สำหรับคุณแม่ที่อยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 21 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในช่วงวัย 21 สัปดาห์นี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะ…

  • ควบคุมศีรษะของตนเองได้เมื่อนั่งตรงๆ ให้มือทั้งสองข้างดันหน้าอกและท้องขึ้นได้ เด็กจะเริ่มใส่ใจกับข้าวของชิ้นเล็ก ๆ (จึงควรเก็บสิ่งของดังกล่าวให้ห่างจากเด็ก)
  • เริ่มร้องไห้เมื่อคุณเดินออกจากห้อง และดีใจมากที่คุณเดินกลับมา
  • หัวเราะเมื่อคุณทำท่าทางตลกๆ และพยายามทำอะไรให้คุณหัวเราะด้วย
  • เอื้อมหยิบของที่อยู่รอบๆ ตัวได้
  • จู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา
  • หัวเราะเวลาที่เห็นคุณหัวเราะ
  • ควบคุมศีรษะให้อยู่ระดับเดียวกับร่างกายเวลานั่ง

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ตอนนี้รู้ทิศทางที่มาของเสียงได้แล้ว และจะรีบหันไปดูทันที วิธีดึงดูดความสนใจลูกน้อยที่ง่ายที่สุดก็คือ เสียงกรุ๊งกริ๊งของพวงกุญแจ หรือใช้กระดิ่งลมก็ได้

ถ้าคุณต้องการเรียกความสนใจลูกน้อย ก็ใช้วิธีพูดคุยกับลูกน้อยซะ เด็กวัยนี้ไม่ควรให้เรียนรู้ภาษาจากโทรทัศน์หรือวิทยุ ฉะนั้นก็ปิดโทรทัศน์หรือวิทยุซะ และพยายามใช้บทสนทนาจริงๆ เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะทางด้านภาษาและคำพูด

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

ในสัปดาห์นี้คุณอาจไม่ต้องพาลูกน้อยไปตรวจร่างกายตามปกติ ลูกน้อยจึงไม่โดนฉีดยา แต่แนะนำให้จดข้อสงสัยไว้ถามคุณหมอในการไปพบครั้งต่อไป

ถ้าคุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับ เกี่ยวกับการนอนหรือการกินอาหารของลูกน้อย ก็ควรพูดคุยกับคุณหมอทันที ปัญหาเหล่านี้มักไม่มีความร้ายแรง และสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเอง แต่ปัญหายังไม่ยอมหายไป ก็บ่งบอกว่ามีความรุนแรงแล้ว จึงควรทำการตรวจสอบกับคุณหมอไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง

สิ่งที่ควรรู้

ไข้หวัด

ลูกของคุณอาจเป็นไข้หวัดในช่วงปีแรก มีเชื้อไวรัสนับไม่ถ้วนที่อาจทำให้เกิดอาการไข้หวัดขึ้นมาได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอจะประมาณการได้ว่าเด็กจะเป็นไข้หวัดปีละ 8 ครั้ง

ไวรัสสามารถแพร่กระจายไปในอากาศ และติดอยู่บนวัตถุอย่างเช่น ลูกบิดประตูหรือของเล่น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เด็กเป็นหวัดได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เด็กในวัยนี้มักจะชอบยื่นมือเข้าไปใกล้ดวงตาหรือปาก ซึ่งจะทำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ถ้าลูกน้อยคลุกคลีกับเด็กหรือพี่น้องคนอื่นๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหวัดได้มากขึ้น อาการที่พบบ่อยก็ได้แก่ น้ำมูกไหล น้ำตาไหล จมูกบวม ไอ ร้องไห้ มีไข้อ่อนๆ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นประมาณ 1 สัปดาห์

คุณสามารถเครื่องดูดน้ำมูกเวลาที่ลูกน้อยคัดจมูด และใช้ยาพ่นเพื่อขยายหลอดลม หรือใช้เครื่องเพื่อความชื้นในอาการในห้องนอนของลูก ซึ่งจะช่วยให้น้ำมูกลดลง ลูกน้อยจึงหายใจได้สะดวกขึ้น จงจำเอาไว้ว่าเด็กชอบหายใจด้วยจมูกมากกว่าปาก ฉะนั้นอาการคัดจมูกจึงอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัด

ถ้าเป็นไปได้ ก็ใช้เบาะหนุนศีรษะให้สูงขึ้นซัก 2-3 เซ็นติเมตร เพื่อลดการอุดตันในลำคอ ไม่ควร อย่าใช้หมอนในการยกศีรษะเด็กขึ้น ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ให้ลูกน้อยนอนหลับในท่านั่งเหมือนตอนนั่งรถ โดยปรับให้หลังเอนประมาณ 45 องศา

อย่าให้ลูกน้อยใช้ยาใดๆ โดยไม่ปรึกษาหมอก่อน โดยทั่วไปแล้ว เด็กอายุที่ต่ำกว่า 6 ขวบไม่ควรใช้ยาเหล่านี้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ยาปฏิชีวนะจะใช้ไม่ได้ผลกับไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าลูกน้อยมีไข้แพทย์ก็อาจแนะนำให้ใช้ยาลดไข้อย่างยาพาราเซตามอล

ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอทันที ถ้ามีอาการต่อไปนี้

  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • หายใจแรงและเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที มีอาการไอรุนแรง หายใจมีเสียง หรือหายใจไม่ออก
  • ตามีอาการผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคตาแดง หรือการติดเชื้อในหู
  • มีอาการกระตุกอย่างต่อเนื่อง ร้องไห้เมื่อป้อนอาหารหรือจับตัวให้เด็กนอน นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กอาจติดเชื้อในหู
  • หากลูกของคุณป่วยหนักเป็นเวลา 5-7 วัน หรือมีอาการอย่างต่อเนื่องมามากกว่าสองสัปดาห์

การงอกของฟัน

โดยเฉลี่ยแล้วเด็กจะเริ่มมีฟันงอกขึ้นในประมาณเดือนที่  7  ถึงแม้ว่าฟันซี่แรกอาจจะงอกขึ้นมาก่อนหน้านี้ (ในเดือนที่ 3) หรือหลังจากนี้ (ในเดือนที่ 12)  ฟันมักจะเติบโตตามปัจจัยทางพันธุกรรม ฉะนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ของเด็กมีฟันงอกเร็ว ลูกน้อยก็อาจจะมีฟันงอกเร็วด้วย แต่อาการที่จะมีฟันขึ้นนั้นมักจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซี่งอาการเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน เมื่อเด็กกำลังจะมีฟันขึ้นนั้นก็มักจะมีอาการต่อไปนี้หนึ่งอย่างหรือทั้งหมดเลยก็ได้

  • น้ำลายไหล
  • มีผื่นบริเวณคางและใบหน้า
  • มีอาการไอเล็กน้อย
  • ชอบกัด
  • มีอาการเจ็บ
  • ไม่สบายตัว
  • ไม่อยากอาหารหรืออยากดื่ม
  • อุจจาระร่วง
  • มีไข้อ่อนๆ
  • ไม่ง่วง
  • มีเลือดบริเวณเหงือก
  • มีพฤติกรรมดึงหูหรือถูบริเวณแก้ม

มีเคล็ดลับแบบชาวบ้านบางข้อที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่สามารถเชื่อได้ว่าช่วยลดอาการที่ฟันกำลังงอกในเด็กได้ นั่นก็คือ…

  • ให้เด็กเคี้ยวอาหาร
  • ให้เด็กดื่มอะไรเย็นๆ
  • ให้เด็กกินอาหารเย็นๆ
  • หาวิธีลดความเจ็บปวดให้เด็ก

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

วิธีทำให้เด็กคุ้ยเคยกับอาหารแข็ง

คุณอาจจะต้องใส่ใจในเรื่องเวลา การทานอาหาร และเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับมื้ออาหารในอนาคต

  • เวลาที่เหมาะสม: ถ้าคุณให้ลูกกินนมแม่ ก็ควรเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมเวลาที่นมแม่ใกล้จะหมด (ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีน้ำนมน้อยในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น) ในทางกลับกัน ถ้าลูกน้อยเกิดหิวขึ้นมาในช่วงเช้า คุณก็สามารถป้อนอาหารแข็งได้ โดยเริ่มจากวันละ 1 มื้อ แล้วเพิ่มไปกับอาหารเช้าและอาหารเย็นในเดือนถัดไป
  • สร้างความสนุกสนาน: หากคุณเริ่มเตรียมอาหารให้ลูกน้อยในช่วง 5 โมงเย็น แต่ลูกไม่หิว คุณไม่จำเป็นต้องฝืนให้ลูกรับประทานตามนั้น อย่าไปบังคับให้ลูกกินอาหารในช่วงที่เขาเหนื่อยหรือมีอาการไม่พอใจ ควรให้เขากินในช่วงที่ตื่นและมีความสุข และอย่าให้ลูกทานมากจนเกินไป ควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อเสริมสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเมื่อถึงเวลาหย่านม
  • อย่าให้ลูกทานมากจนเกินไป: ควรเริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยหรือนมในปริมาณน้อยๆ วิธีนี้จะทำให้ลูกไม่รู้สึกอิ่มจนเกินไป และทำให้ลูกอยากจะกินอาหารจานต่อไป
  • เตรียมพบกับการป้อนอาหารที่ยาวนาน: อย่ารีบร้อนปรุงอาหารเพราะคุณกำลังยุ่ง การป้อนอาหารมีกระบวนการที่ยาวนาน ฉะนั้นคุณต้องแน่ใจว่ามีเวลาพอจะป้อนอาหารให้ลูกได้
  • แสดงความช่วยเหลือ: ถ้าคุณให้เวลาลูกในการกินอาหาร เขาก็อาจกินได้หมดอย่างรวดเร็ว ก่อนป้อนอาหารเข้าปาก ก็ลองวางอาหารไว้บนโต๊ะหรือถาดอาหาร เพื่อให้ลูกมีโอกาสมองดู หรือแม้แต่ได้ลองชิมดูก่อน
  • ดึงดูดความสนใจ: อาหารมื้อแรกอาจไม่ใช่อาหารที่จริงจังอะไร แต่เป็นอาหารที่ช่วยให้เด็กที่เพิ่งหย่านมได้สร้างความคุ้นเคย ควรแตะอาหารบริเวณริมฝีปาก เพื่อให้ลูกน้อยมีเวลาในการลิ้มรสอาหาร หากลูกน้อยถูกใจในรสอาหาร ลูกอาจเปิดปากกว้างขึ้น เพื่อรออาหารช้อนต่อไป จากนั้นคุณก็สามารถป้อนให้ลึกขึ้น เพื่อลูกจะได้กลืนอาหารอย่างงายดาย แต่ถ้าป้อนลึกเกินไปอาจทำให้ลูกสำลักได้นะ
  • รู้ว่าควรจะหยุดเมื่อไร: คุณไม่ควรบังคับให้ลูกทานอาหารต่อไป เมื่อลูกหมดความสนใจแล้ว อาการที่บ่งบอกว่าเด็กไม่อยากทานต่อแล้วก็ได้แก่ร้องไห้ หันหน้าหนี ปิดปาก หรือโยนอาหารทิ้ง ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะแสดงอาการออกมาไม่เหมือนกัน
  • อาหารหย่านม: หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าอาหารเหลวที่เหมาะกับทารกแรกเกิดมากที่สุดก็คือนมแม่ แต่อาหารหลังจากหย่านมควรเป็นอาหารประเภทไหนกันล่ะ? คุณสามารถป้อนธัญพืช ผัก หรือผลไม้แก่ทารกได้ แต่ทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาอาหารที่เหมาะกับลูกของคุณมากที่สุด

ควรจำเอาไว้ว่า คุณไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของลูกน้อยเวลาที่ป้อนอาหารใหม่ให้ เด็กส่วนใหญ่อาจตอบสนองโดยการปิดปากไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาหารรสจัด ฉะนั้นจึงควรสังเกตการโต้ตอบของลูกน้อย ถ้าคุณอยากจะป้อนอาหารให้เป็นครั้งที่สอง

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน