สำหรับคุณแม่ที่อยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 27 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

เมื่อมีอายุได้ 27 สัปดาห์ ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • ยืนได้ด้วยการจับยึดกับคนหรือของอื่นๆ
  • แสดงอาการขัดขืนเมื่อคุณพยายามจะแย่งของเล่นของเขา
  • พยายามหยิบจับของเล่นที่เอื้อมไม่ถึง
  • ส่งของจากมือหนึ่งข้างหนึ่งไปยังมืออีกข้างหนึ่ง
  • ควานหาหาของที่ทำตก
  • ใช้นิ้วมือหยิบของเล็กๆ ขึ้นมาได้ และกำไว้ในมือ (อย่าลืมเก็บของที่เป็นอันตรายให้พ้นมือลูก)
  • พูดอ้อแอ้ด้วยการผสมสระกับวรรณยุกต์เข้าด้วยกัน
  • อยากจะกินอาหารแบบที่ใช้มือหยิบกินได้
  • กินแครกเกอร์หรืออาหารอื่น ๆ ที่ใช้มือถือไว้ได้ด้วยตัวเอง

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ลูกน้อยของคุณอาจบอกคุณว่าเขาพร้อมจะลองใช้มือหยิบอาหารขึ้นมากิน ด้วยการแย่งช้อนหรือคว้าอาหารในจานของคุณไป คุณแบ่งอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ 4-5 ชิ้น วางในถาดอาหารสำหรับเด็กหรือในจานที่ตกไม่แตก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสำลักอาหาร ทางที่ดีควรป้อนอาหารในขณะที่เขานั่งตัวตรงบนเก้าอี้หรือที่นั่งสำหรับเด็ก

ลูกน้อยของคุณอาจเจริญอาหารมากแต่ยังไม่มีฟันเคี้ยว ฉะนั้นจึงควรเริ่มจากอาหารที่ใช้เหงือกเคี้ยวได้ หรือละลายได้ง่ายในปาก พอลูกน้อยโตขึ้นก็ค่อยเปลี่ยนมาเป็นอาหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ควรหาหนังสือให้ลูกน้อยอ่าน เพื่อฝึกทักษะทางด้านภาษาของเด็ก และช่วยให้เขารักการอ่านมากขึ้น ลูกอาจไม่มีความอดทนพอจะนั่งฟังคุณอ่านหนังสือให้เขาฟัง แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง ไม่ว่าลูกคุณจะอายุเท่าไร การอ่านจะช่วยให้เขาได้รับโอกาสดีๆ ในการใช้ชีวิตในสังคม

 

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์จะทำการตรวจสอบทางร่างกายโดยรวม ใช้เทคนิคการวินิจฉัยและขั้นตอนที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของลูกน้อย แพทย์หรือพยาบาลจะตรวจสอบตามรายการต่อไปนี้ทั้งหมดหรือบางรายการ

  • ฉีดวัคซีนให้เป็นครั้งที่สาม ในกรณีที่ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีโรคหรืออยู่สภาวะที่ห้ามฉีดวัคซีน คุณควรปรึกษาหมอในเรื่องปฎิกิริยาตอบสนองของที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยก่อนฉีดวัคซีน
  • ซักถามคุณหมอในเรื่องต่างๆ อย่างเช่น การฉีดวัคซีนครั้งที่สามนี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง? และควรรับมืออย่างไร? ลูกมีการตอบสนองอย่างไรตอนที่คุณโทร.ไปปรึกษาแพทย์? ตอนนี้ลูกควรรับประทานอาหารแบบใด?

สิ่งที่ควรรู้

เมื่อต้องไปห้องฉุกเฉิน

นี่อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่คุณควรเตรียมตัวเผื่อเอาไว้ในกรณีที่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เด็กต้องไปห้องฉุกเฉินก็คือ มีอาการแพ้อย่างหนัก ลำไส้อุดตัน หรือมีอาการหอบหืด นอกจากนี้ตอนที่ลูกมีความอยากรู้อยากเห็น และทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ลูกอาจจะกลืนหรือสูดเอาบางสิ่งบางอย่างเข้าไป หกล้มจนเกิดอาการบาดเจ็บ หรือจำเป็นต้องเย็บแผล

ถ้าลูกมีอาการหายใจลำบากไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม หรือมีอาการแพ้อย่างรุนแรง ก็ควรโทร.หาหน่วยฉุกเฉิน 191 ก่อนที่จะมีอาการรุนแรงกว่านั้นเกิดขึ้น คุณควรรู้ว่าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลไหนอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด รวมทั้งเส้นทางในการไปยังโรงพยาบาลแห่งนั้นด้วย พนักงานที่นั่นอาจให้คุณกรอกเอกสาร ฉะนั้นจึงควรเตรียมข้อมูลประกันสุขภาพ รวมทั้งชื่อของคุณ หมายเลขโทรศัพท์ และชื่อคุณหมอที่ดูแลสุขภาพให้ลูกน้อยด้วย

จงทำให้ลูกน้อยรู้สึกว่าคุณมีอาการสงบ และสามารถจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้ ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ตาม ลูกน้อยต้องการการปลอบโยนและการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร เตรียมกระเป๋าใส่ผ้าอ้อม เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน หนังสือหรือของเล่นที่ลูกชอบ รวมทั้งอาหารสำหรับหนึ่งถึงสองมื้อ ระหว่างที่ทำการรักษาก็ถามคุณหมอว่าให้ลูกรับประทานอาหารได้หรือไม่ (เพราะคุณอาจต้องรอการเอ็กซเรย์นาน หรือในกรณีที่หมอให้เด็กรับประทานอาหารแล้ว)

ให้ลูกหันมาดื่มนมวัว

คุณไม่ควรให้ลูกดื่มนมวัวจนกว่าจะมีอายุได้หนึ่งขวบ ถ้าเป็นไปได้ควรให้ลูกดื่มนมแม่ไปในหนึ่งปีแรก (หรือหลังจากนั้นด้วย หากแม่และเด็กต้องการเช่นนั้น) ตอนที่คุณให้นมลูกไม่ได้แล้ว เปลี่ยนมาชงนมผงที่เสริมธาตุเหล็กให้ลูกดื่มแทน คุณควรปรึกษาคุณหมอก่อนตัดสินใจว่าจะใช้นมผงประเภทมาชงให้ลูกดื่ม เพื่อทดแทนนมแม่

เมื่อลูกหันมาดื่มนมวัวได้หนึ่งปี ก็ต้องแน่ใจว่านมที่ให้ลูกดื่มนั้นเป็นนมที่มีไขมันครบส่วน นมพร่องมันเนย แทนที่จะเป็นนมแบบไม่มีไขมันหรือมีไขมันต่ำ นมที่มีไขมันครบส่วนนั้นเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่สองขวบขึ้นไป ถึงแม้คุณหมอบางคนจะอนุญาตให้ใช้นมที่มีไขมัน 2% กับเด็กที่มีอายุ 18 เดือนขึ้นไปได้

 

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

การแปรงฟันให้ลูกน้อย

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คุณต้องดูแลสุขภาพฟันของลูก อย่างแรกเลยคือ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฟันแท้ที่จะขึ้นภายหลัง ฟันผุหรือฟันร่วงจะทำรูปปากเปลี่ยนไปอย่างถาวร ยิ่งไปกว่านั้นเด็กยังต้องการฟันน้ำนมไว้กัดและเคี้ยวอาหารอีกหลายปี ก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น สุขภาพฟันที่ไม่ดีส่งผลต่อการรับประทานอาหารของเด็ก นอกจากนี้สุขภาพฟันยังมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านการพูดและบุคลิกภาพด้วย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในตอนที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นจึงควรรีบสร้างนิสัยในการแปรงฟันให้ลูกซะ การดูแลฟันที่ดีนั้นเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพฟันที่ดี

คุณอาจใช้ผ้าก๊อซ ผ้าขนหนูสะอาดๆ ปลอกยางสวมนิ้วแบบใช้แล้วทิ้ง หรือแปรงสีฟันที่มีขนยาวและอ่อนนุ่ม แปรงสีฟันสำหรับเด็ก (ที่มีขนแปรงไม่เกินสามแถว) ควรทำให้อุปกรณ์ทำความสะอาดฟันพวกนั้นเปียกน้ำก่อน โดยเช็ดทำความสะอาดหรือแปรงฟันหลังทานอาหารและก่อนเข้านอน โดยควรทำด้วยความเบามือ อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดลิ้นด้วยล่ะ เพราะลิ้นเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค ยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน แต่อาจใช้เพื่อเพิ่มรสชาติได้นิดหน่อย ถ้าลูกน้อยของคุณรู้สึกสนุกกับการแปรงฟัน

นอกจากการดูแลสุขภาพฟันแล้ว สารอาหารต่างๆ ก็มีผลต่อสุขภาพในช่องปากของเด็กด้วย คุณควรเริ่มให้ลูกรับประทานที่มีประโยชน์ซะตั้งแต่ตอนนี้ ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างเพียงพอ ทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ฟลูออรีน แร่ธาตุ และวิตามินอื่นๆ (โดยเฉพาะวิตามินซีซึ่งช่วยรักษาสุขภาพเหงือก) ไม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง (รวมทั้งขนมปังกรอบ) มากเกินไป หรืออาหารที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติ อย่างเช่นผลไม้แห้ง ที่จะทำให้เกิดคราบเหนียวๆ ติดอยู่บนผิวฟัน วิธีนี้จะช่วยป้องกันอาการเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นจากฟันผุ และอาการเลือดออกตามไรฟัน คุณควรกำหนดให้ลูกรับประทานของหวานได้ไม่เกินหนึ่งหรือสองครั้งต่อวัน (แม้ลูกจะมีสุขภาพดีก็ตาม) เพราะยิ่งรับประทานน้ำตาลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะฟันผุมากขึ้นเท่านั้น ให้ลูกรับประทานของหวานในมื้อหลัก แทนที่จะให้รับประทานในระหว่างมื้ออาหาร  และอย่าลืมแปรงฟันให้ลูกหลังรับประทานของหวานเสร็จแล้วด้วย

ควรพาลูกไปตรวจสุขภาพฟันเป็นครั้งแรกนั้น ควรพาไปในช่วงกลางเดือนที่ 6 และเดือนที่ 12 หากลูกเสี่ยงที่จะมีฟันผุ อย่างเช่น เด็กที่ติดนิสัยพร้อมกับการดูดขวดนมหรือน้ำผลไม้ เด็กที่ฝันร้ายหรือชอบนอนหลับระหว่างวัน และเด็กที่ดูดขวดนมบ่อยๆ ตรวจเช็คฟันของลูกน้อยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคปริทันต์ ถ้าลูกน้อยของคุณมีฟันห่าง ฟันจะกลับมาชิดกันเหมือนเดิมได้ ถ้าอยู่ในการดูแลของทันตแพทย์ซะตั้งแต่เนิ่นๆ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน