ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 35 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้สายตาของลูกน้อยมีความทัดเทียมกับของผู้ใหญ่แล้วนะ ถึงแม้ว่าจะมองเห็นในระยะใกล้ๆ ได้ดีกว่า แต่การมองเห็นในระยะไกลก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นด้วย ฉะนั้นลูกน้อยจึงจำผู้คนและสิ่งของที่อยู่อีกฝากหนึ่งของห้องได้ เขาอาจจะเห็นของเล่นที่อยู่อีกฟากพยายามคลานไปหามัน ตอนนี้ลูกน้อยอาจมีสีตาที่จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตแล้ว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในภายหลังก็ตาม

ในช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือนที่แปด ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ

  • มองเห็นได้เกือบเหมือนผู้ใหญ่
  • ไถตัวหรือคลาน
  • ยันตัวขึ้นยืนจากท่านั่งได้
  • หยิบของชิ้นเล็กด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วมือได้ (ควรเก็บของที่เป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก)
  • พูดคำ “มาม๊า” หรือ “ปะป๊า” ซ้ำไปมา

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

บางครั้งลูกน้อยก็มีอาการกลัวอะไรที่เขาไม่เข้าใจ รวมทั้งอะไรที่ไม่เคยรบกวนเขามาก่อน อย่างเช่น เสียงกริ่งประตู หรือเสียงกาน้ำเดือด ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สิ่งที่คุณทำได้ในฐานะพ่อแม่คือปลอบโยน และทำให้เขารับรู้มีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ แล้วเขาก็จะหลายกลัว สิ่งที่เขาอาจต้องการมากที่สุดก็คือการสวมกอดจากคุณ

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

 แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นัดตรวจสุขภาพในเดือน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่จะไม่ชอบไปโรงพยาบาล ถ้ามีเรื่องกังวลใจที่ไม่สามารถรอให้ถึงการนัดครั้งต่อไปได้ ก็โทร.ปรึกษาแพทย์ซะ

สิ่งที่ควรรู้

การไอ

แม้แต่เด็กที่มีสุขภาพดีก็สามารถไอได้ทุกวัน เนื่องจากการไอช่วยให้เด็กหายใจได้ดีขึ้น ด้วยการกำจัดสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจออกไป อาการไอมักจะไม่ยอมหายไปง่ายๆ ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส และอาการไอก็บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ ได้ อย่างเช่น….

  • ถ้าลูกน้อยของคุณหายใจลำบากหรือหายใจหอบ เขาอาจเป็นโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส
  • ถ้าเขาไอหนักและมีเสียงเหมือนสุนัขเห่า เขาอาจเป็นโรคกล่องเสียงและหลอดลมใหญ่อักเสบ
  • ถ้าลูกน้อยเป็นหวัดเป็นเวลานาน และไอเรื้อรังในตอนกลางคืน เขาอาจจะเป็นภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ
  • ถ้าไออย่างเฉียบพลันและเรื้อรังโดยไม่มีอาการไข้หวัด ลูกน้อยของคุณก็อาจเป็นโรคหืดหอบหรือสูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไป
  • ถ้าการไอเรื้อรังเกิดขึ้นพร้อมกับการหายใจติดขัด เป็นไข้ และหนาวสั่น เขาก็อาจเป็นโรคปอดบวม
  • ถ้าลูกน้อยไอต่อเนื่องนาน 20 ถึง 30 วินาที และระหว่างไอก็มีเสียงผิดปกติ เขาก็อาจเป็นโรคไอกรน
  • ถ้าลูกน้อยไอเรื้อรังพร้อมกับมีน้ำมูกที่ข้นเหนียว ซึ่งทำให้หายใจลำบาก ก็ควรให้เขาไปตรวจดูว่าเป็นโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) หรือเปล่า

อย่าป้อนยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ ที่ซื้อกินเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน คุณอาจช่วยเยียวยาลูกน้อยด้วยการ…

  • พยายามลดสารคัดหลั่ง ด้วยการให้ดื่มน้ำมากๆ และใช้เครื่องพ่นคอให้เขาตอนกลางคืน
  • อุ้มลูกน้อยไว้ในห้องน้ำที่มีไอร้อน จะช่วยให้เขาหายใจได้ดีขึ้น
  • ถ้าคุณสงสัยว่าสารก่อภูมิแพ้ในห้องลูก อาจเป็นสาเหตุของการไอเรื้อรัง ก็ให้นำตุ๊กตาสัตว์และเครื่องนอนนุ่มๆ ออก พยายามทำให้ห้องปลอดฝุ่นมากที่สุด และควรนำสัตว์เลี้ยงออกไปไว้นอกห้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยไม่ได้สูดควันบุหรี่ภายในบ้านหรือรถ

ถ้าการไอทำให้ลูกน้อยกินอาหารได้น้อยล และนอนหลับได้ไม่ดี คุณก็ควรพาไปพบแพทย์ คุณควรโทร.ปรึกษาแพทย์ทันทีที่ลูกน้อยมีอาการต่อไปนี้

  • ไอเป็นเลือด มีปัญหาในการหายใจ หรือแสดงอาการเจ็บป่วยที่รุนแรง เช่น ไข้ขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้น เซื่องซึมหรืออาเจียน
  • โทรหาแพทย์หากลูกน้อยของคุณกลืนหรือสูดสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ถึงแม้จะดูไม่เป็นอะไรมากก็ตาม
  • ถ้าลูกน้อยหายใจไม่ออกหรือหมดสติ ก็ควรปฐมพยาบาล ทำการช่วยหายใจ และโทร.เรียกหน่วยฉุกเฉินทันที
  • ภูมิแพ้ สิ่งแปลกปลอม หรือโรคหอบหืด อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ คุณจึงควรโทร.ปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการไอเกินหนึ่งสัปดาห์

การคลาน

ตราบใดที่ลูกน้อยยังกระตือรือล้นที่จะเคลื่อนที่ไปไหนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน คุณก็ควรเป็นห่วงแค่ในเรื่องที่เขาใช้ร่างกายทั้งสองด้านไม่สอดประสานกัน พูดง่ายๆ ก็คือลูกน้อยไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนและขาพร้อมๆ กันได้ นี่อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว ซึ่งถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยให้เขามีอาการดีขึ้นได้

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

วิธีการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านนับเป็นเรื่องสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการให้เขาตั้งแต่อายุน้อยๆ แม้ว่าเขาอาจจะยังไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสือ แต่ช่วยหลอกล่อให้เขารู้สึกสนใจและอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาได้ และนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยคุณในเรื่องนี้ได้

  • อ่านออกเสียงดังๆ ให้ลูกน้อยฟัง
  • ซื้อหนังสือสำหรับเด็กแบบที่ขายเป็นเซ็ต
  • เรียนรู้วิธีการอ่านที่มีการแสดงอารมณ์ และในท่วงทำนองช้าๆ
  • อ่านหนังสือให้เป็นกิจวัตร (ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตอนก่อนนอน)
  • ให้ลูกน้อยมีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือ

เคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลาอ่านหนังสือ จนคุณจะต้องประหลาดใจ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน