สำหรับคุณแม่ที่อยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 24 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกน้อยอาจมองเห็นและได้ยินอะไรเหมือนกับคุณแล้ว ทักษะการสื่อสารจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น ส่งเสียงกรีดร้อง เสียงเป่าฟอง และการเปลี่ยนน้ำเสียง เสียงของลูกสามารถบ่งบอกทัศนคติหรือการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ เช่นมีความสุข กระตือรือร้น หรือแม้แต่พอใจกับการที่ได้แก้ปัญหาเป็นอย่างดี

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ห้า ลูกน้อยของคุณอาจสามารถ…

  • ลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง
  • ยืนโดยจับบางคนหรือบางอย่างไว้
  • พยายามผลักของเล่นไปด้านข้าง
  • พยายามหยิบของที่เอื้อมไม่ถึง
  • ส่งลูกบาศก์หรือข้าวของอื่นๆ จากมือข้างหนึ่งไปยังมืออีกข้างหนึ่ง
  • ควานหาของเล่นที่ทำตก เอามือเกาของเล่นชิ้นเล็กๆ และหยิบของเล่นด้วยมือทั้งสองข้าง (ฉะนั้นควรนำข้าวของที่เป็นอันตรายออกห่างจากเด็ก)
  • มีความสามารถในการมองเห็นและได้ยินเหมือนผู้ใหญ่
  • เริ่มพูดอ้อแอ้ที่มีโทนเสียงต่ำหรือสูงได้

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณสามารถช่วยเหลือลูกด้วยการทำเสียงอ้อแอ้ และเล่นเกมที่ใช้คำง่ายๆ กับลูกน้อย (อย่างเช่น แกะร้อง แบะๆ แพะร้อง แมะๆ) หรือเมื่อได้ยินลูกพูดคำที่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร ก็ให้ตอบโต้ด้วยคำคามที่ฟังดูอบอุ่น อย่างเช่น ใช่แล้ว นั่นรถไงคะ! ดูซิว่ามีสีแดงเจิดจ้าขนาดไหน? ลูกน้อยอาจจะมีความสุขที่จะได้เล่าเรื่องราวต่อไป 

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่มีการนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพในช่วงเดือนนี้ คิดในแง่ที่ดีคือเด็กยังไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่ทราบว่าลูกน้อยมีพัฒนาการไปถึงขนาดไหนแล้ว จึงควรจดข้อสงสัยเอาไว้ เพื่อปรึกษาคุณหมอในการนัดครั้งถัดไป แต่ควรโทร.หาคุณหมอทันทีถ้าคุณมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น และทำให้คุณรู้สึกเป็นกังวล

สิ่งที่ควรรู้

การฉีดวัคซีน

แพทย์อาจแนะนำให้เด็กบางคนรับการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี โรคบาดทะยัก โรคโปลิโอ โรคไอกรน และโรคติดเชื้อไวรัสโรต้า นอกจากนี้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมก็จะช่วยต่อต้านโรคไขสันหลังอักเสบ โรคปอดบวม และการติดเชื้อในหู และวัคซีนป้องกันโรคฮิบ ก็จะช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียฮีโมฟลูลิส อินฟลูเอนซา ชนิด B (ที่อาจทำให้เกิดโรคไขสันหลังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โรคปอดบวม และฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ) วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าจะช่วยต่อต้านไข้หวัดลงท้อง และในช่วงที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ด้วย

ทำอย่างไรให้ลูกไม่กลัวการฉีดยา

ถามคุณหมอหรือพยาบาลว่าคุณสามารถเข้าไปให้กำลังใจลูกน้อยได้หรือไม่ แทนที่จะปล่อยให้นอนอยู่ที่โต๊ะฉีดยาเพียงเดียวดาย  พยายามสงบสติอารมณ์และหันเหความสนใจของลูกน้อย ด้วยการพูดคุยด้วยเสียงอ่อนหวาน ลูกน้อยจะรับรู้ถึงภาษากาย  คุณอาจให้ขวดนม จุกนมปลอด ให้ลูกดูดนมแม่หลังฉีดยาเสร็จ เพื่อเป็นการปลอบไม่ให้ลูกน้อยร้องไห้ มีงานศึกษาวิจัยบางชิ้นพบว่าการให้นมแม่ในระหว่างฉีดยาจะช่วยให้เด็กร้องไห้น้อยลง

แต่อย่างไรก็ตาม วัคซีนเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยป้องกันลูกน้อยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม วัคซีนบางตัวอาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ความเสี่ยงของการไม่ฉีดวัคซีนนั้นมีมากกว่าการฉีดวัคซีแค่ครั้งเดียว ปฏิกริยาตอบสนองจากการฉีดวัคซีนมักไม่ค่อยเกิดขึ้น ฉะนั้นทางที่ดีจึงควรฉีดวัคซีนให้ครบ คุณควรดูแลลูกน้อยอย่างดีหลังฉีดวัคซีน และควรบอกแพทย์ถ้าพบว่าลูกน้อยมีปฎิกิริยาตอบสนองที่รุนแรง

แพ้อาหาร

สำหรับเด็กแรกเกิดในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ แพทย์อาจให้คุณระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้:

  • ให้ลูกรับประทานอาหารแข็งทีหลัง ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า การป้องกันสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้นานเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยลง ฉะนั้นแพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้หย่านมช้าๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณ คนรัก หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคภูมิแพ้ที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • ป้อนนมแม่ต่อไป เด็กที่ดื่มนมขวดมักมีอาการแพ้มากกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ เพราะนมมักจะทำให้เกิดการแพ้ในเด็ก ถ้าคุณให้นมลูกเอง ก็ขอให้ทำต่อไปจนกว่าลูกจะมีอายุครบหนึ่งขวบ นอกจากนี้ก็อาจให้ลูกดื่มนมถั่วเหลืองแทน แต่อาจจดจำไว้นิดนึงว่า มีเด็กหลายคนที่มีอาการแพ้นมถั่วเหลือง และกับเด็กบางคน นมผงชนิดที่สกัดโปรตีนจากนมก็เป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า
  • หย่านมด้วยอาหารที่หลากหลาย ถ้าครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ก็ควรให้ลูกลองอาหารต่างๆ โดยให้ลองรับประทานอาหารใหม่ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ก่อนจะเปลี่ยนไปลองอาหารชนิดอื่น ถ้าลูกน้อยมีอาการเวียนศีรษะ มีผื่นขึ้น (รวมทั้งอาการผื่นผ้าอ้อม) คายอาหารบ่อยๆ หายใจแรง หรือมีน้ำมูกไหล ก็ควรหยุดให้กินอาหารชนิดนั้นทันทีเป็นเวลาอย่างน้อยหลายๆ สัปดาห์ และอาจให้ลูกกินอาหารชนิดนี้อีกครั้ง เมื่อร่างกายลูกน้อยสามารถดูดซึมอาหารชนิดนี้ได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ
  • ให้กินอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ก่อน ธัญพืชจากข้าวมักจะทำให้เกิดการแพ้ได้น้อย และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้เป็นอาหารสำหรับการหย่านม ข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ้ตก็เป็นอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้เช่นกัน ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในเด็ก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่แนะนำให้ลูกน้อยกินเบอร์รี่หรือมะเขือเทศในช่วงวัยนี้ เช่นเดียวกับหอย ถั่ว และถั่วเปลือกแข็งต่างๆ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อย่างเช่น ถั่วเปลือกแข็ง อาหารรสจัด และช็อคโกแล็ต เมื่อลูกน้อยมีอายุได้สามขวบ

อาการแพ้ในวัยเด็กมักหายไปเมื่อโตขึ้น ฉะนั้นถ้าลูกน้อยของคุณมีอาการแพ้นม ข้าวสาลี หรืออาหารอื่นๆ อย่างรุนแรง ก็ควรอดทนรอให้ลูกน้อยมีอายุสองสามขวบก่อน แล้วอาการแพ้เหล่านั้นจะหายไปเอง

ใช้เก้าอี้คาดหลัง

เมื่อลูกสามารถลุกขึ้นได้ด้วยตัวเอง แม้จะในเวลาสั้นๆ ก็ถึงเวลาต้องใช้สายโยงตัวเด็กแล้ว พ่อแม่บางคนพบว่านี่เป็นอะไรที่ใช้ได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะที่พ่อแม่บางคนอาจมองว่าน่าอาย หรือต้องใช้กล้ามเนื้อเยอะ เด็กบางคนอาจจะชอบ แต่เด็กบางคนก็อาจรู้สึกรำคาญกับสายโยงชนิดนี้

เพื่อจะดูว่าลูกนั่งบนเก้าอี้คาดหลังได้พอดีหรือไม่นั้น ก็ให้ลูกลองนั่งดูบนที่นั่งด้านหลัง และต้องแน่ใจว่าคาดเข็มขัดอย่างแน่นหนาทุกครั้ง และควรจำไว้ด้วยว่าท่านั่งนี้จะทำให้ลูกน้อยสามารถทำอะไรได้มากกว่าการนั่งมองอยู่ทางด้านหลังของคุณ อย่างเช่น การดึงกระป๋องน้ำออกจากชั้นวางในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผลักแจกันในร้านขายของล้ม หรือเด็ดเอาใบไม้จากพุ่มไม้หรือต้นไม้ในสวน ควรจดจำเอาไว้ว่าเมื่อคุณใช้สายคาดแบบนี้ ก็ควรปรับระยะในระยะทางต่างๆกันด้วย อย่างเช่น เวลาที่คุณเข้าไปในลิฟท์ที่มีคนแน่น หรือเข้าไปในทางเข้าเตี้ยๆ

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ควรกังวลในเรื่องใด

สอนการใช้ถ้วย

สอนลูกให้รู้จักใช้ถ้วยอย่างถูกต้องนั้นเป็นประโยชน์มาก อย่างแรกคือลูกเรียนรู้ว่ามีเครื่องดื่มอื่นๆ มากกว่านมแม่หรือนมขวด การรู้วิธีการใช้ถ้วย อาจช่วยทำให้การหย่านมจากนมแม่และนมขวดเป็นไปได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การใช้ถ้วยยังทำให้ลูกดื่มน้ำ น้ำผลไม้หรือนมง่ายขึ้นด้วย โดยไม่ต้องป้อนนมเพิ่ม เคล็ดลับต่อไปนี้จะช่วยให้ลูกน้อยใช้ถ้วยได้เร็วขึ้น

  • รอจนกว่าลูกน้อยจะสามารถนั่งได้เองโดยไม่ต้องมีการพยุง วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการสำลักน้ำ
  • เลือกถ้วยให้เหมาะสมกับเด็ก เด็กทุกคนมักมีถ้วยโปรดของตัวเอง ลองให้ลูกใช้ถ้วยหลายๆ แบบ จนกว่าจะเจอแบบที่เหมาะกับลูกน้อยที่สุด เด็กบางคนชอบถ้วยแบบหูจับหนึ่งหรือสองข้าง ในขณะที่เด็กคนอื่นชอบถ้วยแบบไม่มีหูจับ
  • เลือกถ้วยที่ปลอดภัย ถึงแม้ว่าในขณะที่ถือถ้วยอยู่นั้นลูกอาจทำหล่นลงบนพื้น หรือแสดงอารมณ์ด้วยการเอากระแทกกับโต๊ะ ฉะนั้นจึงควรแน่ใจว่าเป็นถ้วยที่ไม่แตกง่าย คุณไม่ควรใช้ถ้วยที่มีน้ำหนักมากบริเวณก้นถ้วย นอกจากนี้ถ้วยกระดาษหรือถ้วยพลาสติก ก็ไม่เหมาะกับการฝึกให้ลูกใช้ถ้วย เนื่องจากอาจฉีดขาดหรือแตกได้ง่าย
  • อย่าปกป้องลูกจนเกินไป ลูกอาจได้เรียนรู้จากความผิดพลาด การสอนลูกให้ใช้ถ้วยอาจทำให้เกิดความเลอะเทอะอย่างมาก บางครั้งน้ำก็ไหลจากคางลงมาถึงท้อง ก็ไม่เป็นไร ลูกจะคล่องขึ้นเองเมื่อทำไปนานๆ คุณอาจช่วยลูกน้อยด้วยการให้สวมเอี๊ยมกันน้ำ ถ้าคุณให้ลูกนั่งบนตัก ก็อาจใช้ผ้าเช็ดตัวหรือผ้ากันเปื้อนกันชนิดกันน้ำได้ เพื่อป้องกันความเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
  • สร้างความสะดวกสบาย  คุณแน่ใจว่าลูกจะรู้สึกสบายตัว เวลาที่จับนั่งลงบนตัก บนเก้าอี้เด็ก หรือเก้าอี้สำหรับป้อนอาหาร
  • ให้ลูกได้ดื่มในสิ่งที่เหมาะสม การให้ดื่มน้ำเป็นวิธีที่ง่ายและก่อให้เกิดความเลอะเทอะน้อยที่สุด เมื่อลูกน้อยสามารถดื่มน้ำจากถ้วยได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ค่อยเปลี่ยนไปเป็นนมแม่หรือนมผง หรือน้ำผลไม้เจือจาง คุณควรให้ลูกน้อยเลือกดื่มอะไรตามที่เขาชอบ เด็กบางคนอาจชอบดื่มน้ำผลไม้มากกว่านม ในขณะเด็กคนอื่นชอบดื่มนมมาตั้งแต่แรกแล้ว
  • ใช้เทคนิคเข้าช่วย เทของเหลวลงในถ้วยในปริมาณน้อยๆ ยกแก้วขึ้นในระดับปากของลูกน้อย แล้วค่อยๆ เทเข้าปากลูกน้อยสองสามหยด จากนั้นดึงถ้วยให้ห่างออกมา เพื่อให้เขาได้กลืนโดยไม่เกิดการสำลัก คุณควรหยุดป้อนเมื่อลูกแสดงอาการว่าดื่มพอแล้ว อย่างเช่นหันหน้าหนี หรือดันแก้วออก แม้จะใช้เคล็ดลับดีๆ แล้วนี้แล้ว คุณก็ยังอาจเห็นน้ำไหลออกมาจากปากลูกน้อย ในปริมาณพอๆ กับที่ดื่มเข้าไป แต่ก็ต้องจำไว้ว่าควรฝึกทำบ่อยๆ ใช้ความอดทนเข้าไว้ แล้วความพยายามของคุณจะสำเร็จผล
  • สนับสนุนให้ลูกน้อยมีส่วนร่วม ลูกอาจพยายามดึงถ้วยออกจากมือของคุณด้วยความคิดว่า หนูทำเองได้ ก็ปล่อยให้เขาได้ลองทำ มีเด็กบางคนที่สามารถถือถ้วยได้เองต้ังแต่อายุน้อยๆ และอย่าผิดหวังอะไรล่ะถ้าเขาทำน้ำหกออกมาหมด นั่นคือกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
  • อย่ากดดันลูก ถ้าลูกน้อยยังปฎิเสธการใช้ถ้วยหลังจากพยายามมาหลายครั้ง ถึงแม้จะลองให้ดื่มหลายๆ อย่าง ก็ให้ลองใช้ถ้วยหลายๆ แบบแล้วก็ตาม อย่าฝืนใจลูกให้ใช้ถ้วยในการดื่มอะไร ทางดีที่ก็เก็บถ้วยเอาไว้ก่อนซักสองสามสัปดาห์ เมื่อนำออกมาลองใช้ดูใหม่ ก็ใส่ความตื่นเต้นเข้าไปเล็กน้อย (อย่างเช่น “ดูซิ…แม่มีอะไรมาให้ด้วย!”) ก็จะทำให้ลูกมีความกระตือรือร้นมากขึ้น หรืออาจปล่อยให้ลูกได้เล่นถ้วยเปล่าเป็นของเล่นในช่วงที่คุณเว้นช่วงก่อนทำการฝึกครั้งต่อไป

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน