ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 36 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่แปดนี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • เล่นตบแผละหรือโบกมือบ๊ายบายได้
  • เดินโดยใช้มือยึดนับเฟอร์นิเจอร์เอาไว้
  • ยืนโดยลำพังได้เพียงชั่วครู่
  • เข้าใจคำว่า “ไม่” แต่อาจจะไม่เชื่อฟังก็ได้

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

เมื่อลูกน้อยเริ่มยืนหรือเดินสะเปะสะปะได้แล้ว คุณก็อาจสงสัยว่ารองเท้ามีความจำเป็นหรือเปล่า แพยท์รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กคิดว่าเด็กยังไม่ต้องการใช้รองเท้า จนกว่าจะถึงวัยที่สามารถออกไปเดินเล่นข้างนอกเป็นประจำได้ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ลูกน้อยเดินเท้าเปล่า การเดินเท้าเปล่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อขาเกิดความแข็งแรง และความรู้สึกถึงพื้นผิวที่กำลังเหยียบย่ำอยู่ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยรักษาการทรงตัวได้

มีวิธีช่วยลูกน้อยหัดเดินอยู่หลายวิธี คุณอาจคุกเข่าอยู่ข้างหน้าเขา แล้วช่วยเขาเดินเข้าหาคุณโดยจับมือทั้งสองข้างของเขาไว้ เด็กบางคนจะชอบผลักรถเข็นเด็ก ซึ่งจะช่วยทั้งพยุงและพาเขาเคลื่อนไหวได้ ซึ่งก็ควรหามาใช้ซักคันโดยเลือกแบบที่มีพื้นมั่นคงและกว้างๆ หน่อย

สิ่งที่คุณควรต้องระวังก็คือการใส่กลอนประตู นอกจากนี้ก็ควรย้ายอุปกรณ์ทำความสะอาดและอะไรที่มีสารพิษ ขึ้นไปไว้ในตู้เก็บของสูงๆ และที่นอนในเปลเด็กก็ควรตั้งระดับให้อยู่ต่ำที่สุด

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นัดตรวจสุขภาพในเดือน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่จะไม่ชอบไปโรงพยาบาล ถ้ามีเรื่องกังวลใจที่ไม่สามารถรอให้ถึงการนัดครั้งต่อไปได้ ก็โทร.ปรึกษาแพทย์ซะ

สิ่งที่ควรรู้

หัวชนอย่างรุนแรง

ถ้าลูกน้อยเอาหัวไปชนอะไรอย่างรุนแรง ก็ควรปลอบโยนเขา แต่ไม่ต้องโอ๋อะไรมากเกินไป การเอาหัวชนอะไรถือเป็นเรื่องปกติของเด็ก ในการเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการเล็กน้อย ไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงอะไร คุณอาจทำการประคบเย็นเป็นเวลา 20 นาที เพื่อลดอาการบวม รวมทั้งลองป้อนอาหารหรือเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเ พื่อที่เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าการประคบเย็นนั้นทำให้เขารู้สึกเย็นเกินไป

ถ้าลูกน้อยของคุณหมดสติ ก็ควรโทร.หาหน่วยฉุกเฉิน  ถ้าลูกน้อยไม่หายใจ ก็ควรปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเด็กหายใจ หรือทำ CPR เพื่อปั๊มหัวใจก่อน  แล้วโทร.หาหน่อยฉุกเฉินทันที

คุณควรโทรหาแพทย์ถ้าลูกน้อยอาเจียน งอแงผิดปกติ วิงเวียน ร้องไห้ หรือกรีดร้องเป็นเวลานาน ลูกน้อยอาจหัวชนอย่างรุนแรง มีแผลลึกหรือเลือดไหลไม่หยุด มีรอยฟกช้ำด้านหลังหู มีรอยบุ๋มบริเวณหนังศีรษะ มีรอยฟกช้ำดำเขียวที่หาสาเหตุไม่ได้ มีเลือดออกในตาขาว มีเลือดหรือของเหลวที่เป็นสีชมพูใสๆ ออกจากปาก จมูก หรือหู

คุณไม่สามาถป้องกันการชนให้ลูกน้อยได้ แต่นี่คือวิธีระมัดระวังที่คุณควรจดจำเอาไว้

  • เก็บโคมไฟที่ร่วงหล่นได้ให้พ้นมือลูกน้อย
  • จับตาดูลูกน้อยเวลาที่เขาปีนลงมาจากโซฟา
  • ติดแผ่นรองที่มุมเฟอร์นิเจอร์ และวางแผ่นกันลื่นไว้ใต้พรม
  • จับตาดูลูกน้อยให้ดี เมื่อเขาอยู่บนโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือในรถเข็นของร้านค้า ใช้สายรัดเพื่อให้เขาอยู่กับที่เท่าที่ในเวลาที่จำเป็น แต่จงจำไว้ว่าคุณไม่อาจพึ่งพาสายรัดได้ตลอด
  • วางที่นอนให้ต่ำลงทันทีที่ลูกน้อยยืนบนเปลได้แล้ว

ความปลอดภัยของเปล

ขณะที่ลูกน้อยกระตือรือร้นและชอบเล่นอะไรผาดโผน โลกก็เปิดกว้างขึ้นพร้อมๆ กับความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา และถึงแม้ว่าเปลจะดูเหมือนที่พักที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักสำรวจตัวน้อย แต่ในไม่ช้าเปลก็จะเริ่มไม่มีความปลอดภัย ถึงแม้เด็กบางคนจะไม่หนีลงจากเตียง แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ทำอย่างนั้น ฉะนั้นคุณจึงควรเริ่มใช้มาตราการความปลอดภัยในยามจำเป็น เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

  • วางฟูกให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งตรวจสอบที่รองฟูกเป็นครั้งคราว เพื่อให้แน่ใจว่าไม่โคลงเคลงจนเกินไป
  • ควรนำเบาะกันกระแทกออก
  • อย่าทิ้งของเล่นชิ้นใหญ่ไว้ในเตียงเด็ก เพราะลูกน้อยอาจทำมากองรวมกัน และใช้เป็นที่เหยียบเพื่อหนีออกจากเตียง
  • นำโมบายที่ลูกน้อยสามารถเอื้อมหยิบลงมาได้
  • หลีกเลี่ยงการวางหมอนหรือเครื่องนอนนุ่มๆ บนเตียงเด็ก อย่านำมุ้งมาแขวนเหนือเตียง
  • วางเตียงเด็กให้อยู่ห่างจากเฟอร์นิเจอร์และกำแพงอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกปีนป่าย ดูให้แน่ใจว่าเปลไม่ได้อยู่ใกล้ผ้าม่านหรือหน้าต่างที่เด็กจะเอื้อมมือไปถึงได้
  • ถ้าลูกน้อยพยายามปีนหนีออกจากเตียง ให้วางหมอนหรือผ้าห่มหนานุ่มๆ ลงบนพื้นที่อยู่ใกล้ๆ เดียง เพื่อช่วยรองรับตัวเขาตอนที่ปีนลงมา

เมื่อลูกน้อยสูง 90 เซนติเมตร ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเตียงแล้ว

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ถนัดมือซ้ายหรือมือขวา

ประตู เตารีด ที่ปอกเปลือกมันฝรั่ง กรรไกร และการจัดโต๊ะอาหาร เป็นอะไรที่ออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวา พ่อแม่บางคนพยายามจะบีบบังคับให้ลูกใช้มือขวา เพื่อที่จะได้เป็นคนถนัดขวา ผู้เชี่ยวชาญเคยเชื่อว่าการบีบบังคับของพ่อแม่นั้น จะทำให้ลูกน้อยไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้หลายๆ อย่าง ตอนนี้ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญจะยังไม่แนะนำให้เปลี่ยนความถนัดตามธรรมชาติของลูกน้อย แต่ก็เริ่มค้นพบร่องรองทางด้านพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนที่ถนัดซ้าย ซึ่งหลายๆ อย่างมีส่วนเช่ือมโยงถึงความแตกต่างระหว่างผู้ถนัดซ้ายและผู้ถนัดขวา ที่เป็นผลจากพัฒนาการของสมองซีกซ้ายและขวา คนที่ถนัดซ้ายนั้นสมองซีกขวาจะทำงานได้ดีกว่า ทำให้พวกเขาเก่งในเรื่องความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของสิ่งต่างๆ จึงทำให้มักอยู่ในแวดวงการกีฬา สถาปัตยกรรม และศิลปะ และเนื่องจากเด็กผู้ชายที่ถนัดมือซ้ายมีมากกว่าเด็กผู้หญิง จึงมีการสร้างทฤษฏีว่าระดับเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ก็มีผลต่อพัฒนาการของสมองและความถนัดด้วย

ทารกส่วนใหญ่ใช้มือทั้ง 2 ข้างเท่ากันในช่วงแรก แต่บางคนก็แสดงออกถึงความชอบมือข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าภายในไม่กี่เดือน ส่วนคนอื่นๆ จะไม่รู็จนกว่าจะมีอายึครบหนึ่งขวบ บางคนดูเหมือนจะถนัดมือข้างใดข้างหนึ่งในตอนแรก แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง สิ่งสำคัญคือควรปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือข้างที่เขาถนัดมากที่สุด

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน