ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 45 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกน้อยจะพูดออกมาเป็นคำๆ และรู้จักความหมายของคำที่พูดออกมาแล้ว สมองจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับความสามารถในการใช้เหตุผลและการพูด

ในสัปดาห์แรกของเดือนที่ 11 ลูกน้อยของคุณจะสามารถ…

  • ลุกขึ้นนั่งจากท่าคลานได้
  • หยิบสิ่งของชิ้นเล็กๆ ด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วมืออื่นๆ (ควรเก็บข้าวของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก)
  • เข้าใจคำว่า “ไม่” แต่ก็ไม่ได้เชื่อฟังเสมอไป

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ลูกน้อยในช่วงวัยนี้จะเลียนเสียงคำต่างๆ และการทำเสียงสูงเสียงต่ำ เขาอาจทำตามคำสั่งง่ายๆ อย่างเช่น “หยิบลูกบอลให้แม่หน่อย” หรือ”หยิบช้อนขึ้นมาลูก” ช่วยเขาเรียนรู้ได้ดีขึ้น ด้วยการแยกคำสั่งที่ซับซ้อนให้เหลือคำสั่งง่ายๆ แค่ขั้นตอนเดียว พร้อมกับใช้ท่าทางประกอบคำสั่งนั้นด้วย

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่มักไม่ได้นัดหมายการตรวจสุขภาพของลูกน้อยเดือนนี้ เพราะเด็กในช่วงวัยนี้ไม่ชอบให้อุ้มในระหว่างที่ไปพบคุณหมอ เด็กที่กลัวคนแปลกหน้าอาจไม่อยากพบหมอ ไม่ว่าคุณหมอจะใจดีหรือเป็นมิตรเพียงใดก็ตาม จึงควรใช้วิธีโทร.หาคุณหมอ ถ้าคุณมีความกังวลใดๆ ที่รอให้ถึงวันนัดครั้งต่อไปไม่ได้

สิ่งที่ควรรู้

ลูกน้อยของคุณสามารถเดินได้แล้ว คุณอาจจะสังเกตว่าขาของเขาไม่ตรง หัวเข่าอาจดูเหมือนบิดเข้าหากัน ซึ่งอาการแบบนี้เรียกว่า ‘ขาโก่ง’ คุณไม่ควรต้องเป็นกังวลมากเกินไป ลูกของคุณจะเริ่มไม่อยู่นิ่ง และเคยชินกับการเดินและวิ่ง ซึ่งจะทำให้ขาแข็งแรงขึ้น และนี่คือข้อมูลที่อาจจะช่วยคุณได้

ขาโก่ง

แม้แต่นางแบบบนแคทวอล์คก็อาจเคยมีอาการขาโก่งมาก่อน ตอนที่พวกเธอหัดเดินเป็นครั้งแรก เด็กส่วนใหญ่มักจะมีขาโก่งในช่วงหนึ่งหรือสองขวบ จากนั้นเขาก็ใช้เวลาในการเดินมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้หัวเข่าบิดเข้าหากัน (แต่ข้อเท้ากลับหันออกจากกัน) แต่พอถึงช่วงที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นวัยรุ่น หัวเข่าและข้อเท้าก็จะเรียงเป็นเส้นตรง ทำให้ขามีรูปร่างตามปกติ โดยไม่ต้องใช้รองเท้าชนิดพิเศษหรือเครื่องดามขา

คุณอาจสังเกตเห็นอาการผิดปกติในขาเด็กได้เป็นครั้งคราว บางทีก็มีขาโก่งข้างเดียว หรือเข่าข้างบิดเข้ามาข้างใน หรือบางทีหัวเขาของลูกน้อยก็บิดเข้าหากัน หรืออาการขาโก่งก็มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลูกน้อยเริ่มหัดเดิน ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีประวัติขาโก่ง ก็อาจต้องมีการตรวจร่างกายลูกน้อยให้ละเอียดขึ้นโดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรมกระดูกในเด็ก การรักษาก็ขึ้นอยู่สภาพของเด็กแต่ละคน คุณอาจจำเป็นต้องสังเกตอาการของโรคกระดูกอ่อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการขาโก่งถาวร ซึ่งป้องกันได้ด้วยการให้กินนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอื่นๆ ที่มีวิตามิน ดี

หกล้ม

เด็กในช่วงวัยนี้จะทำให้รู้สึกใจหายใจคว่ำได้ เพราะจะต้องเจอกับอาการปากแตก ตาเขียวคล้ำ หัวโน รอยฟกช้ำ และอาการอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน จริงๆ แล้ว ซึ่งถ้าคิดให้ดี…นี่บทเรียนที่จะทำให้ลูกน้อยระวังตัวในครั้งต่อไปได้เอง ดีกว่ามีอาการสบายดี แต่ไม่ได้เรียบรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวเลย

เด็กบางคนเรียนรู้คำเตือนได้อย่างรวดเร็ว หลังจากคว่ำโต๊ะกาแฟเป็นครั้งแรก ลูกน้อยจะล่าถอยไปสองสามวัน แล้วจากนั้นก็ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนเด็กคนอื่นๆ (คนที่ชอบทำอะไรตื่นเต้นๆ) ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้ในการระมัดระวังตัว ไม่รู้จักความกลัว ไม่รู้จักความเจ็บปวด หลังจากหกล้มหัวคะมำไปได้ห้านาที ก็กลับมาหกล้มหัวคะมำกันอีกแล้ว

การเรียนรู้ที่จะเดินเป็นการลองผิดลองถูก หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือ…เดินแล้วต้องล้ม คุณไม่ควรและไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกระบวนการนี้ได้ คุณมีหน้าที่แค่จัดเตรียมหรือทำอะไรให้การหกล้มนั้นมีความปลอดภัยมากที่สุด ในขณะที่การชนเข้ากับขอบโซฟาอาจทำให้เขาเสียน้ำตา แต่การชนเข้ากับมุมแหลมๆ ของโต๊ะกระจก ก็อาจทำให้เขาเลือดออกได้ ในการลดอาการบาดเจ็บที่รุนแรงนั้น คุณก็ต้องแน่ใจว่าภายในบ้านนั้นมีความปลอดภัยสำหรับลูกน้อย และถึงแม้ว่าคุณจะเคลื่อนย้ายสิ่งที่อาจเป็นอันตรายออกจากเส้นทางของลูกน้อยหมดแล้ว ก็ควรจำไว้ด้วยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่ทำหน้าที่ระวังภัยให้เขานั่นแหละ

การบาดเจ็บที่รุนแรงอาจเกิดขึ้นได้แม้ในบ้านที่มีความปลอดภัยมากที่สุดแล้ว คุณจึงควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อม และรู้ว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วต้องทำยังไง คุณอาจไปเข้าคลาสเรียนการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตลูกน้อยก็ได้

ปฏิกิริยาของพ่อแม่มักมีผลต่อทารกในการตอบสนองกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ถ้าการหกล้มนั้นทำให้พ่อแม่ตื่นตระหนก รีบลนลานเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมกับพร่ำถามลูกน้อยว่า “เป็นอะไรมั้ย?” “เป็นอะไรมั้ย?” การแสดงออกที่เกินความจำเป็นแบบนี้ จะทำให้เด็กยิ่งร้องไห้แม้เขาจะไม่ได้เจ็บจริงๆ ก็ตาม แล้วในไม่ช้าเขาจะกลายเป็นเด็กที่ระมัดระวังเกินเหตุ และไม่ชอบที่ทำอะไรเสี่ยงๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าการตอบสนองของผู้ใหญ่อยู่ในอาการสงบ “อ้าว…หกล้มเหรอ ไม่เป็นไรนะ อ่ะ…ลุกขึ้นได้แล้ว”  เด็กก็จะลุกขึ้นโดยไม่รู้สึกตกใจอะไร

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ในสัปดาห์แรกของเดือนที่ 11 คุณอาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับการหย่านมขวด คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการดื่มนมจากขวดเป็นการดื่มนมจากถ้วยได้อย่างราบรื่นขึ้น

  • ทำการหย่านมในเวลาที่เหมาะสม
  • ทำอย่างช้าๆ
  • เก็บขวดให้ห่างจากสายตา
  • ทำอะไรให้ถ้วยดูน่าตื่นเต้นขึ้น
  • เตรียมพบกับความเลอะเทอะ
  • ไม่ต้องหวังอะไรมาก
  • สอนโดยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
  • คิดในทางที่ดีเข้าไว
  • อดทนเข้าไว้
  • ให้ความรักมากเป็นพิเศษ

สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงของลูกคุณ และสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ในการดูแลลูกของคุณ

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน