ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 4  ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกของคุณอายุได้สี่เดือนแล้ว ทารกรักและต้องการการดูด ดังนั้น อย่าไปห้ามเขา ที่จริงแล้ว คุณอาจจะทราบแล้วว่าจุกนมนั้นช่วยให้ลูกของคุณอารมณ์เย็นลงได้อย่างประหลาด ในบางกรณี ลูกของคุณอาจจะเอานิ้วโป้งหรือนิ้วอื่นมาดูดก็ได้

เมื่ออายุ 4 สัปดาห์ ลูกของคุณอาจมีวิสัยทัศน์และเพ่งไปที่วัตถุไกลๆได้ในระยะ 20-35 เซนติเมตร

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ให้แน่ใจว่าลูกของคุณนอนหงายอยู่เสมอ แม้จะเป็นเวลาที่เขาตื่นอยู่ก็ตาม หากท้องและศีรษะมีความเสี่ยงที่จะโค้งงอ ดังนั้นจึงควรให้ลูกนอนหงายอยู่เสมอเพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้

พยายามให้หน้าของคุณอยู่ต่อหน้าเด็ก เพื่อให้เขาพยายามยกหัวขึ้นเพื่อมองคุณ คุณอาจใช้ผ้าม้วนหรือผ้าห่มยัดเอาไว้ใต้อก เพื่อช่วยให้เขาเริ่มดันตัวขึ้นได้อีกด้วย อีกไม่ช้าระบบประสาทของเขาและการควบคุมกล้ามเนื้อจะพัฒนาเต็มที่ 

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

ในระยะนี้คุณควรพาลูกของคุณไปรับการทดสอบ ตามที่แพทย์ได้กำหนดไว้ แพทย์อาจทำการทดสอบดังนี้

  • การเจาะเอาเลือดตัวอย่างจากข้อเท้าทดสอบกับแผ่นตรวจเพื่อดูว่าเด็กมีโรคทางเดินปัสสาวะ โรคฟีนิลคีโตนูเรีย หรือภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำหรือไม่ การทดสอบเลือดจะช่วยให้แพทย์ตรวจหาปัญหาความผิดปกติของระบบเผาผลาญ นอกจากนี้ คุณอาจแนะนำให้แพทย์ทำการทดสอบในเชิงลึกเพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆที่ลูกอาจจะเป็น
  • ในบางกรณี เขาอาจต้องได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี มันสำคัญกว่านั้นหากคุณได้รับการตรวจและได้ผลการตรวจไวรัสตับอักเสบบีเป็นบวก หากคุณไม่มีไวรัสตับอักเสบบี คุณสามารถให้ลูกรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีได้ทุกเมื่อในระหว่าง 2 เดือนแรก หรือคุณสามารถให้วัคซีนสังเคราะห์สำหรับ โรคคอตีบ โรคไอกรน และโรคบาดทะยักเมื่อเด็กมีอายุได้ 2 เดือน เมื่อเด็กเกิดมาสามารถให้วัคซีนสังเคราะห์และฉีดวัคซีนเพิ่มเพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอหากคุณตัดสินใจให้ลูกรับวัคซีน
  • ทำการทดสอบการได้ยิน แพทย์จะทำการทดสอบลูกของคุณเพื่อตรวจสอบว่าเด็กไม่ได้บกพร่องทางการได้ยิน

สิ่งที่ควรรู้

ในช่วงเดือนแรกๆ นั้น ลูกน้อยของคุณจะร้องไห้บ่อยมาก และอาจจะมีอาการร้องไห้ยาวนานของโรคโคลิคเกิดขั้นได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน จำนวน 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เด็กทารกทุกคนจะร้องไห้มากที่สุดในช่วงสามเดือนแรก แต่อาการของโรคโคลิคนั้นจะต่างออกไป โดยเด็กที่มีอาการของโรคนี้จะร้องไห้ครั้งละสามชั่วโมง สัปดาห์ละอย่างน้อยสามครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อยสามสัปดาห์ติดต่อกัน โดยมักจะเริ่มขึ้นในช่วงอายุ 3-6 สัปดาห์ และมักจะเกิดขึ้นแบบปุบปับในช่วงกลางคืน เด็กหลายคนจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงชนิดกล่อมยังไงก็ไม่ยอมหยุด โดยจะกำมือและงอขาแน่น แต่โรคนี้จะสร่างซาไปเองใน 3 เดือน

มีบางคนตั้งสมมุติฐานว่า เป็นเพราะระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรือเกิดอาการแพ้อาหาร แต่บางคนก็เชื่อว่าสาเหตุอาจเกิดจากระบบประสาทยังมีการพัฒนาอยู่ หรืออารมณ์ของเด็กยังถูกกระตุ้นได้ง่ายอยู่ ถึงแม้ว่าอาการของโรคโคลิคจะทำให้พ่อแม่รู้สึกผิดและสิ้นหวัง แต่ก็เป็นอาการเพียงชั่วคราวเท่านั้น และนี่ก็ไม่ส่งสัญญานของปัญหาในระยะยาวด้วย

เด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน พวกเขาจะรู้สึกสบายจากอะไรที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นคุณอาจต้องค้นหาดูว่าอะไรที่ใช้แล้วเวิร์คกับลูกของคุณมากที่สุด และนี้คือข้อเสนอแนะดีๆ สำหรับคุณ

  • พยายามสร้างบรรยากาศสงบเงียบให้เหมือนตอนที่เขายังอยู่ในมดลูกคืออบอุ่นและเงียบสงบ ใช้ผ้าห่มต่อตัวเขาไว้ให้มิดชิด แกว่งไกวลูกน้อยในอ้อมแขนของคุณ หรือจะให้เขานอนในเปลก็ได้

  • เราสามารถกล่อมเด็กบางคนให้หยุดร้องไห้ ด้วยเสียงดังซ้ำๆ อย่างเช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่น เครื่องล้างจาน เครื่องอบผ้า หรือเสียงอะไรที่ชวนให้เขานึกถึงเสียงอวัยวะภายในของคุณ หรือจะลองวางขวดน้ำหรือผ้าอุ่นๆ ไว้บนหน้าท้องของลูกน้อย หรือดูดจุกนมหลอกไว้ก็ได้ พ่อแม่บางคนก็บอกว่าอาการของโรคโคลิคจะดีขึ้น เมื่อใช้ยาไซเมทิโคน (Simethicone) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งยาชนิดนี้เป็นยาลดกรดในลำไส้

  • การได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดและเหนื่อยหน่ายได้ จึงควรมีคนมาสลับเปลี่ยนในการดูแลลูกน้อยกับคุณด้วย ถ้าคุณวางเขาไว้ในเปลหรือในที่ปลอดภัย เพื่อไปเข้าห้องน้ำแค่สองสามนาที ก็ควรแน่ใจว่าการทิ้งเขาไว้อย่างนั้นจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แม้เขาจะกำลังร้องไห้อยู่ก็ตาม ควรบอกให้คุณหมอทราบ ถ้าลูกของคุณกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ถ้าเขาน้ำหนักตัวไม่ยอมขึ้น ถ้าเขามีไข้ หรือยังมีอาการของโรคโคลิคอยู่ เมื่อเลยสามเดือนไปแล้ว เพราะอาการพวกนี้อาจบ่งบอกถึงปัญหาทางสุขภาพก็ได้

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ในช่วงนี้คุณต้องใส่ใจในเรื่องสุขภาพของลูกน้อยและการสูบบุหรี่ให้มาก ถ้าคุณหรือคนรักสูบบุหรี่ คุณก็อาจต้องเลิกสูบบุหรี่แล้วล่ะ เพราะควันบุหรี่อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้ ควันบุหรี่จะทำให้ปวดของเขาอ่อนแอ ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการติดเชื้อทางหูได้ง่าย และทำให้การหายใจของเด็กผิดปกติ จนทำให้เกิดการกรนในขณะนอนหลับได้ มีการพิสูจน์กันแล้วว่า ควันบุหรี่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ พฤติกรรม และการเรียนรู้ของเด็ก และทำให้มีความเสี่ยงเป็นสองเท่าต่อการตายอย่างเฉียบพลันในเด็กด้วย และถึงแม้คุณจะสูบบุหรี่อยู่ในอีกห้องนึง สารเคมีที่เป็นอันตรายก็สามารถเดินทางไปท้่วบ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ลองสอบถามคุณหมอดูนะว่าจะเลิกสูบบุหรี่ยังไงดี หรือจะดูแลลูกน้อยยังไงดี ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ในทันทีได้

คุณฝ่าฝันมาได้ 4 สัปดาห์แล้ว แต่ไม่ต้องกลุ้มใจไปนะ คุณไม่ได้สู้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง เราจะคอยให้ความช่วยเหลือคุณอยู่ที่นี่ในสัปดาห์ต่อไป ซี่งเป็นสัปดาห์ที่ 5

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน