ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 43 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกน้อยอาจเดินในขณะที่คุณจูงมือเขาอยู่ และอาจจะยื่นแขนหรือขาเพื่อช่วยให้คุณแต่งตัวให้เขาได้ง่ายขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน เขาอาจดื่มจากถ้วยด้วยตัวเอง (ถึงแม้ว่าเด็กบางคนอาจทำสิ่งยังไม่ดีนัก ซึ่งต้องรออีกหลายเดือน หรืออีกหนึ่งหรือสองปีนั่นแหละ) และทานอาหารโดยใช้มือหยิบเข้าปากได้

ในสัปดาห์ที่สามของเดือนที่ 10 ลูกน้อยของคุณจะสามารถ…

  • ยืนด้วยตัวเองได้ชั่วขณะ
  • พูดคำว่า  “มาม๊า” อย่างรู้ความหมาย
  • ชี้ไปที่บางสิ่งเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ทารกจะตั้งใจทิ้งสิ่งของเพื่อให้ใครบางคน (ซึ่งก็อาจจะเป็นคุณ) เก็บมันขึ้นมา ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยกับเกมส์ทิ้งสิ่งของ ก็นำสิ่งของออกไปห่างๆ ซัก 2-3 นาที แล้วหาอะไรมาหันเหความสนใจจากลูกน้อยแทน อย่างเช่นเกมส์ “จ๊ะเอ๋”

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นัดตรวจสุขภาพสำหรับเด็กในวัยนี้ จึงควรโทร.ปรึกษาแพทย์ ถ้ามีข้อกังวลใดๆ ที่ไม่สามารถรอให้ถึงวันนัดครั้งต่อไปได้

สิ่งที่ควรรู้

ในช่วงนี้ทารกอาจป่วยด้วยไข้หวัดหรือมีไข้ ซึ่งคุณควรเรียนรู้เกี่ยวกับยาปฎิชีวนะเอาไว้

ควรรู้อะไรเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ

พึงระวังในเรื่องการให้ลูกน้อยกินยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นตัวการของของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอาการเจ็บป่วยทางระบบหายใจต่างๆ ฉะนั้นถ้าลูกน้อยมีอาการพวกนี้ ยาปฏิชีวนะก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ การให้ลูกน้อยกินยาปฎิชีวนะพร่ำเพรื่อ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยาได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเวลาที่ลูกน้อยต้องการยาที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียจริงๆ นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร แต่อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง หรืออาการแพ้ที่รุนแรงได้

ควรให้กินยาปฎิชีวนะเมื่อไร

คุณควรให้ยาปฏิชีวนะตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น และควรให้ลูกน้อยกินยาจนหมดด้วย การหยุดกินยาก่อนอาจไม่ช่วยให้อาการป่วยหายขาดได้ หรืออาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้นได้

ให้ยาปฏิชีวนะอย่างไร

หากลูกน้อยอาเจียนหลังได้รับยาปฏิชีวนะ และมียาที่กินเข้าไปเกือบทั้งหมดออกมาด้วย คุณก็สามารถให้ลูกน้อยกินยาใหม่ได้ หากเขาอาเจียนหลังจากกินเข้าไปหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายดูดซึมยาเข้าไปหมดแล้ว ก็อย่าให้กินยาอีก เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงของการกินยาเกินขนาดได้ คุณควรหาสาเหตุของการอาเจียน เป็นเพราะเขาสำลักหรือเป็นเพราะเขาป่วยกันแน่?

ยาบางชนิดสามารถนำมาผสมกับอาหารได้ เช่น แอ๊ปเปิ้ลซอส เพื่อช่วยทำให้ยามีรสชาติดีขึ้นได้ หรืออีกวิธีหนึ่งคือใช้หลอดหยดยาหรือหลอดฉีดยา ในการส่งยายาเข้าไปที่ลำคอของลูกน้อย วิธีนี้น่าจะได้ผลกว่าการใช้ช้อนป้อน

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

การขบฟัน

ก็เหมือนกับการโขกศีรษะ การกลิ้งตัว การดึงผม หรือการดูดนิ้วมือนั่นแหละ เด็กบางคนชอบขบฟัน เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียด การขบฟันอาจมีผลกระทบต่อพัฒนาการของฟันน้ำนมและฟันแท้ ซึ่งเกิดจากสองสาเหตุด้วยกัน คือความเครียดและความอยากรู้อยากเห็น

การให้ความรักและเอาใจใส่เป็นพิเศษก่อนปล่อยให้งีบหลับหรือเข้านอน อาจช่วยลดความต้องการขบฟันลงได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กจะเลิกนิสัยนี้ เมื่อมีพัฒนาการทางด้านการแก้ปัญหา และก่อนที่จะเกิดความเสียหายใดๆ กับฟัน

ความเครียดไม่ใช่สาเหตุของการขบฟันเสมอไป บางครั้งเด็กก็ค้นพบการกระทำโดยบังเอิญ เมื่อมีฟันซี่ใหม่กำลังขึ้น จากนั้นก็รู้สึกสนุกกับความตื่นเต้นและเสียงของมัน และเมื่อโตขึ้นก็ยิ่งมีความชำนาญมากขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็จะเลิกให้ความสนใจกับพฤติกรรมนั้นแล้ว

ถ้าคุณพบว่าการขบฟันของเด็กยิ่งมีถี่ขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลดลง  และคุณรู้สึกเป็นกังวลว่าเขาอาจจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับฟันได้ คุณก็ควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพย์

การกัด

นี่เป็นธรรมชาติของเด็กที่จะทดสอบการใช้ฟันกับทุกสิ่งทุกอย่าว การกัดอาจกลายเป็นนิสัยไม่ดีเมื่อมีฟันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งใครที่ตกเป็นเหยื่อก็อาจรู้สึกเจ็บปวดได้

การกัดครั้งแรกนั้นเป็นการหยั่งเชิง ลูกน้อยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าทำให้ใครเจ็บหรือเปล่า จากนั้นเขาก็จะค้นพบความสนุกนานจากปฎิกิริยาโต้ตอบของผู้คน เขาค้นพบการแสดงออกทางสีหน้าของแม่เมื่อเขากัดไหล่แม่อย่างสนุกสนาน การมองอย่างสะดุ้งและเสียงร้องของพ่อก็ฟังดูตลกดี และการพูดว่า “ไม่น่ารักเลยที่มากัดยายเนี่ย” จากคุณยาย ก็เหมือนเป็นสัญญานที่ทำให้เขาสามารถกัดได้ และนั่นทำให้เขายิ่งชอบกัดมากขึ้นเรื่อยๆ

วิธีตอบโต้การกัดของลูกน้อยที่ดีที่สุดก็คือ ดึงตัวเจ้านักกัดตัวน้อยออกจากรอยกัดอย่างสงบ พร้อมกับพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “อย่ากัดนะ” แล้วหันเหความสนใจของเขาอย่างรวดเร็วด้วยเพลง ของเล่น หรืออะไรอย่างอื่น ทำแบบนี้ทุกครั้งที่เขากัด แล้วเขาจะรู้ได้เองว่าไม่ควรทำอย่างนั้น และการกัดตอบเขาไปจะย่ิงทำให้เรื่องเลวร้ายเข้าไปกันใหญ่ การกระทำแบบนั้นไม่เพียงแต่ดูดุร้ายเท่านั้นนะ แต่เป็นการบอกลูกแบบไม่สุภาพนักว่า นี่คือการกระทำที่ยึกหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน เรื่องพวกนี้จะทำให้เด็กเปลี่ยนไป รวมทั้งสิ่งที่คุณควรต้องรู้เกี่ยวกับการดูแลลูกน้อยอย่างถูกต้องด้วย

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน