ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 37 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

ในสัปดาห์ที่ 37 ลูกน้อยของคุณอาจจะสามารถ…

  • หาทางหยิบของเล่นที่อยู่เกินเอื้อม
  • มองหาสิ่งของที่ทำตกไป

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ถ้าคุณต้องเดินทางไปไหน 2-3 วัน ก็อาจสร้างความยุ่งยากให้กับคุณตาคุณยายได้ เนื่องจากตอนนี้ลูกน้อยจะแสดงให้เห็นว่าติดคุณเอามากๆ และรู้สึกกลัวคนอื่นๆ คุณอาจช่วยให้อะไรๆ ง่ายขึ้น โดยเตือนคนที่จะเข้าใกล้ให้ทำอย่างช้าๆ และให้เขาเป็นฝ่ายที่เดินเข้าหาคนอื่นก่อน

ในช่วงวัยนี้ลูกน้อยยังไม่รู้ว่าการเดินทางคืออะไร แต่เขาจะรู้ว่าได้มาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ เตรียมพร้อมที่จะเจอกับอาการงอแง และพฤติกรรมที่ติดคุณเป็นตังเม เตรียมหาอะไรมาช่วยหันเหความสนใจจากเขาซะ อย่างเช่นสมุดภาพ ของเล่นที่มีเสียง ตัวต่อ หุ่นที่ใช้มือเชิด และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย จัดตารางกิจกรรมที่อยู่ให้ไกลจากคนแปลกหน้า เพื่อช่วยให้เขามีความเครียดน้อยลง

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์แต่ละคนก็มีสไตล์ในการตรวจสุขภาพเด็กที่แตกต่างกัน แพทย์จะทำการตรวจสอบทางร่างกายโดยรวม ใช้เทคนิคการวินิจฉัยและขั้นตอนที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของลูกน้อย ซึ่งแพทย์อาจทำการตรวจสอบตามรายการต่อไปนี้

  • ซักถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่คุณ ลูกน้อย และสมาชิกในครอบครัวทำกันที่บ้าน รวมทั้งการกิน การนอนหลับ และพัฒนาการโดยทั่วไปของลูกน้อย คุณอาจขอคำแนะนำในการดูแลลูกน้อย ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานไปด้วย
  • ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดขนาดศีรษะ และตรวจสอบพัฒนาการตั้งแต่เกิด
  • ซักถามเกี่ยวกับการดูแลลูกน้อย เมื่อคุณต้องกลับไปทำงาน

สิ่งที่ควรรู้

ไข้หวัดธรรมดา

เด็กส่วนใหญ่มักเป็นไข้หวัดในช่วงสองปีแรก 8-10 ครั้ง งานหลักของคุณคือการทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว เพื่อร่างกายจะได้ต่อสูกับเชื้อไวรัสและฟื้นฟูตัวเอง วิธีช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นก็คือ…

  • ให้ลูกน้อยพักผ่อนมากๆ เขาอาจต้องการงีบหลับยาวกว่าปกติหรืองีบหลับมากขึ้น
  • ใช้ผ้าเช็ดตัวหนุนที่นอนบริเวณหัวนอน เพื่อยกศีรษะของเขาขึ้นเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยให้เขาหายใจได้สะดวกขึ้น
  • ให้ลูกน้อยอาบน้ำอุ่น
  • ช่วยให้ลูกน้อยไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำด้วยการป้อนนมแม่ นมขวด หรือน้ำ
  • ใช้ยาหยอดจมูกและลูกยางในการดูดน้ำมูกออกจากจมูกลูกน้อย
  • ติดตั้งเครื่องทำความชื้น หรือเครื่องพ่นละอองเย็นไว้ในห้องลูก หรือพาลูกน้อยเข้าไปอยู่ในห้องน้ำที่มีไอน้ำประมาณ 15 นาที เพื่อช่วยทำให้หายใจได้โล่งขึ้น
  • คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาแก้หวัดหรือใช้ยาพ่นจมูก อย่าให้ยาแอสไพริน (Aspirin) อีเฟรดา (Ephedra) หรืออีเฟรดีน (Ephedrine) หรือยาใดๆ ที่มีส่วนประกอบเหล่านี้ คุณอาจให้ยาอะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) สำหรับอาการไข้ แต่ควรรู้ขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อน ถ้าคุณไม่แน่ใจก็ควรต้องปรึกษาแพทย์
  • ปรึกษาแพทย์ถ้าอาการแย่ลงหลัง 5 วัน หรือมีอาการตั้งแต่ 10-14 วัน รวมทั้งเวลาที่ลูกน้อยหายใจมีเสียงแปลกๆ มีปัญหาทางการหายใจ ร้องไห้ไม่ยอมหยุดในระหว่างป้อนอาหาร หรือเมื่อจับตัวให้นอนลง ดึงหูอยู่เรื่อยๆ หรือมีอุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักได้ 38.3 องศาเซลเซียส

ในการป้องกันไข้หวัดนั้น คุณควรล้างมือทั้งของคุณและลูกน้อยเป็นประจำ และขอให้คนอื่นๆ ล้างมือก่อนอุ้มลูกน้อย ให้ลูกน้อยอยู่ห่างจากผู้ป่วยและคนที่สูบบุหรี่ ถ้าคุณป้อนนมแม่ก็ควรป้อนนมแม่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้จะช่วยลดการติดหวัดได้

เปลี่ยนรูปแบบการนอนหลับ

ทารกนอนมากน้อยขนาดไหนนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญกว่านั้นคือนอนหลับได้ดีแค่ไหนมากกว่า เมื่อลูกน้อยไม่ยอมงีบหลับ หรืองีบหลับแต่มีอาการงอแงและอ่อนล้าในช่วงอาหารเย็น นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการเวลานอนมากขึ้น การนอนไม่พอจะทำให้ลูกน้อยไม่ค่อยมีความสุข และไม่ค่อยให้ความร่วมมือในช่วงระหว่างวัน

ถ้าลูกน้อยไม่ได้นอนอย่างที่ควรจะเป็น คุณก็ควรใช้ความพยายามให้มากขึ้น ลองวางพวกเขาลงเมื่อทานอาหารอิ่มแล้ว และสร้างบรรยาการผ่อนคลายด้วยการเปิดเพลงเบาๆ และบางทีการนวดในห้องมืดๆ ที่ไม่มีสิ่งรบกวน ก็จะช่วยให้เขารู้สึกง่วงได้ อย่ายอมแพ้โดยทันทีถ้าลูกน้อยยังไม่ยอมง่วง เด็กบางคนก็ต้องการเวลาให้กล่อมตัวเองให้ง่วงในช่วงระหว่างวัน ถ้าวิธีนี้ยังไม่ได้ผล คุณก็อาจต้องพาเขาออกไปเดินเล่น หรือให้เขานั่งรถเล่นไปกับคุณ

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ป้อนอาหารที่โต๊ะ

ลูกน้อยควรเริ่มนั่งบนตักของผู้ใหญ่ เพื่อฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารและการเข้าสังคม เมื่อไรก็ตามที่สามารถทำได้ ก็ดึงเก้าอี้สูงของลูกน้อยมาอยู่ที่โต๊ะอาหารตอนที่คุณทานข้าว จัดข้าวของบนโต๊ะให้เขาด้วย รวมทั้งให้อาหารแบบที่ใช้มือหยิบกินได้ และให้มีส่วนร่วมในการสนทนาบนโต๊ะอาหารด้วย

ไม่สนใจนมแม่แล้ว

ถ้าลูกน้อยปฎิเสธไม่ยอมกินนมแม่ คุณก็ควรใช้เคล็ดลับต่อไปนี้

  • ลองหาที่เงียบสงบ เด็กในวัยแปดถึงเก้าเดือนนี้มักมีความอยากรู้อยากเห็นมาก จึงมักถูกหันเหความสนใจได้ง่ายจากโทรทัศน์ เสียงหวอรถดับเพลิง หรือเมื่อสุนัขเดินผ่าน เพื่อให้ลูกน้อยพุ่งความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็ต้องป้อนนมเข้าในที่เงียบๆ และกอดเขาเพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย
  • คุณควรป้อนนมเขาเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า ก่อนที่คุณจะมีงานวุ่นวายในการเลี้ยงดูลูก คุณควรป้อนนมหลังให้ลูกน้อยอาบน้ำอุ่นในตอนกลางคืน หรือหลังจากนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือในช่วงก่อนเวลางีบหลับถ
  • ถ้าลูกน้อยยังดูไม่ค่อยกระตือรือล้นที่จะกินนมแม่ ก็คงถึงเวลาหย่าสำหรับเขาแล้วจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะยังไม่พร้อมในเวลานี้ แต่คุณก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

คุณควรปั๊มนมจากเต้านมต่อไป เพื่อใช้ป้อนลูกน้อยให้ครบหนึ่งปี ถ้าคุณมีน้ำนมไม่พอก็ต้องเปลี่ยนไปใช้นมผง คุณอาจป้อนนมแม่หรือนมผงจากขวดนม หรือลองให้เขากินนมแม่หรือนมผงจากถ้วยดูบ้าง เด็กที่ดื่มอะไรจากถ้วยได้เร็ว มักจะมีความคล่องแคล่วในช่วงวัยนี้

ถ้าคุณให้ลูกหย่านมแล้ว ก็ควรทำอะไรที่เหมาะกับสุขภาพของลูกน้อย และความสะดวกสบายของคุณต่อไป การหย่านมทีละน้อยจะช่วยยืดเวลาให้เขากินนมผงให้มากขึ้น ก่อนที่จะเลิกกินนมแม่อย่างสิ้นเชิง ซี่งจะทำให้เต้านมของคุณหยุดผลิตน้ำนมอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันอาการปวดจากอาการนมคัด

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน