ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 29 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในสัปดาห์ที่ 29 ลูกน้อยของคุณอาจสามารถ…

  • กินขนมปังกรอบได้ด้วยตัวเอง
  • ทำตลก (เด็กจะส่งเสียงตอนที่เป่าน้ำลายให้เป็นฟอง)
  • พูดพึมพำหรือส่งเสียอ้อแอ้เวลาที่มีความสุข
  • หัวเราะบ่อยๆ เวลาที่มีการตอบโต้กับคุณ

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ในช่วงวัยนี้ คุณควรลองให้ลูกน้อยดื่มน้ำจากถ้วยดูนะ ทางที่ดีก็ควรเลือกแก้วแบบที่มีหูหิ้วสองข้างและหัวจ่ายน้ำ ถ้าลูกน้อยแสดงอาการไม่พอใจที่ไม่สามารถดื่มน้ำจากแก้วได้ ก็ถอดวาล์วออกจากฝาปิด ซึ่งถ้ายังทำให้เขาไม่รู้จะดื่มน้ำจากหัวจ่ายน้ำได้ยังไง ก็ให้เอาฝาปิดออกและให้ลูกดื่มน้ำจากแก้วโดยตรงเลย คุณจำเป็นต้องทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างว่าต้องเอียงแก้วให้น้ำไหลเข้าปากยังไง 

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่มีการนัดหมายในช่วงเดือนนี้ ถ้าคิดในแง่ที่ดีคือเด็กยังไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่ทราบว่ามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว คุณแม่ควรจดบันทึกข้อสงสัยปรึกษากับคุณหมอในครั้งถัดไป และอย่าลังเลที่จะโทร.ปรึกษาคุณหมอทันที เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น หรือถ้ามีข้อกังวลใดๆ เป็นพิเศษ ไม่ควรรอจนถึงการนัดครั้งถัดไป

สิ่งที่ควรรู้

การเป็นไข้

เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 7 คุณจะเข้าใจลูกน้อยพอสมควร และมักจะเดาได้ว่าลูกน้อยกำลังมีปัญหาอยู่หรือเปล่า ถ้าเขามีอาการตัวร้อนมากกว่าปกติ ก็ควรใช้ปรอทวัดไข้ให้เขา ถึงแม้เราจะรู้กันดีว่าอุณหภูมิ 37 องศาคืออุณหภูมิปกติ แต่ในทางทฤษฎีแล้ว ทารกที่สุขภาพดีจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 36-38 องศาเซลเซียส

ถึงแม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่คุณรู้มั้ยว่าการเป็นไข้นั้นก็มีประโยชน์สำหรับเด็กนะ เพราะนั่นเป็นสัญญานที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้ออยู่ เด็กเล็กมักจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าเด็กโต ถ้าอยากจะรู้ว่าลูกน้อยมีไข้หรือเปล่าก็ให้ดูจากอาการต่อไปนี้

  • อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักหรือหน้าผากสูงกว่า 38 ° C
  • อุณหภูมิที่วัดทางหูอยู่ที่ 37.8 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิที่วัดทางรักแร้สูงกว่า 37.2 องศาเซลเซียส

ลูกคุณอายุแค่ 7 เดือนเอง เขายังบอกคุณไม่ได้หรอกนะว่ามีอาการอ่อนเพลียหรือป่วย ฉะนั้นคุณจึงควรโทร.หาแพทย์ถ้าลูกน้อยมีอุณหภูมิสูงกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับเด็กในวัย 7 เดือนขึ้นไปนั้นให้โทรหาแพทย์เฉพาะตอนที่มีอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส เมื่อวัดทางทวารหนัก และไม่ว่าคุณจะมีความกังวลในเรื่องอะไร ก็ควรโทร.หาคุณหมอทุกครั้ง

คุณควรโทร.หาแพทย์ถ้าลูกน้อยมีไข้และอาการต่อไปนี้ หายใจลำบาก ผิวมีจุดสีแดงอมม่วงหรือรอยปื้นสีม่วง กลืนอาหารลำบาก น้ำลายสอ มีอาการโคม่า ตาใส การแสดงอารมณ์ที่ผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ และในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี การมีไข้อาจทำให้เกิดอาการชักได้

ในการช่วยลดไข้ให้ลูกน้อยนั้น คุณควรถอดเสื้อผ้าของเด็กออก จับลูกนอนแช่น้ำอุ่นหรืออาบน้ำโดยใช้ฟองน้ำ หรือให้นอนพักในห้องเย็นๆ (ไม่ใช่หนาว)  และเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ คุณก็ควรป้อนนมแม่หรือให้ดูดนมจากขวดอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าขั้นตอนเหล่านี้ไม่สามารถช่วยให้อาการของลูกดีขึ้นได้ ก็ควรโทร.หาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในการรักษา ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ ปริมาณการใช้ยาที่ปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก แต่อย่าให้ลูกน้อยกินยาเกินขนาดล่ะ คุณควรบอกคุณหมอถ้าคุณให้ลูกกินยาที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ถ้าลูกน้อยกินได้ นอนหลับ และยังเล่นซนได้ถึงแม้จะมีไข้ ก็อาจไม่ต้องรักษาหรือใช้ยาอะไร คุณต้องเชื่อมันในสัญชาตญานของตัวเอง รวมทั้งข้อมูลบนปรอทวัดไข้เวลาที่ลูกน้อยมีอาการตัวร้อน

ลูกน้อยไม่ยอมนั่งเอง

พัฒนาการในเด็กจะมีความแตกต่างกันในช่วงวัยต่างๆ ถึงแม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วเด็กจะสามารถนั่งได้เองเมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือนครึ่ง แต่เด็กบางคนก็อาจนั่งเองได้เร็วกว่านั้น แม้ว่าโดยเฉลี่ยเด็กจะสามารถนั่งโดยไม่ต้องให้คนช่วยที่อายุประมาณ 6 เดือน แต่เด็กบางคนอาจจะนั่งได้เร็วกว่านั้นคือประมาณ 4 เดือน เนื่องจากเด็กยังมีเวลาเติบโตได้อีกเยอะ ก็อย่าเพิ่งเป็นกังวลอะไรในตอนนี้ ถ้าสังเกตเห็นลูกน้อยเจริญเติบโตช้า

โดยทั่วไปนั้นการพัฒนาทักษะแต่ละอย่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านพันธุกรรมในกลุ่มอายุที่เฉพาะเจาะจง ถึงแม้ว่าพ่อแม่ไม่สามารถเร่งพัฒนาการอะไรได้ แต่สามารถหาวิธีป้องกันไม่ให้มีพัฒนาการช้าได้ โดยให้ลูกน้อยนั่งในที่นั่งของเด็ก รถเข็น หรือเก้าอี้สูง ซึ่งจะช่วยให้เด็กรียนรู้ที่จะนั่งได้อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามเด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่นอนในเปลและไม่นั่งนานๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เด็กที่มีวัฒนธรรมต่างกันก็จะมีเวลาในการนั่งที่แตกต่างกันด้วย

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ตามใจลูก

ถึงแม้การตามใจลูกจะเป็นไปได้ยากสำหรับเด็กที่อยู่ในวัยนี้ แต่ก็มีอยู่หลายเหตุผลเหมือนกันที่คุณไม่ควรอุ้มลูกเร็วเกินไป คุณอาจอุ้มลูกได้เมื่อเห็นเขาโบกไม้โบกมือต้องการให้อุ้ม หรือในเวลาที่เขารู้สึกเบื่อ แต่การอุ้มลูกเป็นชั่วโมงๆ จะทำให้คุณไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้ แถมยังส่งผลกระทบถึงตัวเด็กด้วย เวลาที่ลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขนของคุณ เขาจะไม่มีโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ อย่างเช่น การปีนป่ายและการคลาน หรือแม้แต่การนั่ง เพราะตัวติดอยู่กับคุณตลอด นอกจากนี้ทารกจะไม่มีโอกาสเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองด้วย อย่างเช่น เรียนรู้ที่จะเล่นซนในช่วงเวลาสั้นๆ และเรียนรู้ที่จะให้ความนับถือตัวเองมากขึ้น (ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของเด็ก) ลูกน้อยจะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนที่มีค่าอะไร ถ้าเขาตัวติดอยู่กับคุณอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งทารกจะร้องไห้เพราะอยากให้คุณอุ้ม หรืออยากได้ความอบอุ่นและต้องการความสนใจจากคุณ ฉะนั้นสิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ พิจารณาว่าลูกน้อยได้รับความสนใจและความอบอุ่นจากคุณเพียงพอหรือไม่

ลองดูสิว่าเด็กมีความต้องการอย่างอื่นอีกหรือไม่ ผ้าอ้อมเด็กสกปรกหรือยัง? ถึงเวลาต้องกินข้าวกลางวันแล้วหรือยัง? เด็กหิวน้ำหรือเปล่า? เด็กเหนื่อยแล้วหรืองยัง? ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ตอบสนองความต้องการของเขาซะ แล้วตามด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ พาเขาไปในที่ใหม่ๆ ถึงแม้เขายังนอนอยู่ในรถเข็นคุณก็พาเขาไปที่สนามเด็กเล่นได้ พาเขาออกไปเดินเล่นซะ ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการของเด็กได้ และต้องไม่ลืมหาอะไรไว้ให้เขาเล่นสนุกด้วย อย่างเช่น หม้อ กระทะ ตุ๊กตาสัตว์ยัดนุ่น หรือเกมส์อะไรที่ลูกน้อยชอบ เด็กในวัยนี้จะให้ความสนในอะไรในช่วงสั้น คุณจึงควรเตรียมของเล่นได้ 2-3 อย่างให้อยู่ในบริเวณที่เด็กเอื้อมถึง แต่การมีของเล่นมากเกินไปก็อาจทำให้เด็กสับสนได้ ให้โอกาสลูกน้อยได้เลือกของเล่น เมื่อเขาแสดงอาการกระสับกระส่าย ถ้าลูกน้อยร้องไห้เพราะอยากจะให้อุ้ม ก็หากิจกรรมอะไรมาเบนความสนใจจากเขาซะ แต่อย่าอุ้มเขาเด็ดขาด คุณอาจสอนวิธีเล่นตัวต่อ จับตุ๊กตาสัตว์มีชี้ตา จมูก ปากให้เขาดู และสอนให้เขาทำตามคำแนะนำของคุณ

ถ้าเขาแสดงความสนใจเพียงแปล๊บเดียว หรือแสดงการปฎิเสธอย่างแข็งขืน ก็บอกเขาไปว่าคุณมีอะไรต้องทำแล้วขยับตัวออกไป แต่ต้องอยู่ในสายตาของลูกน้อยอยู่ตลอดนะ พูดคุยและร้องเพลงให้เด็กฟังถ้าคุณคิดว่าทำแล้วได้ผล จากนั้นก็เคลื่อนย้ายให้พ้นจากสายตา แต่ควรให้เด็กได้ยินเสียงของคุณอยู่ คุณควรควรใช้วิธีนี้เวลาที่เด็กอยู่ในที่ปลอดภัย เช่นอยู่ที่เปลเด็กหรือในห้องนอน และก่อนที่จะทำเช่นนี้ ก็ยื่นหน้าคุณไปเล่นจ๊ะเอ๋กับเขาก่อน เพื่อให้เขารู้ว่าคุณกำลังจะไปแล้วนะและอีกเดี๋ยวก็จะกลับมา ปล่อยให้ลูกอยู่กับของเล่นให้นานขึ้น หรือให้แสดงอาการประท้วงต่อไปถ้าจำเป็น แต่ควรกลับมาหาเขาเมื่อเขาเริ่มร้องไห้งอแง เพื่อปลอบโยนเขา เล่นกับเขาซักสองสามนาที แล้วทำแบบเดิมอีก

คุณควรผ่อนระยะในการไม่อุ้มลูกออกไปให้นานขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เด็กสามารถเล่นคนเดียวได้ อย่าทำให้ให้เด็กคิดว่าการร้องไห้เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะรียกความสนใจจากคุณได้ คุณควรคิดอย่างมีเหตุผลว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่เล่นคนเดียวนานกว่า 2-3 นาที แม้แต่เด็กที่พึ่งพาตัวเองได้ก็ยังอยากได้บรรยากาศหรือของเล่นใหม่ๆ ฉะนั้นจึงควรมีความยืดหยุ่นในการพาเขาไปในที่ต่าง เพื่อให้เขาได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

อย่ารู้สึกผิดเมื่อพยายาปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว ถ้าคุณรู้สึกอยางนั้น คุณก็อาจจะคิดว่าการให้เด็กเล่นคนเดียวเป็นการทำโทษ (แต่ความจริงไม่ใช่) ลูกน้อยต้องการความอิสระการสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าลูกน้อยยังต้องการการอิงแอแนบชิด เพื่อให้รู้สึกถึงความมั่นคงและปลอดภัย การปล่อยเขาบ้างอุ้มเขาบ้าง…จะช่วยให้คุณและลูกมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และทำให้เด็กไม่ติดแม่จนเกินไป

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน