ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 31 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกน้อยอาจจะเริ่มมีฟันขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอายุได้ 3 เดือน หรืออย่างช้าก็ 12 เดือน โดยส่วนใหญ่ฟันซี่แรก (มักจะขึ้นสองซี่ทางด้านล่าง) จะขึ้นตอนอายุ 4 – 7 เดือน แต่ไม่ต้องกังวลอะไรไปนะ ถ้าลูกของคุณมีช่องว่างระหว่างฟันแต่ละซี่มากเกินไป โดยปกติช่องว่างจะหายไปเองเมื่อลูกน้อยอายุได้ 3 ขวบ

เมื่อลูกน้อยเริ่มมีฟันขึ้น คุณก็อาจสังเกตเห็นลูกน้อยมีน้ำลายไหลมากขึ้น รวมทั้งส่งเสียงแปลกๆ ออกมาด้วย

ในสัปดาห์ที่ 31 ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • คืบและคลานได้
  • ส่งวัตถุจากมือหนึ่งไปยังอีกมือหนึ่งได้
  • ยืนขึ้นในขณะที่ยึดจับคนหรือสิ่งของเอาไว้

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ทารกไม่ค่อยเต็มใจที่จะแยกจากคุณ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอิบใจ แต่บางครั้งก็อาจรู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน ถ้าคุณออกจากบ้านแล้วต้องปล่อยลูกน้อยไว้ที่บ้าน ก็ควรเข้าไปโอบกอดลูกน้อยเยอะๆ ก่อนออกจากบ้าน และบอกลูกว่าคุณจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ถึงแม้ลูกน้อยจะไม่เข้าใจว่าคุณจะกลับมาในหนึ่งชั่วโมง แต่ความรักที่คุณแสดงออกไปนั้น จะทำให้ลูกน้อยอบอุ่น และช่วยให้เขาฝ่าฝันความยากลำบากจนกว่าจะได้พบคุณอีกครั้ง

คุณควรทำแบบนี้ทุกครั้งที่ต้องห่างจากลูก รวมถึงคนอื่นๆ ที่ลูกน้อยรู้จักด้วย วิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยรับรู้ว่า ถึงเขาไม่ได้มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ อย่างน้อยเขาก็ยังมีพี่เลี้ยงให้พึ่งพิงได้ชั่วคราว

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่มีการนัดหมายในช่วงเดือนนี้ ถ้าคิดในแง่ที่ดีคือเด็กยังไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่ทราบว่ามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว คุณแม่ควรจดบันทึกข้อสงสัยปรึกษากับคุณหมอในครั้งถัดไป และอย่าลังเลที่จะโทร.ปรึกษาคุณหมอทันที เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น หรือถ้ามีข้อกังวลใดๆ เป็นพิเศษ ไม่ควรรอจนถึงการนัดครั้งถัดไป

สิ่งที่ควรรู้

การงอกของฟัน

เพื่อบรรเทาอาการไม่สบายจากฟันที่กำลังงอกขึ้นมา คุณก็ควรให้ลูกน้อยเคี้ยวอะไรบางอย่าง เช่น แหวนยาง หรือผ้าขนหนูเย็นๆ อาหารเย็นๆ จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกดีขึ้นได้ เนื่องจากความเย็นจะทำให้เกิดอาการชา จึงช่วยลดความเจ็บปวดได้ชั่วคราว นอกจากนี้ก็ยังอาจให้ลูกแทะคุกกี้ที่ไม่มีน้ำตาล เอานิ้วมือของคุณถูบริเวณเหงือกที่เจ็บปวด หรือใช้เจลบรรเทาอาการปวดสำหรับเด็กก็ได้

การสำลัก

การสำลักหมายถึงลูกน้อยกำลังพยายามจะใช้อากาศดันเอาสิ่งกีดขวางในทางเดินหายใจออกไป ถ้าทารกหายใจลำบาก เปล่งเสียงผิดปกติ มีการขย้อน ไอ หายใจโดยมีเสียงดังฟืดฟาด ผิวหนังอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีเขียวคล้ำ และอาจหมดสติเนื่องจากขาดออกซิเจน

ถ้าเด็กสามารถไอ ร้องไห้ พูด หรือหายใจได้ปกติ ก็แสดงว่าไม่มีอะไรไปอุดกั้นทางเดินหายใจแล้ว บางครั้งเด็กก็สามารถดันสิ่งอุดตันออกได้ด้วยตัวเอง ฉะนั้นคุณจึงควรอยู่ในอาการสงบและมีสติ แต่ถ้าลูกน้อยอ้าปากค้าง ผิวเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ดูน่ากลัว (ตาและปากเปิดกว้าง) หรือหมดสติ ก็ควรโทร.หาหน่วยฉุกเฉิน 191 ทันที และควรรีบจัดการกับเด็กโดยเร็วที่สุด ในกรณีต่อไปนี้

  • ถ้าคุณพบอะไรที่ทำให้เด็กขาดอากาศหายใจก็ควรใช้นิ้วล้วงออกมา แต่ถ้าคุณไม่เห็นอันตรายจากการสำลัก ก็อย่าใช้นิ้วล้วงเข้าไปในปากทารก เพราะอาจจะยิ่งทำให้สิ่งที่เข้าไปอุดในคอทารกยิ่งเลื่อนเข้าไปลึกยิ่งขึ้น
  • จับลูกน้อยให้ตั้งตัวขึ้นมาอยู่บนแขนของคุณ แล้วใช้มือพยุงบริเวณคางเอาไว้ แล้วจับศีรษะลูกน้อยให้ก้มต่ำลง
  • ตบที่หลังลูกน้อยเบาๆ  5 ครั้ง อย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และอ่อนโยน โดยตบในบริเวณอยู่ที่ระหว่างไหล่ทั้งสองข้า จงจำไว้ว่า อวัยวะของลูกน้อยยังมีความเปราะบางอยู่นะ
  • ถ้าเด็กเริ่มมีอาการไอ ก็ปล่อยให้เขาบ้วนสิ่งที่ทำให้เกิดการสำลักออกมา แทนที่จะใช้นิ้วเข้าไปในปากเด็ก ถ้าลูกน้อยไม่สามารถไอเพื่อดันวัตถุแปลกปลอมออกมาได้ ก็จับตัวลูกน้อยพลิกกลับมาอย่างระมัดระวัง และใช้สองหรือสี่นิ้วกดบริเวณกรดูกสันอก และตีที่หน้าอก 5 ครั้ง (โดยกดให้ลึกประมาณ 1.2 ถึง 2.5 ซม.)
  • ถ้าวัตถุแปลกปลอมยังไม่ยอมหลุดออกมา ก็ตรวจสอบว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ให้ลูกของคุณนอนตัวตรง ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลิ้นของลูกน้อย และยกคางขึ้นเพื่อดูว่ามีอะไรติดอยู่ในลำคอ ถ้าคุณยังไม่สามารถมองเห็นสิ่งแปลกปลอมนั้น ก็ควรรีบช่วยให้เด็กหายใจทันที แต่ถ้าไม่อันตราย ก็ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2 และ 3 คุณควรพยายามทำอย่างดีที่สุดต่อไป และพยายามขอความช่วยเหลือจากแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ส่วนการป้องกันอาการสำลักนั้น คุณก็ควรให้ลูกน้อยทานอาหารที่เหมาะสมกับวัยของพวกเขา คอยจับตาดูเขาในขณะทานอาหาร (อย่ารีบหรือให้ลูกน้อยกินอาหารในรถ) และควรให้ลูกน้อยนั่งตัวตรงในขณะป้อนอาหารเสมอ อย่าปล่อยให้ลูกเล่นสิ่งของ ของเล่น หรือวัตถุอะไรก็ตามที่มีขนาดเล็ก รวมทั้งข้าวของที่มีส่วนผสมของแป้ง การเลือกของเล่นที่เหมาะกับเด็ก ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กแล้ว ยังช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ต้องเลือกที่ปลอดภัยด้วย การสำลักเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ดังนั้นคุณจึงควรเข้าคลาสเรียนการปฐมพยาบาลสำหรับเด็กทารก เพื่อที่จะได้ช่วยชีวิตลูกน้อยได้ทันการณ์ ถ้ามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น

ทารกมักจะกลืนวัตถุขนาดเล็ก (เช่น เหรียญเงิน) และมักจะเคลื่อนไปที่กระเพาะโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นลูกน้อยมีน้ำลายไหลยืดจำนวนมาก และไม่สามารถกลืน ไม่มีความอยากอาหาร หรือถ้ารู้สึกเจ็บปวดในบริเวณที่มีอะไรติดอยู่ ก็ควรโทร.หาแพทย์หรือหน่วยฉุกเฉินทันที

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ลูกน้อยมีพรสวรรค์ไหม

ถ้าคุณอยากรู้ว่าลูกน้อยมีพรสวรรค์หรือเปล่า ก็ควรสังเกตดูสัญญานต่อไปนี้

  • มีพัฒนาการขั้นสูง
  • ความจำดีและช่างสังเกต
  • แสดงความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม
  • มีอารมณ์ขัน
  • อยากรู้อยากเห็นมาก และให้ความสนใจ
  • สามารถเชื่อมโยงสิ่งของเข้ากับเหตุการณ์ได้
  • มีจินตนาการมากมาย
  • นอนหลับยาก
  • สามารถรับรู้ได้ดีมาก และไวต่อสิ่งกระตุ้น

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน