ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 41 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกน้อยของคุณกำลังเริ่มที่จะเข้าใจคำศัพท์ง่ายๆ หรือประโยคสั้นๆ แล้ว จึงนับเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณควรจะพูดคุยกับเขาอยู่เรื่อยๆ เริ่มสอนรูปแบบการพูดที่ดีให้เขาซะ โดยพูดคำที่เขาพูดให้เป็นภาษาของผู้ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาพูดขึ้นมาว่า “นา-นา” คุณก็แก้การออกเสียงของเขาให้ถูกต้องโดยพูดว่า “หนูต้องการขวดนมใช่มั้ยลูก?” ในช่วงวัยนี้คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดแบบเด็กๆ ถึงแม้จะเป็นเรื่องสนุก แต่การได้ยินเสียงที่ถูกต้องนั้น จะดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยมากกว่า

ถึงแม้ว่าจะฟังดูโนะเนะไปหน่อย แต่การสนทนากับลูกน้อยนั้น จะช่วยส่งเสริมทักษะทางด้านภาษาให้เขาได้ เมื่อเขาพูดอะไรขึ้นมาลอยๆ คุณก็ควรโต้ตอบกลับไปว่า “อ๋อ จริงเหรอ?” “น่าสนใจจริงๆ” แล้วเขาอาจจะยิ้มและพูดเจื้อยแจ้วต่อไป

ในสัปดาห์แรกของเดือนที่ 10 ลูกน้อยคุณจะสามารถ…

  • ยืนโดยการเกาะแขนขาคนอื่น หรือเกาะกับสิ่งของต่าง ๆ
  • ยืนขึ้นด้วยการดึงตัวเองขึ้นจากท่านั่ง
  • ทักท้วงถ้าคุณหยิบของเล่นของเขาออกไป
  • พูดคำว่า “แม่” หรือ “พ่อ” แบบไม่ได้มีความหมายอะไร
  • เล่นจ๊ะเอ๋
  • มีปฏิกิริยาโต้กลับกับคุณ

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

การสื่อสารกับลูกคือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องบอกชื่อสิ่งของที่เขาชี้ หรือคุณเป็นชี้ไปที่สิ่งของเอง เพื่อช่วยให้เขาเรียนรู้ชื่อของสิ่งของต่างๆ

ให้ลูกคุณเล่นเกมส์โดยการอธิบายสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ เมื่อคุณจับให้เขานั่งในรถเข็น ก็ให้พูดว่า “ลงไปอยู่ในรถเข็นสีฟ้าซะนะ ตตอนนี้ก็มาคาดเข็มขัดกัน และจัดท่านังให้สบาย เอาล่ะ! เราไปสวนสาธารณะกันได้แล้ว” คุณยังสามารถฮัมเพลงกล่อมเด็ก สาธิตท่าทางต่างๆ พร้อมคำพูด ( เช่นพูดคำว่า “บ๊าย-บาย” แล้วก็โบกมือ) การเล่นเกมส์แบบนี้จะช่ยยให้เขาเรียนรู้คำและวลีที่สำคัญๆ

ในช่วงวัยนี้คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดแบบเด็กๆ ถึงแม้จะเป็นเรื่องสนุก แต่การได้ยินเสียงที่ถูกต้องนั้น จะดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยมากกว่า

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นัดตรวจสุขภาพสำหรับเด็กในวัยนี้ จึงควรโทร.ปรึกษาแพทย์ ถ้ามีข้อกังวลใดๆ ที่ไม่สามารถรอให้ถึงวันนัดครั้งต่อไปได้

สิ่งที่ควรรู้

คุณควรจะสังเกตภาวะหยุดหายใจในขณะหลับในช่วงอายุนี้ ภาวะหยุดหายใจในขณะหลับเป็นความผิดปกติในการนอนหลับ ซึ่งเด็กจะหยุดหายใจชั่วคราว และหยุดหายใจอยู่เรื่อยๆ ในขณะนอนหลับ

สาเหตุอาจเกิดการที่มีสิ่งของอะไรเข้าปิดกั้นทางเดินหายใจ หรือทำให้เขาหายใจได้ไม่เป็นปกติ เด็กอาจจะมีต่อมอะดีนอยส์และต่อมทอนซิลโต ไม่สบายบ่อยๆ เป็นภูมิแพ้ มีภาวะคางสั้น เพดานปากแหว่ง หรือระบบประสาทยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่เป็นโรคอัมพาตทางสมอง และดาวน์ ซินโดรม มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหานี้มากกว่าเด็กทั่วไป ในระหว่างหลับ เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะกรนเสียงดัง หายใจหอบ หรือไอ นอกจานี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หรือทิ้งช่วงในการหายใจนาน เด็กอาจดูเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติ เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นมักจะตื่นกลางดึกบ่อยๆ และดูเหมือนนอนไม่พอในช่วงกลางวัน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษา ก็อาจนำไปสู่ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ จึงจำเป็นต้องพูดคุยกับคุณหมอ ถ้าทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยส์คือตัวการของปัญหา คุณหมอก็อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัด คุณหมออาจแนะนำให้ทำการตรวจสอบการนอนหลับที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยให้วินิจฉัยโรคและเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ในสัปดาห์แรกของเดือนที่ 10 นี้ ลูกของคุณจะมีนิสัยบางอย่าง รวมทั้งการเอาหัวโขกกับสิ่งต่างๆ โยกตัว และกลิ้งตัว ดูเหมือนว่าลูกน้อยจะค้นพบจังหวะของตัวเอง คุณไม่สามารถบังคับให้เด็กเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ถ้าเขายังไม่พร้อม แต่เคล็ดลับเหล่านี้อาจช่วยให้ทั้งคุณและลูกอยู่กับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็จะเลิกไปเอง

  • นอนกอดลูกของคุณให้มากเป็นพิเศษ และโยกตัวไปมา
  • ให้หากิจกรรมเข้าจังหวะที่เหมาะกับเด็ก อย่างเช่น การเล่นโยกตัวกับลูกน้อยบนเก้าอี้โยก หรือสาธิตให้เขาเห็นว่าจะโยกเก้าอี้โยก (ของเด็ก) ด้วยตัวเองยังไง ให้เขาเล่นเครื่องดนตรีที่สามารถทำให้เกิดเสียงได้ หรือเกมส์อื่นๆ ที่เล่นกับมือและนิ้วได้
  • ปล่อยให้เด็กเล่นอย่างเต็มที่ในตอนกลางวัน
  • สร้างความรู้สึกผ่อนคลายในช่วงก่อนนอนเป็นประจำ ด้วยการกอด นวดเบาๆ และการโยกตัว
  • ถ้าลูกของคุณชอบโยกตัวและเอาหัวโขกตอนอยู่บนเตียงเด็ก ก็ควรลดความอันตรายลงด้วยการตั้งเปลนอนไว้บนพรมหนาๆ และเอาล้อเลื่อนออก เพื่อที่จะได้ไม่กระเด้งกระดอนไปทั่วห้อง ตั้งเตียงให้ห่างจากกำแพง หรือฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และถ้าถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ควรให้นอนนอกเตียงเด็ก คุณต้องตรวจสอบเตียงเด็กเป็นระยะๆ เพื่อดูว่ามีน้อตตัวไหนหลวมบ้างหรือเปล่า

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน