ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 39 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ในสัปดาห์ที่ 39 สัปดาห์นั้น ลูกน้อยของคุณจะสามารถ…

  • เล่นตบแปะ หรือโบกมือบ๊ายบายได้
  • บ่นพึมพำ หรือทำเสียงคล้ายๆ จะเป็นคำพูด วลี และ ประโยค
  • เดินโดยการเกาะเฟอร์นิเจอร์ไปเรื่อยๆ
  • เข้าใจคำว่า “ไม่” แต่ก็ไม่ได้เชื่อฟังทุกครั้ง

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ลูกของคุณยังคงเข้าใจในน้ำเสียงของคุณมากกว่าความหมายของคำพูด เขาสามารถเข้าใจได้เมื่อคุณพอใจ ดังนั้น ควรพูดชมเขาโดยเฉพาะ เช่น “หนูทำดีมากเลยนะคะที่หยิบของเล่นที่ตกขึ้นมา” ยิ่งคุณพูดกับลูกของคุณมากเท่าไหร่ เขาก็จะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการสื่อสารได้มากเท่านั้น

ลูกของคุณจะเริ่มเข้าใจคำว่า “ไม่” ถึงแม้เขาจะยังไม่เชื่อฟังในตอนนี้ ยกตัวอย่างเช่น เขาจะพยายามไปจับต้องสิ่งของบางอย่างหลังจากที่คุณบอกไปแล้วว่าอย่าจับ ฉะนั้นจะเป็นการดีที่สุดที่จะใช้คำว่า “ไม่” เฉพาะเวลาที่จำเป็น และเมื่อคุณบอกว่าไม่ คุณต้องตามไปอุ้มเขาออกมาจากสิ่งๆ นั้น และหากิจกรรมใหม่ให้เขาทำแทนน

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

การตรวจร่างกายทั้งหมด เช่นเดียวกับประเภทของเทคนิคที่ใช้ในการประเมิน และกระบวนการการทำงานจะมีความหลากหลายมากเท่าที่เด็กคนหนึ่งต้องการ แต่โดยปกติคุณจะพบกับกระบวนการเหล่านี้ได้ในช่วงที่ตรวจเช็คร่างกาย

  • การฉีดวัคซีน ถ้ายังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน คุณควรปรึกษาเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนการฉีดวัคซีนเสมอ
  • คุณหมออาจจะตรวจค่าความเข้มข้นของเลือด เพื่อดูว่าเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า (ปกติจะใช้การเจาะจากปลายนิ้ว)

สิ่งที่ควรรู้

อาการคออักเสบ

เด็กมักไม่ค่อยจะมีอาการอักเสบบ่อยนัก แต่ยังไงก็ตาม ถ้าคุณหรือคนที่คุณรู้จัก อย่างเช่นลูกคนโตของคุณมีอาการอักเสบ คุณควรจะสังเกตอาการให้ดี

มองหาอาการบวมแดงและตุ่มขาวที่ต่อมทอลซิล อาการอื่นๆ ก็อาจรวมถึง อาการเจ็บคอที่เป็นนานกว่า 2 – 3 วัน อุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส อาการหนาว อาการบวม และเจ็บต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใต้กรามของลูก

คุณควรโทร.ปรึกษาแพทย์ ถ้าคุณสังเกตพบอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือถ้าลูกของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหาร การหายใจ ถ้าลูกของคุณมีอาการอักเสบ แพทย์จะรักษาอาการด้วยยาปฏิชีวนะ คุณต้องให้ลูกกินยาปฎิชีวนะจนหมด ถึงแม้ว่าจะมีอาการดีขึ้นก่อนที่ยาจะหมด ถ้าไม่ทานยาให้หมดอาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้

โรคเท้าแบน

อาการเท้าแบนในเด็กนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างแรกเลยก็คือเมื่อเด็กไม่ได้เดินมากนัก กล้ามเนื้อที่เท้าจึงไม่ได้ออกกำลังมากพอในการพัฒนาอุ้งเท้า นอกจากนี้ก็มีไขมันมาเติมเต็มในส่วนอุ้งเท้า ทำให้ยากต่อการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ค่อนข้างจ้ำม่ำ และเมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน เขาก็จะยืนกางขาเพื่อทรงตัวไม่ให้ล้ม ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับอุ้งเท้า และทำให้เกิดโรคเท้าแบน

อาการเท้าแบนในเด็กส่วนมากจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป และเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว อุ้งเท้าก็จะเข้ารูปตามปกติเอง มีส่วนน้อยมากที่เท้าจะยังคงแบนอยู่

เดินได้เร็วเกินไป

ก็เหมือนในกรณีที่ยืนได้เร็วเกินไปนั่นแหละ การเดินได้เร็วเกินไปนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดอาการขาโก่ง หรือความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งจริงๆ แล้ว การยืนและเดินได้เร็วนั้นมีประโยชน์มาก เนื่องจากจะทำให้เขาได้ออกกำลังกาย และเพิ่มความแข็งแรงต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเดิน และถ้าลูกน้อยเดินเท้าเปล่า ก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเท้าด้วย ส่วนเด็กที่ไม่อยากเดินในช่วงอายุนี้ คุณก็ไม่ควรไปบีบบังคับเขาให้เดิน

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

อาการกลัวคนแปลกหน้า

ลูกจะแสดงความต้องการที่ชัดเจนว่าเขาต้องการทั้งพ่อและแม่มากในช่วงเดือนแรกๆ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน โดยทั่วไปก็จะตอบสนองในเชิงบวกกับผู้ใหญ่ ไม่ว่าเด็กจะคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ หรือคนแปลกหน้าหรือไม่ เขาจะจัดคนเหล่านั้นให้อยู่ในกลุ่มของคนที่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ บ่อยครั้งที่เด็กอายุ 8 หรือ 9 เดือน จะเริ่มจดจำได้ว่าข้างไหนที่ขนมปังกรอบได้ทาเนยไว้ คนนี้คือแม่ คนนี้คือพ่อ คือคนที่จะดูแลพวกเขาเป็นอันดับแรก และนี่คือคนที่เขาจะต้องอยู่ใกล้ๆ เอาไว้ และอยู่ห่างจากใครก็ตามที่จะแยกเขาออกจากพ่อแม่ ในช่วงวัยนี้ แม้แต่ปู่ย่าตายายอันเป็นที่รักก็อาจจะโดนปฏิเสธได้ เพราะเด็กนั้นต้องการอยู่ใกล้พ่อแม่เป็นอย่างมาก

อาการระแวงคนแปลกหน้าอาจจะหายไปได้เร็ว หรืออาจทุเลาลงเมื่อเวลาผ่านไปซักปีนึง แต่เด็กประมาณ 2 ใน 10 คนนั้นจะไม่มีอาการดีขึ้นเลย หรือดีขึ้นช้ามากจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ถ้าลูกของคุณมีอาการวิตกกังวลกับคนแปลกหน้า อย่ากดดันให้เด็กนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับใคร เขาจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์เองในเวลาที่เขาต้องการ ในระหว่างนี้ก็เตือนเพื่อนๆ และครอบครัวว่าเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งการเข้าใกล้มากๆ อาจทำให้เขากลัวได้ แนะนำไปว่าแทนที่พยายามกอด หรืออุ้มเขาขึ้นในทันที ก็ให้พวกเขาทำความคุ้นเคยก่อน เพื่อลดปฏิกิริยาขัดขืนลงทีละน้อย โดยการยิ้มให้เด็ก พูดคุยกับเด็ก เล่นกับเด็กในขณะเด็กนั่งอยู่บนตักของคุณ

ถ้าลูกน้อยไม่สามารถจะอยู่กับพี่เลี้ยงได้เลยจริงๆ ก็ถึงเวลาที่จะประเมินการดูแลลูกของคุณใหม่ อาจเป็นเพราะพี่เลี้ยงเด็กนั้นไม่ได้ให้ความรักหรือความสนใจอย่างที่เขาต้องการ หรืออาจแค่กลัวคนแปลกหน้าอย่างมากก็ได้ เด็กบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ดื่มนมแม่ สามารถร้องไห้ได้เป็นชั่วโมงๆ เมื่อแม่ไม่อยู่ ถึงแม้ว่าพ่อหรือปู่ยาตายายจะค่อยเป็นพี่เลี้ยงให้ก็ตาม ในกรณีนี้คุณอาจจะกำหนดเวลาเอาไว้ว่าจะต้องอยู่ห่างจากลูกได้นานขนาดไหน หรือจนกว่า “อาการคิดถึงแม่” จะหายไป แต่ถ้าทำแบบนั้นไม่ได้ คุณก็ต้องทำตัวให้ว่างสำหรับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน