ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 46 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกน้อยของคุณอาจมีความสุขในการดูหนังสือและการพลิกหน้าไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พลิกไปทีละหน้าก็ตาม เขาอาจจะเพลิดเพลินไปกับหนังสือที่มีรูปภาพสวยๆ หรือติดหนึบอยู่กับหนังสือที่ทำจากกระดาษหนาๆ ที่ใช้นิ้วเล็กๆ เปิดได้ง่าย

ในการเพิ่มความหลากหลายให้กับเวลาอ่านหนังสือของลูกน้อย และการค้นหาว่าอะไรที่ดึงดูดเข้าได้มากที่สุดนั้น ก็ลองพาเข้าเข้าห้องสมุด พาไปที่แผนกหนังสือเด็กในร้านหนังสือ หรือลองแลกเปลี่ยนหนังสือกับเพื่อนๆ ดู

ในสัปดาห์ที่ 46 นี้ ลูกของคุณจะสามารถ…

  • ตบมือหรือโบกมือบ๊ายบายได้
  • เดินโดยเกาะเฟอร์นิเจอร์ไปเรื่อยๆ
  • ชี้นิ้วหรือทำท่าทางเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
  • ชอบดูหนังสือและพลิกหน้าหนังสือ

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ลูกน้อยของอาจแสดงอาการขัดขืนอย่างหนักเมื่อต้องแยกจากคุณในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากลูกจะรักและติดคุณมาก ในการทำให้เขาอยู่ห่างจากคุณได้ง่ายขึ้นนั้น ก็ควรแยกจากกันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเขาไปฝากตามสถานรับเลี้ยงเด็กหรือจ้างคนมาดูแลเด็กก็ตาม และไม่ควรร่ำลาลูกน้อยด้วยน้ำตานานเกินไป เพราะอีกเดี๋ยวเขาก็จะกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

คุณสามารถช่วยให้ลูกน้อยพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปช่วยทำอะไรให้เขาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าเขาจำเป็นต้องรู้ว่าคุณอยู่ใกล้ๆ และสามารถพึ่งได้เสมอ ฉะนั้นถ้าเขาเดินไปที่ห้องอื่น ก็รอซัก 2-3 นาทีก่อนแล้วค่อยเดินตามเขาไป แต่อย่าวิ่งเข้าไปหาทุกครั้งที่เขาร้องเรียก

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่มักไม่ได้นัดหมายการตรวจสุขภาพของลูกน้อยเดือนนี้ เพราะเด็กในช่วงวัยนี้ไม่ชอบให้อุ้มในระหว่างที่ไปพบคุณหมอ เด็กที่กลัวคนแปลกหน้าอาจไม่อยากพบหมอ ไม่ว่าคุณหมอจะใจดีหรือเป็นมิตรเพียงใดก็ตาม จึงควรใช้วิธีโทร.หาคุณหมอ ถ้าคุณมีความกังวลใดๆ ที่รอให้ถึงวันนัดครั้งต่อไปไม่ได้

สิ่งที่ควรรู้

สิ่งที่คุณเป็นกังวลกันเด็กในวัยนี้ก็คือการหย่านมและอาการเจ็บฟัน ซึ่งเคล็ดลับพวกนี้น่าจะช่วยคุณได้

การหย่านม

ถ้าคุณยังให้ลูกกินนมแม่อยู่ วันสุดท้ายของการกินนมก็ขึ้นอยู่กับคุณและลูก นี่เป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้สถานการณ์พิเศษเป็นตัวกำหนด ตอนนี้ลูกน้อยอาจส่งสัญญาณว่าพร้อมจะหย่านมแล้ว รวมทั้งยังแสดงอาการไม่สนใจ หรือทำท่าวอกแวกในช่วงเวลาที่คุณกำลังป้อนนมอยู่ คุณอาจสับสนว่าจะลูกหย่านมตอนนี้เลยดีมั้ย เพราะในบางวันการหย่านมก็ฟังดูจะช่วยให้คุณรู้สึกโล่งใจได้ แต่บางครั้งคุณก็ไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง คุณแม่หลายคนยังคงให้นมต่อไปอีกนาน แต่เมื่อลูกน้อยมีอายุครบหนึ่งขวบแล้วก็ควรจะหยุด

คุณอาจค่อยลดจำนวนครั้งในการป้อนนมลงในแต่ละวัน หรือให้ลูกลองดื่มนมผงหรือนมวัว (ถ้าแพทย์อนุญาต) ถ้าลูกน้อยไม่ยอมกินนมจากขวด คุณก็อาจให้ลูกน้อยดื่มนมจากแก้วแทน ซึ่งเด็กบางคนอาจจะดื่มทุกๆ สองวัน แล้วก็เลิกลาไปเอง คุณอาจลดระยะเวลาการป้อนนมให้สั้นลง โดยใช้คำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ เพื่อชดเชยกับช่วงเวลาแห่งความใกล้ชิดในการป้อนนม
  • พยายามหันเหความสนใจลูกน้อย ถ้าเขาดูเหมือนยังอยากให้ป้อนนมแม่ แล้วดูซิว่าเขาสนใจอย่างอื่นหรือเปล่า หรือจะดื่มนมจากถ้วยแทนมั้ย
  • วานให้คนอื่นพาลูกน้อยเข้านอนแทนคุณ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ป้อนนมแม่ให้เขากินโดยอัตโนมัติ
  • ถ้าคุณมีนมคัด ก็ประคบด้วยความเย็น และใช้มือปั๊มนมออกในช่วงในช่วงสองสามวันแรก หรือกินยาแก้ปวดถ้าจำเป็น
  • ถ้าลูกแสดงอาการขัดขืน ก็ลองป้อนนมลูกต่อไปอีกหน่อย แล้วค่อยให้หย่านมใหม่

ลูกปวดฟัน

ด้วยความที่ฟันน้ำนมต้องหลีกทางให้ฟันแท้ในวันใดวันหนึ่ง จึงไม่ควรเป็นกังวลกับรอยแตกบนฟันมากนัก ไปกังวลกับการหกล้มบ่อยๆ ของลูกน้อยแทนจะดีกว่า และไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องความสวยความงามมากนักด้วย ขั้นแรกก็ตรวจสอบฟันอย่างรวดเร็ว ถ้ามีฟันที่มีขอบคมๆ ก็ควรปรึกษากับทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์อาจแก้ปัญหาด้วยทำการครอบฟันหรืออุดฟัน

คุณควรปรึกษาทันตแพทย์ทันที ถ้าลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการเจ็บฟัน (และยังมีอาการต่อไปอีกหลายวัน)
  • ถ้าฟันมีอาการโยก ติดเชื้อ หรือมีอาการเหงือกบวม
  • ถ้าเห็นจุดสีชมพูอยู่ตรงกลางฟันที่แตก

อาการพวกนี้บ่งบอกว่ามีเศษกระดูกฟันที่แตกเข้าไปในเส้นประสาท ซึ่งในกรณีนี้แพทย์จะทำการเอ็กซ์เรย์ดูว่าจะต้องถอนฟันหรือหรือต้องรักษาเส้นประสาทหรือเปล่า ถ้าไม่ทำการรักษาอาการบาดเจ็บที่เส้นประสาท ก็อาจทำให้ฟันเกิดความเสียหายอย่างถาวรได้

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ในสัปดาห์ที่สองของเดือนที่ 11 คุณอาจจะมีความกังวลมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการฝึกเข้าห้องน้ำ

ควรรอให้ลูกน้อยมีอายุ 18-24 เดือนซะก่อน แล้วค่อยฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีพัฒนาการที่พร้อมจะได้รับการฝึกแล้ว

ทางด้านร่างกาย

สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเด็กพร้อมจะได้รับการฝึกเข้าห้องน้ำก็คือ…

  • มีการขับถ่ายเป็นเวลา และคาดการณ์ได้
  • มีความสามารถในการกลั้นปัสสาวะได้อย่างน้อยสองชั่วโมง
  • เวลาปัสสาวะ และไม่เหลือปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเลย
  • ดึงกางเกงขึ้นลงได้ และสามารถขึ้นนั่งและลงโถชักโครกหรือกระโถนได้
  • สัญญานความพร้อมอื่นๆ ซึ่งได้แก่ เข้าใจความหมายของคำว่าห้องน้ำ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้

ทางด้านอารมณ์

ส่วนความพร้อมทางด้านอารมณ์นั้น ลูกน้อยของคุณก็ควรมีสัญญานต่อไปนี้…

  • ลูกน้อยรู้ตัวว่าเขาฉี่เต็มผ้าอ้อม เขาอาจจะนั่งยองๆ ที่มุมห้อง หรือบอกคุณด้วยคำพูดหรือท่าทางว่าเขาจะต้องไปถ่ายแล้ว
  • ลูกน้อยอาจรู้สึกไม่พอใจเวลาที่ถ่ายใส่ผ้าอ้อม
  • นี่คือข้อกำหนดเบื้องต้น ที่บ่งบอกว่าเขาพร้อมจะเรียนรู้ทักษะที่มีความสำคัญนี้แล้ว

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน