ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 30 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในช่วงนี้คุณแม่สามารถบอกลูกให้เข้าใจได้แล้วว่าโทรศัพท์ไม่ใช่ของเล่น เครื่องดนตรีไไม่ได้มีเอาไว้ขว้างปา หรือห้ามดึงผมคนอื่น เด็กในวัยนี้จะเริ่มขัดขืนคำสั่งของคุณแม่แล้ว เช่น การไม่ยอมทำตามที่คุณแม่บอก  ซึ่งไม่ได้เกิดจากการไม่เชื่อฟังคุณแม่ แต่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเด็กวัยนี้นั่นเอง

ในสัปดาห์ที่ 30 ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • นั่งเองได้โดยไม่ได้ต้องมีคนช่วย
  • พยายามรั้งตัวเองไว้ตอนคุณแม่อุ้ม
  • เริ่มต่อต้านถ้าคุณแม่เอาของเล่นเค้าไป
  • หาทางออกจากของเล่นได้
  • หาของที่ตกได้เอง
  • เอานิ้วแหย่ของหรือถือของไว้ในมือตัวเองได้แล้ว (ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยคุณแม่ควรนำสิ่งของที่มีอันตรายให้อยู่ห่างจากเด็ก)

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณแม่ต้องจำไว้ว่าลูกยังไม่สามารถจดจำสิ่งที่เราพูดได้ ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้คำพูดง่ายๆ ว่า  “ไม่”  ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจว่าเขาจะไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้

เด็กส่วนใหญ่จะชอบเล่นจ๊ะเอ๋มาก และการเล่นแบบนี้จะช่วยส่งเสริมให้เขารับรู้ได้ว่า มีผู้คนรอบๆ ตัวเขาอยู่ตั้งมากมาย

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่มีการนัดหมายในช่วงเดือนนี้ ถ้าคิดในแง่ที่ดีคือเด็กยังไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่ทราบว่ามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว คุณแม่ควรจดบันทึกข้อสงสัยปรึกษากับคุณหมอในครั้งถัดไป และอย่าลังเลที่จะโทร.ปรึกษาคุณหมอทันที เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น หรือถ้ามีข้อกังวลใดๆ เป็นพิเศษ ไม่ควรรอจนถึงการนัดครั้งถัดไป

สิ่งที่ควรรู้

ภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางเกิดจากปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายต่ำ ส่งผลให้จำนวนฮีโมโกลบินในเลือดต่ำลง (ฮีโมโกลบินคือสารสีแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ และรับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหารจนกลายเป็น ‘เลือดดำ’ มาส่งให้ปอด เพื่อทำการฟอกให้เป็นเลือดแดง)  ภาวะโลหิตจางทำให้ร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการอ่อนเพลีย

ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ รวมถึงภาวะขาดสารอาหาร ภาวะผิดปกติทางพันธุกรรม การใช้ยาต่างๆ การติดเชื้อ และโรคเรื้อรังต่างๆ สาเหตุที่พบมากที่สุดสำหรับภาวะโลหิตจางในเด็กก็คือการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการรับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ การที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างเหมาะสม หรือการมีเลือดออกเรื้อรัง (ตัวอย่างเช่นภาวะเลือดออกในลำไส้) ภาวะโลหิตจางบางชนิดเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว

แม้ว่าทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักจะมีภาวะโลหิตจางตั้งแต่กำเนิด แต่ทารกที่คลอดตามปกติก็ควรได้รับธาตุเหล็กเพิ่มเช่นกัน ในช่วงหกเดือนแรกนั้น ปริมาณธาตุเหล็กจะลดลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องเพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย  บางครั้งในช่วงระหว่างเดือนที่ 9 ถึงเดือนที่ 13 ที่คุณแม่ต้องพาลูกน้อยไปตรวจสุขภาพ  แพทย์จะทำการตรวจเช็คปริมาณฮีโมโกลบิน เพื่อดูว่าลูกน้อยอยู่ในภาวะโลิตจางหรือเปล่า

อาการของภาวะโลหิตจางก็ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย ไม่สบาย เบื่ออาหาร ริมฝีปากและผิวซีด ซึ่งถ้ามีภาวะโลหิตจางในขั้นรุนแรงก็อาจมีอาการหายใจถี่ เป็นโรคหัวใจ มีปัญหาทางด้านร่างกายและจิตใจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร และทำให้เด็กรู้สึกอ่อนไหวมากขึ้นด้วย และอาจนำไปสู่อาการเป็นพิษได้

ถ้าผลการตรวจเลือดระบุว่าเด็กขาดธาตุเหล็ก คุณหมอก็อาจแนะนำให้เปลี่ยนอาหารหรือให้กินอาหารเสริม แต่การใช้อาหารเสริมพวกนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การให้ธาตุเหล็กเกินขนาดก็ทำให้ส่งผลที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อเด็กได้เหมือนกัน

คุณแม่สามารถป้องกันและให้การรักษาภาวะโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็กได้ โดยการให้ลูกน้อยได้รับอาหารเสริมธาตุเหล็กที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และนี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรทำ

  • พิจารณาว่าลูกน้อยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ก็ได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
  • คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการปรับอาหาร หรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กกับลูกน้อย
  • ควรให้นมแม่แก่ทารกให้นานที่สุด นมแม่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งดูดซึมง่ายกว่าจากอาหารประเภทอื่น ๆ
  • หากลูกอายุน้อยกว่า 1 ขวบ ก็ไม่ควรให้ดื่มนมวัว เนื่องจากมีส่วนประกอบของธาตุเหล็กในปริมาณต่ำ และอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในลำไส้ได้
  • เมื่อลูกอายุครบ 8 เดือน ก็ควรเริ่มให้กินซีเรียลเสริมธาตุเหล็ก รวมทั้งอาหารอื่นๆ ที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ถั่ว ผักโขม ไข่แดง เนื้อแดง ไก่และปลา

ควรให้อาหารที่มีวิตามินซีสูงกับลูกน้อยด้วย เพราะจะช่วยทำให้ร่างดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น  อาหารพวกนั้นก็ได้แก่ พริกหยวกแดง มะลกอ แคนตาลูป บล็อคโครี่ สตรอเบอร์รี่ และส้ม

ให้ลูกกินของว่าง

บางครั้งคุณแม่บางคนก็อยากให้ลูกกินของหวานในระหว่างมื้อ แต่จริงๆ แล้ว การกินของว่างในปริมาณที่เหมาะสมนั้น มีส่วนสำคัญทางด้านโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโภชนาการสำหรับเด็ก จึงควรเลือกของว่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

ในช่วงทานอาหารว่างนั้น ลูกน้อยจะมีโอกาสได้ถือขนมปังกรอบ และส่งเข้าปากโดยไม่ต้องกลัวว่าจะพอดีคำหรือเปล่า เพราะบางครั้งวิธีกินของเด็กก็ดูง่ายเกินไป คุณควรสอนทักษะในการกินอาหารให้ลูกน้อยบ้าง

เด็กมักจะมีกระเพาะเล็ก ฉะนั้นจึงมักจะอิ่มและหิวง่าย อาหารมื้อหลักจึงไม่รักษาความอิ่มจนกว่าจะถึงมื้อต่อไปได้ ฉะนั้นอาหารว่างจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อลูกน้อยในช่วงนี้

การกินของว่างจะทำให้ลูกน้อยได้มีเวลาผ่อนคลาย ซึ่งก็เหมือนพวกผู้ใหญ่นั่นแหละ เด็กก็ต้องการเวลาพัก เนื่องจากถ้าคุณไม่ให้เขากินของว่างในระหว่างมื้อ เขาก็จะเรียกร้องหานมแม่หรือนมขวด ดังนั้นของว่างจึงทำให้ช่วยลดการป้อนนมได้ และช่วยให้เด็กหย่านมได้ในที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามของว่างก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นคุณแม่จึงควรระมัดระวังในสิ่งต่อไปนี้

  • ให้กินของว่างทุกชั่วโมง การให้กินของว่างในช่วงเวลาใกล้ๆ กับมื้อหลัก อาจทำให้เด็กอิ่มจนไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก ฉะนั้นจึงควรให้กินในระหว่างมื้ออาหาร การให้ลูกกินอาหารว่างอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ลูกชินกับการมีอะไรอยู่ในปากตลอดเวลา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่จะสิ่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูก ในช่วงวัยเด็กตอนต้นและวัยรุ่น การมีอาหารอยู่ในปากตลอดเวลาอาจก่อให้เกิดปัญหาฟันผุได้  โดยเฉพาะพวกแป้ง เนื่องจากแป้งเมื่อโดนน้ำลายก็จะกลายสภาพเป็นน้ำตาลได้ เวลาควรให้อาหารว่างในช่วงเช้าหรือเที่ยง หรือถ้าช่วงระหว่างอาหารเย็นและก่อนนอนห่างกันมาก คุณแม่สามารถเพิ่มอาหารว่างได้  แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่กฎตายตัว คุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม
  • คุณแม่ควรหลีกเลี่ยการให้อาหารว่างกับลูกน้อย เวลาที่ลูกน้อยรู้สึกเหนื่อย ไม่สบาย หรืออย่าใช้อาหารว่างเป็นรางวัลเวลาที่ลูกน้อยทำอะไร ทางที่ดีควรเอ่ยปากชมหรือตบมือให้จะดีกว่า
  • คุณแม่ควรให้ลูกน้อยกินอาหารว่างในสถานที่ที่ปลอดภัย (การป้อนอาหาในขณะที่ลูกนอนหงาย กำลังคลาน หรือเดิน ก็อาจทำให้เกิดการสำลักอาหารได้ง่าย) ลูกน้อยควรนั่งและรับประทานอาหารด้วยท่าทางที่เหมาะสม (เด็กควรได้เรียนรู้ถึงกฎการทานอาหารในขณะนั่งกินอยู่บนโต๊ะ)

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ลูกน้อยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ตามความเป็นจริงแล้ว ทารก เด็กวัยเตาะแตะ หรือแม้แต่เด็กโต อาจแสดงพฤติกรรมเวลาอยู่กับคุณ ต่างจากเวลาที่อยู่กับพี่เลี้ยง นี่เป็นสัญญานที่บ่งบอกว่า ลูกน้อยจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่กับคุณ  เพราะเขาสัมผัสได้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจากคุณ ดังนั้นเขาจึงแสดงพฤติกรรมที่แท้จริงออกมา โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียความรักจากคุณแม่ไป

คุณแม่อาจจะกลับจากที่ทำงานมาเจอลูกที่บ้านในช่วงที่ลูกกำลังงอแง  หงุดหงิด หรือหิวพอดี   คุณแม่เองก็อาจจะเครียดจากปัญหาในที่ทำงาน เมื่อมาเจอกับปัญหาลูกน้อยที่บ้านอีก คุณแม่จึงควรระมัดระวังการแสดงออกทางอารมณ์เอาไว้ให้ดี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของลูกน้อยได้ และถ้าคุณยิ่งไม่ใส่ใจลูกน้อย  ลูกอาจจะยิ่งแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณมากขึ้นไปอีก

เพื่อให้คุณแม่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ก็ควรทำตามวิธีการดังต่อไปนี้

  • ไม่ควรกลับบ้านในช่วงเวลาที่ทารกกำลังหิวหรืองอแง ควรให้พี่เลี้ยงป้อนอาหารก่อนที่คุณจะกลับถึงบ้าน 1 ชม.  การให้ลูกได้งีบหลับจะช่วยป้องกันอาการงอแงได้  แต่ต้องระวังไม่ให้ลูกนอนนานเกินไป มิฉะนั้นลูกอาจจะตื่นในช่วงที่ไม่ควรตื่นได้
  • ผ่อนคลายก่อนกลับเข้าบ้าน คุณแม่ควรฝึกการออกกำลังกายเพื่อการผ่อนคลาย ก่อนที่จะเข้าบ้าน  ดีกว่าจะมานั่งเครียดกับงานยังค้างอยู่  คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล และทำตัวเองให้สดชื่อผ่อนคลาย ก่อนเดินเข้าบ้านไปเจอลูกน้อย
  • ให้ลูกได้มีส่วนช่วยในกิจกรรมที่คุณแม่กำลังทำอยู่ เมื่อทั้งคุณแม่และลูกอารมณ์ดี คุณก็จะสามารถทำงานบ้านได้อย่างสบายใจ คุณสามารถวางลูกน้อยไว้บนพื้นในเวลาที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อที่คุณจะสามารถจับตาดูเขาได้ตลอด คุณสามารถอุ้มลูกในขณะที่เช็คอีเมล์ ปล่อยให้ลูกน้อยนั่งถือของเล่นอยู่บนเก้าอี้สำหรับเด็ก ในขณะที่คุณกำลังลงมือเตรียมอาหารค่ำ หรือคุณแม่อาจจะล้างผักพร้อมๆ คุณกับลูกน้อยไปด้วยก็ได้
  • คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานไปด้วยส่วนใหญ่อาจต้องเจอกับภาวะซึมเศร้าเมื่ออยู่ที่บ้าน ฉะนั้นจึงควรทำให้มีอารมณ์แจ่มใสเข้าไว้หลังจากมีลูกน้อย

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย