ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 32 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

อารมณ์ของเธอเริ่มชัดเจนขึ้น ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าลูกน้อยของคุณสามารถเรียนรู้ที่จะชื่นชม เลียนแบบความรู้สึก และอาจบ่งบอกถึงความเห็นใจได้เป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกน้อยได้ยินเสียงคนร้องไห้ เขาก็อาจจะเริ่มร้องไห้ตาม ถึงแม้ว่าทารกเพิ่งเริ่มเรียนรู้ความรู้สึกของตัวเอง แต่เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากคุณ ในอนาคตเขาก็จะสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่คุณปฏิบัติต่อผู้คน

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 7 ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • เปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่ายืน
  • เปลี่ยนจากท่าคลานเป็นท่านั่ง
  • เล่นตบมือและโบกมือบ๊ายบาย
  • เก็บวัตถุขนาดเล็กด้วยนิ้วมือ (ควรเก็บวัตถุอันตรายให้พ้นมือเด็ก)
  • ทำการสำรวจรอบบ้านของตัวเอง
  • เรียก “แม่” หรือ “พ่อ” อยู่ตลอดเวลา

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ถ้าลูกน้อยนอนในห้องแยกต่างหาก และเกิดความกลัวที่จะต้องแยกจากคุณในเวลากลางคืน ก็ควรใช้เวลาอ่านหนังสือให้เขาฟังมากขึ้น กอด หรือเปิดเพลงฟังสบายให้ลูกน้อยฟังก่อนนอน การทำแบบนี้เป็นประจำจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย และนอนหลับได้ง่ายขึ้น

เมื่อคุณแน่ใจว่าคุณสามารถเริ่มทำงานได้ทุกวันในห้องน้ำหรือห้องนั่งเล่น งานทั้งหมดในห้องนอนลูกก็ควรทำให้เสร็จ ในขณะที่ลูกน้อยกำลังนอนหลับ สิ่งสำคัญคือต้องสอนให้ลูกน้อยรู้ว่า สถานที่นอนควรเป็นอะไรที่ดีงาม ไม่ใช่ที่ที่จะมาเล่นไล่จับกันก่อนนอน

 

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่มีการนัดหมายในช่วงเดือนนี้ ถ้าคิดในแง่ที่ดีคือเด็กยังไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่ทราบว่ามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว คุณแม่ควรจดบันทึกข้อสงสัยปรึกษากับคุณหมอในครั้งถัดไป และอย่าลังเลที่จะโทร.ปรึกษาคุณหมอทันที เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น หรือถ้ามีข้อกังวลใดๆ เป็นพิเศษ ไม่ควรรอจนถึงการนัดครั้งถัดไป

สิ่งที่ควรรู้

ท้องเสีย

ลูกน้อยของคุณอาจมีอาการท้องเสียได้ ถ้าคุณเห็นลูกน้อยมีการขับถ่ายมากกว่าปกติ และอุจจาระเหลว มีสีเหลือง สีเขียว หรือสีเข้ม และอาจมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

สาเหตุที่พบบ่อยก็คือการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส เกิดการแพ้อาหาร และ การให้ลูกน้อยกินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้มากเกินไป

ถ้าลูกน้อยของคุณมีอาการท้องเสีย ก็ควรใช้เคล็ดลับต่อไปนี้

  • โทรปรึกษาแพทย์ถ้าลูกน้อยของคุณมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น เช่นขาดน้ำ อาเจียน  และไม่ยอมทานอาหารหรือเครื่องดื่ม ถ้าคุณเห็นเลือดปนในอุจจาระและมีอาการท้องบวม หรือถ้าลูกน้อยมีไข้นานกว่า 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ลูกน้อยอาจปัสสาวะน้อย ปัสสาวะเป็นสีเข้ม มีอาการผิวแห้งบริเวณตา จมูก และปาก ร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา หรือเซื่องซึม นี่เป็นอาการขาดน้ำในระดับปากกลางถึงรุนแรง
  • ควรให้เด็กดื่มน้ำมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดน้ำ แต่ควรงดน้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาล ควรดื่มนมแม่หรือนมขวดจะดีกว่า นอกจากนี้ก็ดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยทดแทนการขาดน้ำก็ได้
  • ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช็ดก้นทารกให้แห้งอยู่เสมอ และใช้ครีมทาตัวสำหรับเด็ก
  • พยายามหาสาเหตุของการท้องเสีย ติดเชื้อไวรัสอะไรหรือเปล่า? ลองกินอาหารอะไรใหม่ๆ มั้ย? หรือให้ลูกน้อยกินยาปฎิชีวนะเมื่อเร็วนี้หรือเปล่า?

เราป้องกันอาการท้องเสียด้วยการล้างมือทั้งของคุณและลูกน้อยบ่อยๆ รวมทั้งควรล้างผักและผลไม้ที่ให้ลูกน้อยทานด้วย

ปัญหาทางทันตกรรม

ถ้าฟันของทารกงอกผิดปกติ คุณไม่จำเป็นต้องพาไปพบทันตแพทย์ ฟันที่งอกผิดตำแหน่งจะไม่ส่งผลต่อรอยยิ้มของลูกน้อยในภายหลัง จริงๆ แล้วฟันน้ำนมอาจขึ้นผิดที่ได้ โดยเฉพาะฟันหน้าด้านล่างที่มักจะดูถ่างออกเป็นรูปตัววี ส่วนฟันหน้าด้านบนยังดูเหมือนใหญ่เมื่อเทียบกับด้านล่าง

เมื่อทารกมีอายุสองขวบครึ่ง ก็จะมีฟันยี่สิบซี่ และถึงแม้ฟันจะมีสัดส่วนและโครงสร้างที่ดูไม่ปกติ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวล เมื่อเด็กเติบโตขึ้นก็จะมีฟันเรียบเสมอกันเอง

ถ้าฟันกลายเป็นสีเทา สาเหตุอาจเกิดจากคราบฟันที่เป็นธาตุเหล็ก เด็กบางคนดื่มวิตามินและแร่ธาตุที่อยู่ในรูปของเหลว รวมทั้งอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็ก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดคราบฟันได้ อาการนี้ไม่เป็นอันตรายต่อฟัน และจะหายไปเอง เมื่อหยุดใช้ยาและเริ่มกินวิตมินแบบที่ใช้เคี้ยวได้ ตอนนี้ก็ควรใช้ผ้าก๊อซทำความสะอาดฟันให้ลูกน้อย หรือทำความสะอาดทันทีหลังกินวิตามิน เพื่อช่วยคราบเหลืองๆ บนผิวฟัน

ถึงแม้ลูกน้อยจะไม่ได้กินอาหารเสริมในรูปของเหลว แต่ถ้าเขามักดื่มนมหรือน้ำผลไม้ในขวดนมก่อนนอน ก็อาจทำให้เกิดฟันผุได้ อาการฟันผุยังอาจเป็นผลมาจากการบาดเจ็บ หรือข้อบกพร่องในเคลือบฟันแต่กำเนิด คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์ เพื่อให้เข้าใจถึงสุขภาพฟันของลูกน้อย

 

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

กัดหัวนม

ทารกไม่สามารถกัดหัวนมได้แรงๆ ในขณะดูดนมแม่ (เพราะลิ้นของลูกน้อยขวางฟันและเต้านมอยู่) ความสุขของลูกน้อยอาจทำให้เขาเผลอกรีดร้อง แล้วกัดหัวนมคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าลูกน้อยส่งเสียงคิกคัก คุณก็คงอดที่จะหัวเราะไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกัดหัวนมคุณอยู่ เพราะเขาอยากรู้นั่นเองว่าคุณจะมีปฎิกิริยายังไง

ฉะนั้นแทนที่จะหัวเราะ คุณก็ควรทำให้ลูกรู้ว่าไม่ควรกัดหัวนม โดยการส่งเสียงที่ฟังดูเด็ดขาดว่า “ไม่” แล้วรีบเอาหัวนมออกจากปากลูกน้อย และอธิบายว่า “การกัดแบบนั้นทำให้แม่เจ็บนะ!” ถ้าลูกพยายามยื้อหัวนมของคุณเอาไว้ ก็ใช้นิ้วแกะออกจากปากเขา แล้วจะทำให้เขาเรียนรู้ได้เองว่าต้องหยุดทำแล้ว

คุณแม่ต้องหยุดนิสัยการชอบกัดหัวนมของลูกน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่รุนแรงขึ้นในภายหลัง ในไม่ช้าลูกน้อยควรจะรู้ว่าฟันไม่ได้ใช้กัด และยังมีข้าวของบางอย่างที่ช่วยควบคุมนิสัยนี้ได้ (เช่นยางกัด ขนมปัง หรือกล้วย) คุณควรบอกให้เขารู้ว่าอะไรที่เขาไม่ควรกัด (เต้านมแม่ นิ้วมือพี่น้อน และไหล่ของพ่อ)

การกระทำแย่ๆ ของเขาอาจจะ…

  • รบกวนพัฒนาการทางด้านสุขภาพของลูกน้อย
  • ทำให้เด็กเล่นอะไรก็ไม่สนุก
  • ส่งผลต่อการเข้าสังคมของเขา
  • ก่อให้ผลเสียต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก
  • มีส่วนทำให้เกิดฟันผุในเด็ก

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน