ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 2  ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

นี่เพิ่งจะผ่านไปได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ลูกก็รับรู้ได้แล้วว่าคุณคือที่พึ่งของเขา ตอนนี้เขาจำเสียงคุณได้แล้ว การได้ยินเสียงของคุณจะทำให้เขารู้สึกสบายใจ ทำให้เขาปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่หลังคลอด และทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ฉะนั้นยิ่งคุณพูดกับลูกมากเท่าไรก็ยิ่งดี ลูกอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูด แต่ความรักและความอบอุ่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด

ในช่วงสัปดาห์ที่สองนี้ ลูกมีแนวโน้มที่จะโงหัวขึ้นได้บ้างแล้ว สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญก็คือ ลูกสามารถหายใจได้อย่างสะดวกเสมอเวลานอนคว่ำ ส่วนดวงตาของเขาก็จะยังบวมๆ อยู่ และมองเห็นได้ในระยะ 20 ถึง 40 เซนติเมตรเท่านั้น

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

นี่เป็นช่วงเวลาที่ลูกสามารถรับรู้ถึงสิ่งรอบตัวได้ คุณควรช่วยให้เขาสามารถสำรวจหน้าตาของคุณให้ง่ายขึ้น โดยการมองลูกในระยะใกล้ๆ ในขณะให้นมหรือในเวลาที่ดูแลเขาในทุกๆ วัน  หรือลองขยับศีรษะจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง แล้วสังเกตดูว่าลูกกำลังมองตามคุณอยู่หรือเปล่า การทำแบบนี้จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อดวงตาของเด็กให้แข็งแรงขึ้นได้ หากลูกแค่ชำเลืองมองคุณอย่างเดียวก็ไม่ต้องเป็นกังวล เด็กทารกมักจะแค่มองๆ ดูในช่วงเดือนแรกๆ

คุยกับลูกเอาไว้ การสื่อสารกับลูกจะค่อยๆทำให้ลูกชินกับเสียงและการแสดงตนของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจว่าคุณพูดอะไร แต่เขาจะสามารถรู้สึกได้ถึงความรักอันเปี่ยมล้นจากทุกๆ คำพูดและการกระทำ สิ่งนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และรู้สึกสงบลงได้

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณอาจรู้สึกว่าลูกของคุณแข็งแรงดี และคงไม่ต้องไปพบคุณหมอ แต่อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ที่สองนั้น คุณอาจต้องการให้แพทย์ตรวจสอบตามรายการต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดในระบบทางเดินหายใจ โดยการใช้เครื่องดูดทางจมูกของทารก วิธีนี้จะช่วยลดอาการอาเจียนหรือสำลักได้
  • ใช้ยาปฏิชีวนะประเภทขี้ผึ้งทาในบริเวณดวงตาของทารก เพื่อป้องกันโรคหนองใน หรือการติดเชื้อปรสิต
  • วัดความสูง ขนาดรอบวงของศีรษะ เพื่อตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก

สิ่งที่ควรรู้

โรคดีซ่านในเด็กทารกเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่ได้รับนมมารดาบางคน

โรคดีซ่านในเด็กคืออาการที่ผิวและดวงตาของเด็กเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยมากโรคดีซ่านในเด็กนี้เกิดขึ้นจากการที่ตับของทารกยังมีพัฒนาการไม่เต็มที่ จึงทำให้ไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ที่อยู่ในกระแสเลือดออกไปได้

โรคดีซ่านในเด็กจะทำให้ผิวหน้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก่อน จากนั้นจะลามไปที่หน้าอก ท้อง และจบลงที่ขา แถมยังทำให้ตาขาวของเด็กเปลี่ยนเป็นสีเหลืองด้วย ส่วกเด็กคนไหนที่มีผิวสีเข้ม ก็สามารถสังเกตได้จากตาขาวและเหงือกของเด็ก ถ้าคุณไม่แน่ใจ ก็ลองกดเบาๆ บริเวณจมูกหรือหน้าผากของทารก ซึ่งถ้าทารกเป็นโรคดีซ่านจริง ผิวจะออกสีเหลืองตอนที่คุณดึงนิ้วออกมา

แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคจากลักษณะทางกายภาพของทารก แต่ต้องวัดระดับสารบิลิรูบินในเลือดของทารกบริเวณข้อเท้าด้วย

โรคดีซ่านในเด็กส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะจะหายไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ในบางกรณีนั้น การให้นมบ่อยๆ หรือการให้กินอาหารเสริมบางชนิด ก็จะช่วยให้เด็กสามารถระบายสารบิลิรูบินออกมาทางอุจจาระได้

สำหรับโรคดีซ่านในเด็กที่รุนแรง อาจใช้การรักษาด้วยการส่องด้วยแสงไฟพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของเด็กสามารถกำจัดสารบิลิรูบินออกไปได้

ถ้าลูกของคุณเป็นโรคดีซ่านก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะ แค่ปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว 

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ควรกังวลในเรื่องใด

ในช่วงสองสามสัปดาห์แรก คุณแม่ส่วนใหญ่จะเป็นกังวลในเรื่องน้ำหนักตัวของทารก ลูกของฉันขาดสารอาหารหรือเปล่า? ลูกของฉันมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานมั้ย? ทำไมลูกของฉันถึงมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าลูกคนอื่น? ไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องพวกนั้น คุณสามารถสังเกตจากสัญญานต่างๆ ได้ตั้งมากมาย เพราะตรวจสอบว่าลูกของคุณได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างเพียงพอหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นคุณรู้สึกเต้านมว่างเปล่าและเบาโหวงหลังให้นมลูก ทันทีที่คุณใช้นิ้วกดลงบนผิวของทารก ก็จะเห็นถึงความเปล่งปลั่งสดใส แน่นกระชับ และมีความยืดหยุ่น

วิธีตรวจสอบอีกอย่างหนึ่งในขณะให้นมบุตรก็คือ คุณสามารถฟังเสียงกลืนนมของทารกน้อย ซึ่งฟังดูก็รู้ว่าลูกของคุณเพลิดเพลินกับน้ำนมรสหวานๆ นั้นขนาดไหน นอกจากนี้ถ้าลูกน้อยของคุณอุจจาระออกมาเป็นสีเหลือหรือสีเทา ก็ถือเป็นสัญญานที่ดีด้วย และคุณอาจต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยถึงวันละ 5-8 ครั้ง ถ้าลูกน้อยของคุณมีอาการดังกล่าว คุณก็มั่นใจได้แล้วว่า ลูกน้อยของคุณได้รับพลังงานและสารอาการที่จำเป็นอย่างพอเพียงแล้ว

ไม่ว่าคุณจะให้ลูกน้อยดื่มนมจากเต้าหรือดื่มนมสำเร็จรูป ก็ควรจำเอาไว้ด้วยว่าการเจริญเติบโตของลูกน้อยจะแตกต่างกันออกไปตามระยะการเติบโต และในบางช่วงเวลาก็มีพัฒนาการที่ช้าลงด้วย ถ้าลูกน้อยของคุณมีพลังงานอัดแน่นอยู่เสมอ เขาก็จะรู้สึกสนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า และเติบโตอย่างมีสุขภาพดี แต่ถ้าคุณมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักของลูก ก็ควรติดต่อแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา คุณหมอจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยของคุณ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน