขาเรียนรู้ถึงความสำคัญของภาษา และเข้าใจเหตุและผลได้ดีขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มความยอมรับนับถือในตัวเองให้เขาด้วย เมื่อเขาเริ่มสังเกตว่าพูดอะไรออกไปแล้วใครๆ ก็ให้ความสนใจ

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่สาม ลูกน้อยของคุณอาจจะ…

  • ยกศีรษะขึ้น 90 องศา เมื่อนอนราบ
  • หัวเราะเสียงดัง
  • รู้จักใช้เสียงพื้นฐานในการสื่อสาร
  • พูดคำง่ายๆ ได้เช่น “แม่” และ “พ่อ” แต่ยังไม่เข้าใจความหมายจริงๆ
  • คลานตามวัตถุที่อยู่ห่าง 15 เซ็นติเมตรได้ และหันได้ 180 องศาจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งได้

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณสามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยพูดคุย โดยการให้นั่งอยู่หน้ากระจก หรือพยามเลียนเสียงที่ลูกน้อยพูด นอกจากนี้ก็ควรโต้ตอบกลับไป เมื่อลูกน้อยเปล่งเสียงหรือพยายามพูดอะไรออกมา เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของภาษา และความเข้าใจวิธีที่เราใช้ในการสื่อสาร

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์แต่ละคนจะมีวิธีการตรวจสุขภาพลูกน้อยต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กแต่ละคน การทดสอบทางกายภาพ รวมทั้งการทดสอบอื่นๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป แต่คุณสามารถมีส่วนร่วมและปรึกษาเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ หลังจากที่เด็กได้รับการตรวจสุขภาพ:

  • บอกเล่าให้คุณหมอฟังว่า คุณและลูกใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การนอน และการเจริญเติบโต รวมทั้งวิธีการดูแลลูกน้อยของคุณ ถ้าคุณจะต้องกลับไปทำงาน
  • แพทย์จะทำการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดขนาดของศีรษะของทารก รวมทั้งพิจารณาการเจริญเติบโตของเด็กตั้งแต่แรกเกิด

สิ่งที่ควรรู้

การติดเชื้อในหู

การติดเชื้อในหูหรือที่เรียกว่าโรคหูน้ำหนวกอักเสบเฉียบพลันนั้น มักเกิดขึ้นเมื่อมีเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียติดอยู่ในของเหลวที่อยู่หลังแก้วหู การติดเชื้อทำให้เกิดอาการบวมและมีไข้ การติดเชื้อในหูเป็นเรื่องปกติมาก ซึ่งเด็กแรกเกิดมากกว่าครึ่งมักจะเป็นโรคนี้

อาการของโรคนี้ก็คือ…

  • เบื่ออาหาร การติดเชื้อในหูอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อลูกน้อยเคี้ยวหรือกลืนอาหาร
  • ดึงหูอยู่ตลอดเวลา
  • มีไข้ตั้ง 38 ถึง 40 องศาเซลเซียส
  • มีอาการหนาวสั่น ความดันในหูอาจส่งผลให้ทารกเกิดความเจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขากลืนอาหารหรือกำลังนอน
  • หูเป็นน้ำหนวก ซึ่งอาจจะมีสีเหลือง ขาว หรือสีแดงแบบสีเลือด
  • อาการท้องร่วง การติดเชื้อที่หูมักเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อไว้รัสอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารได้

อาการติดเชื้อในหูมักจะหายไปเองเมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อที่รุนแรง ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นได้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาแก้ปวดและลดไข้ ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้นภายในสองวัน

เพื่อเป็นป้องกันการติดเชื้อในหู นี่คือสิ่งที่คุณควรต้องจดจำเอาไว้

  • ดูแลลูกน้อยให้อยู่ห่างจากควันไฟ เนื่องจากควันไฟทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลงได้
  • ให้เขากินนมแม่ต่อไป เพราะผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทารกที่กินนมแม่มีโอกาสจะติดเชื้อในหูได้น้อย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปอดบวมและไข้หวัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในหู
  • ให้ใช้จุกนมปลอมในระยะเวลาจำกัด เพราะผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าจุกนมปลอมทำให้มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในหู

การช่วยลูกน้อยให้ลุกขึ้นยืน

หากลูกน้อยไม่สามารถลุกขึ้นเองได้ ก็แสดงว่าเขาต้องการให้คุณช่วยถ้าเกิดลื่นไถล เนื่องจากกล้ามเนื้อคอและหลังของลูกน้อยยังพัฒนาไม่เต็มที่ ฉะนั้นคุณจึงควรพยุงลูกน้อยที่มีอายุสามสี่เดือนแล้วตอนนี้ ซึ่งจะช่วยให้เขารักษาสมดุลของศีรษะและไม่ลื่นล้ม

การจับให้เขาอยู่ในท่านั่งจะช่วยให้เขาสามารถมองได้ไกลขึ้น แทนที่จะมองขึ้นไปบนฟ้า หรือมองจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งในรถเข็น การอยู่ในท่านั่งจะทำให้เขาสามารถมองเห็นคนเดินผ่านไปมา ร้านค้า บ้าน ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง รถโดยสาร รถ และสิ่งรอบตัวเขา เขาจะรู้สึกสนุกสนานกว่าการนอนมองอะไร เวลาที่อยู่ในท่านั่งจะทำให้เขาเล่นซนน้อยลง ซึ่งช่วยให้คุณเหนื่อยน้อยลงด้วย

เด็กที่อ้วนเกินไป

รูปร่างที่อ้วนของลูกน้อยไม่จำเป็นต้องมาจากการรับประทานอาหาร ฉะนั้นแทนที่จะพยายามลดน้ำหนักให้ลูกน้อย คุณก็ควรชะลอการเพิ่มน้ำหนักของลูกน้อย ซึ่งเมื่อลูกน้อยโตขึ้นและมีความคล่องตัวมากขึ้น เขาจะมีรูปร่างผอมลงเรื่อยๆ และนี่คือเคล็ดลับที่ช่วยคุณระวังเรื่องน้ำหนักให้ลูกน้อยได้

  • ป้อนนมแม่ในยามที่เขาหิวเท่านั้น
  • ปรับเปลี่ยนอาหารเมื่อจำเป็น
  • สอนลูกให้ดื่มน้ำ และไม่รับประทานของที่มีพลังงานสูง
  • ไม่ควรให้ลูกหย่านมเร็วเกินไปเพียงเพื่อจะให้เขานอนหลับได้ตลอดทั้งคืน วิธีนี้นอกจากจะไม่เวิร์คแล้ว ยังทำให้เด็กน้ำหนักขึ้นด้วย
  • ควบคุมอาหารของลูกน้อยของคุณ
  • กระตุ้นให้เขามีความเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ควรกังวลในเรื่องใด

ลูกของคุณไม่ดื่มนมจากเต้า

การปฏิเสธนมแม่ไม่ใช่เรื่องปกติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุบางอย่าง ซึ่งก็ได้แก่

  • อาหารที่คุณรับประทาน: ลูกน้อยอาจเห็นคุณกินอาหารบางอย่าง เลยทำให้ไม่อยากจะกินนมแม่ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกนั้นจนกว่าเขาจะหย่านมแล้ว
  • ลูกน้อยเป็นหวัด: เมื่อจมูกมีน้ำมูกลูกน้อยจะไม่สามารถหายใจได้ ซึ่งจะทำให้เขาต้องหายใจทางปากแทน จึงทำให้กินอาหารไม่ถนัด
  • ฟันของเด็ก: แม้ว่าลูกของคุณจะไม่มีฟันจนกว่าจะมีอายุอย่างน้อย 5-6 เดือน แต่ลูกน้อยบางคนเริ่มมีฟันเร็วกว่าปกติ บ่อยครั้งฟันของลูกคุณจะโตขึ้นหนึ่งหรือสองซี่ในช่วง 4 เดือนแรก การให้อาหารจะทำให้เกิดการดันเหงือก และอาจทำให้เหงือกบวมจนรู้สึกไม่สบายได้
  • มีอาการปวดหู
  • เป็นแผลในปาก
  • น้ำนมไหลช้า: เมื่อลูกน้อยหิวมากๆ เขาจะหมดความอดทนถ้าน้ำนมไหลช้าเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของมารดา: คุณแม่มือใหม่จะผลิตฮอร์โมนซึ่งทำให้รสชาติของน้ำนมเปลี่ยนไป ลูกน้อยจึงอาจปฎิเสธนมแม่ได้
  • แม่มีความเครียด
  • ลูกน้อยกำลังเตรียมจะหย่านม

วิธีการต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ

  • อย่าพยายามให้ลูกน้อยของคุณดื่มนมชนิดอื่นๆ
  • พยายามเทนมใส่ขวด
  • ลองพยายามไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิเสธนมแม่ แต่ถ้าผ่านไปซักพักเขาอาจกลับมากินนมแม่อีกก็ได้
  • ป้อนอาหารแข็งให้ลูกน้อยกินอย่างช้าๆ

หากเขายังปฏิเสธนมแม่ หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการเลี้ยงดูลูก

เปลี่ยนผ้าอ้อมได้ลำบาก

ถ้าก่อนหน้านี้ลูกน้อยไม่ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ้าอ้อม คุณอาจจะเปลี่ยนผ้าอ้อมได้ยากขึ้น ลูกน้อยจะรู้สึกอึดอัดและจะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้สวมผ้าอ้อม ซึ่งนั่นจะทำให้การเปลี่ยนผ้าอ้อมกลายเป็นเรื่องยาก เคล็ดลับคือควรทำอย่างรวดเร็ว โดยการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้พร้อม ก่อนจะวางลูกน้อยลงบนโต๊ะ แล้วทำการเปลี่ยนผ้าอ้อม นอกจากนี้ควรทำเสียงให้ลูกน้อยเกิดความสนใจ เช่น เสียงจากโทรศัพท์มือถือ กล่องดนตรี หรือของเล่นที่ลูกน้อยชอบ หลอกล่อให้ลูกน้อยสนใจกับเสียงเพลงหรือการพูดคุย เพื่อที่คุณจะได้เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขาได้ง่ายขึ้น

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย