ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 34 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกน้อยของคุณกำลังสำรวจสิ่งของต่างๆโดยการเขย่า กระแทก โยนทิ้ง และขว้างปา ก่อนจะกลับมาใช้วิธีสำรวจที่แน่นอนที่สุด…นั่นก็คือการเคี้ยว ลูกน้อยอาจมีความคิดที่ว่าเขาสามารถจะทำอะไรกับข้าวของพวกนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระแทก กระทุ้ง บีบ บิด เขย่า โยนทิ้ง และเปิดดู

ในสัปดาห์ที่สองของเดือนที่แปด ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • ส่งลูกเต๋าหรือวัตถุอื่นๆ จากมือข้างหนึ่งไปยังอีกข้าหนึ่ง
  • สำรวจสิ่งต่างๆโดยการเขย่า ตี โยนทิ้ง และขว้างปา และเห็นสิ่งของพวกนั้นกระเด้งขึ้นมาอีก
  • ลุกขึ้นยืนโดยยึดจับคนหรืออะไรบางอย่างเอาไว้
  • ขัดขืนถ้าคุณพยายามที่แย่งของเล่นจากเขา
  • ขยับตัวออกไปเอาของเล่นที่อยู่เกินเอื้อม
  • เล่นจ๊ะเอ๋
  • ลุกขึ้นนั่งจากท่าคลาน

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ลูกน้อยของคุณจะรู้สึกเพลิดเพลินกับของเล่นที่มีวิธีใช้เป็นการเฉพาะ อย่างเช่นโทรศัพท์ ถ้าเขาไม่สามารถถือไว้ในระดับหูของตัวเองได้ ก็ช่วยเขาถือแล้วแกล้งพูดโทรศัพท์กับเขาซะ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาจะเริ่มใช้วัตถุตามการใช้งานจริงได้ เช่น แปรงผมตัวเอง ดื่มน้ำจากถ้วย และส่งเสียงอ้อแอ้กับโทรศัพท์ของเล่น

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นัดตรวจสุขภาพในเดือน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่จะไม่ชอบไปโรงพยาบาล ถ้ามีเรื่องกังวลใจที่ไม่สามารถรอให้ถึงการนัดครั้งต่อไปได้ ก็โทร.ปรึกษาแพทย์ซะ

สิ่งที่ควรรู้

สารพิษ

คุณควรเรียนรู้ว่าสสารใดที่มีพิษ และควรทำให้บ้านไม่มีอันตรายจากสารพิษด้วย และนี่คือวิธี

  • ตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์เคมีทุกชนิดในบ้านของคุณ
  • เก็บเครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว ยา วิตามิน และอาหารเสริม อุปกรณ์ทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง และของใช้ในครัวเรือน โดยเก็บล็อคกุญแจให้อยู่ห่างจากเด็ก
  • ควรซื้อยาแบบมีฝาปิดที่ป้องกันเด็กเปิดได้ และควรหาเครื่องใช้ในบ้านที่มีสารพิษน้อยที่สุด
  • เก็บสารอันตรายไว้ในภาชนะเดิม เพื่อป้องกันการผสมปนเปกัน
  • เก็บของใช้ในครัวเรือนให้พ้นมือเด็ก

สารพิษคือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ในขณะที่การกลืนสารพิษบางชนิดจะทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นชั่วคราว แต่การกลืนข้าวของอย่างอื่น ทำให้ปอดหรือลำไส้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้ และมีเพียงไม่กี่รายที่เสียชีวิต และนี่คือสิ่งคุณควรทำเมื่อลูกน้อยได้รับสารพิษ

  • ถ้าลูกน้อยของคุณไม่สามารถหายใจได้ ก็ควรรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และโทร.หาหน่วยฉุกเฉิน
  • โทร.หาหน่วยฉุกเฉินทันทีที่ลูกน้อยหมดสติ ง่วงนอนมาก มีรอยผิวไหม้ ปวดคออย่างรุนแรง หรือมีอาการชัก ถึงแม้จะไม่มีอาการดังกล่าว ก็ควรโทร.ติดต่อหน่วยฉุกเฉิน เพื่อขอคำแนะนำวิธีปฎิบัติกับลูกน้อยอย่างถูกต้อง
  • อย่าพยายามทำให้เด็กอาเจียน หรือให้ยาอะไร คุณควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
  • เวลาที่คุณโทร.ไปขอคำปรึกษานั้น เจ้าหน้าที่อาจซักถามคุณเรื่องชื่อของสารที่ลูกน้อยกลืนเข้าไป ระยะเวลาและปริมาณที่กลืนเข้าไป อายุและน้ำหนักของลูกน้อย อาการที่เกิดขึ้น และเบอร์โทรศัพท์ของคุณ
  • ถอดเสื้อผ้าออก ล้างผิวทารกด้วยน้ำอุ่น และทำต่อไปอีกเอย่างน้อย 15 นาที ถ้ามีรอยไหม้
  • อย่าใช้น้ำมันทารอยไหม้ เพราะอาจจะยิ่งทำให้มีอาการหนักกว่าเดิม
  • ถ้าสารพิษเข้าไปในดวงตาลูกน้อย ก็ควรล้างตาให้ลูกน้อย โดยเทน้ำลงบนหัวตาเป็นเวลา 15 นาที และพยายามทำให้ลูกน้อยกระพริบตา

เด็กยังไม่คลาน

อย่าไปเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กคนอื่น แต่เมื่อพูดถึงการคลาน ก็ถือเป็นทักษะเฉพาะตัว ที่ไม่สามารถใช้วัดพัฒนาการของเด็กได้ เด็กบางคนคลานตอนอายุ 6 เดือน ส่วนเด็กบางคนก็จะคลานทีหลัง และมีบ้างที่ไม่เคยคลานเลย ตราบใดที่ยังมองเห็นพัฒนาการด้านอื่นๆ (อย่างเช่น การนั่ง ซึ่งเป็นทักษะที่มาก่อนการคลาน) ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล

เด็กที่ไม่คลานจะเคลื่อนไหวได้อย่างจำกัดในระยะเวลาสั้นๆ จนกว่าจะรู้วิธียันตัวลุกขึ้นได้ เดินสำรวจ (โดยจับเก้าอี้เดินเรื่อยไปถึงโซฟา) และลงเอยด้วยการเดิน มีเด็กหลายคนที่ไม่เคยคลาน แต่เดินได้เร็วกว่าเด็กที่ชอบคลานทั้งหลาย ที่ต้องคลานสี่ขากันอยู่หลายเดือนเลย

แม้ในกลุ่มเด็กที่ชอบคลานก็ยังมีสไตล์การคลานที่แตกต่างกันไปอีก ใช้ท้องดันหรือคลายเป็นจังหวะ เด็กหลายคนก็สามารถคลานไปข้างหลังหรือทางด้านข้างได้ เด็กบางคนก็คลานด้วยเข่าข้างเดียว บางคนก็ใช้ก้นกระเถิบเอา และบางคนก็คลานสี่ขา นี่เป็นพัฒนาการในช่วงก่อนที่จะเดิน

วิธีการที่เด็กเลือกในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการพยายามที่จะเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง เด็กบางคนไม่คลานเพราะไม่มีโอกาสจะได้คลาน เด็กที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเปล รถเข็นเด็ก เป้อุ้มเด็ก และสนามเด็กเล่น จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการยกตัวด้วยมือและขาของตัวเอง ฉะนั้นอย่าลืมให้ลูกน้อยได้คลานเล่นอยู่บนพื้นบ้าง (อย่ากังวลกับสิ่งสกปรกตราบใดที่คุณกวาดถูหรือใช้เครื่องดูดฝุ่น เพื่อกำจัดข้าวของชิ้นเล็กๆ ที่อาจเป็นอันตรายกับลูกน้อยออกไปก่อน) ในการกระตุ้นให้เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้านั้น ก็ลองวางของเล่นที่เขาชอบหรือข้าวของที่ดูน่าสนใจ ให้เขาเห็นในระยะใกล้ๆ อย่าลืมหาอะไรคลุมหัวเข่าเขาไว้หน่อย เพราะพื้นแข็งๆ หรือพรมสากๆ อาจทำให้เขาไม่สบายตัวได้ หรืออาจจะทำให้เขาไม่อยากคลานก็ได้

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

คุณอาจสงสัยเกี่ยวกับการสอนลูกน้อยให้รู้ภาษามือ เด็กที่รู้ภาษามือจะสามารถสื่อสารได้ดีกว่า และเมื่อพูดได้แล้วเขาก็ยังเข้าใจภาษามืออยู่ดี ฉะนั้นอย่าให้ลูกน้อยเรียนรู้ภาษามือ เพียงเพราะคิดว่าจะทำให้เขาฉลาดขึ้น ถ้าจะใช้ก็เพราะคุณอยากให้เขาสื่อสารกับคุณในตอนนี้ได้รู้เรื่องมากกว่า ซึ่งถ้าคุณสนใจภาาษามือ นี่คือรายละเอียด…

  • เริ่มแต่เนิ่นๆ คุณควรเริ่มทันทีที่เห็นลูกน้อยทำท่าทีอยากจะสื่อสารกับคุณ ตอนที่เขามีอายุอย่างน้อยแปดหรือเก้าเดือน แต่ถ้าทำเร็วกว่านั้นก็ไม่เสียหายอะไร ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะส่งสัญญานกลับมาตอนอายุระหว่างสิบถึงสิบสี่เดือน
  • ใช้ท่าทางที่เป็นธรรมชาติ คิดค้นภาษามือที่เหมาะกับคุณและลูกน้อย ท่าทางง่ายๆ ที่ดูพอเหมาะพอเจาะกับคำหรือวลีจะเป็นอะไรที่เวิร์คมาก ยกตัวอย่างเช่น ทำท่ากระพือปีกเมื่อพูดถึง “นก” หรือทำท่าเกาแขนเมื่อพูดถึง “ลิง” ประกบมือพร้อมกับเอียงศีรษะเมื่อพูดถึงคำว่า “นอน” ถูท้องไปมาพูดถึงคำว่า “หิว” ทำมือให้ดูเหมือนถ้วยเมื่อพูดถึงคำว่า “ดื่ม” เอามือแตะจมูกเมื่อพูดถึง “กลิ่น”
  • ให้ลูกน้อยส่งสัญญาณที่เขาต้องการ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาและเรียนรู้ ในสิ่งที่ลูกน้อยต้องการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น หิวข้าว หิวน้ำ และเหนื่อย
  • แสดงท่าทางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อลูกน้อยเห็นท่าทางเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ลูกจะเข้าใจและเลียนแบบได้อย่างรวดเร็ว
  • พูดและทำท่าทางไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยเรียนรู้ทั้งท่าทางและคำพูด โดยใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
  • ให้ทั้งครอบครัวใช้ภาษามือ ยิ่งคนในครอบครัวสื่อสารกับลูกน้อยได้มากเท่าไหร่ ลูกน้อยก็จะยิ่งมีความสุข ควรให้เขาเรียนรู้ภาษามือที่สำคัญๆ ทำตามสัญญานมือที่เด็กส่งมาให้ เด็กหลายคนจะคิดภาษามือขึ้นมาเอง ซึ่งถ้าคุณใช้สัญญานที่เขาคิดขึ้นมานั้น ก็จะมีความหมายต่อลูกน้อยมาก
  • อย่าบีบบังคับให้ส่งสัญญานมือ การส่งสัญญานมือก็คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง คุณจึงควรพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นไปตามความพร้อมของเด็ก ประสบการณ์คือบทเรียนที่ดีที่สุด…ไม่ใช่คำสั่งสอน ถ้าลูกน้อยดูสับสนกับสัญญานมือต่างๆ ก็เลิกใช้ภาษามือซะเถอะ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน