ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 48 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ถ้าลูกน้อยยังเดินไม่ได้ ก็มีแนวโน้มจะเดินได้ด้วยตัวเองในเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้าเขายังไม่เดิน ก็ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร เพราะเด็กโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเริ่มเดินในช่วงเดือนที่ 16 หรือเดือนที่ 17

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 11 ลูกน้อยของคุณจะสามารถ…

  • ยืนได้ด้วยตัวเอง
  • เดินได้อย่างคล่องแคล่ว
  • สามารถบอกความต้องการของตนได้ด้วยวิธีอื่นแทนที่จะร้องไห้
  • เล่นลูกบอลได้ (กลิ้งลูกบอลมาหาคุณ)
  • ดื่มจากแก้วได้ด้วยเอง
  • ใช้ภาษาเฉพาะสำหรับเด็ก (การพูดเจื้อยแจ้วที่มีเสียงเหมือนกำลังพูดภาษาต่างประเทศอยู่)
  • ทำตามคำสั่งได้โดยไม่ต้องใช้ท่าทาง
  • พูดได้อีกสองสามคำนอกเหนือจากคำว่า “มาม๊า”

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณควรให้ลูกน้อยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อช่วยส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และไม่ปล่อยให้ลูกรู้สึกไม่ได้รับความสนใจ และเตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้พร้อม

ไม่มีอะไรจะทำให้สุขใจไปกว่าการได้เห็นก้าวแรกของลูกน้อยอีกแล้ว คุณสามารถช่วยลูกน้อยด้วยการยืนหรือคุกกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาและจับมือลูกน้อยไว้ หรือจับเมือเขาไว้ทั้งสองข้างแล้วให้เขาเดินมาหาคุณ โดยทั่วไปเด็กจะเริ่มเดินด้วยท่าทางที่กางแขนทั้งสองข้างออกและงอข้อศอก เท้าชี้ออกไปทางด้านนอก และท้องยื่นไปทางด้านหน้า ในขณะที่ก้นยื่นไปด้านหลังเพื่อการทรงตัว

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่มักไม่ได้นัดหมายการตรวจสุขภาพของลูกน้อยเดือนนี้ เพราะเด็กในช่วงวัยนี้ไม่ชอบให้อุ้มในระหว่างที่ไปพบคุณหมอ เด็กที่กลัวคนแปลกหน้าอาจไม่อยากพบหมอ ไม่ว่าคุณหมอจะใจดีหรือเป็นมิตรเพียงใดก็ตาม จึงควรใช้วิธีโทร.หาคุณหมอ ถ้าคุณมีความกังวลใดๆ ที่รอให้ถึงวันนัดครั้งต่อไปไม่ได้

สิ่งที่ควรรู้

คุณควรรู้ถึงอาการของโรคอีสุกอีใสแต่เนิ่นๆ ควรสังเกตจุดสีแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นโรคอีสุกอีใส อาการของโรคจะแสดงให้เห็นได้ภายใน  10-21 หลังจากที่ลูกได้รับเชื้อ

อาการของโรคอีสุกอีใส

คุณจะสังเกตเห็นผื่นคันที่เป็นจุดแดงๆ บนผิวหนัง แล้วพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสๆ ก่อนจะแห้งและตกสะเก็ดในเวลาต่อมา ซึ่งจะเกิดขึ้นตามร่างกายและหนังศีรษะก่อน จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังใบหน้า แขน และขา ลูกน้อยอาจจะมีอาการเหนื่อย ไม่อยากอาหาร และมีไข้ต่ำๆ

จะทำอย่างไรเมื่อพบว่าลูกเป็นโรคอีสุกอีใส

คุณอาจปรึกษาแพทย์เมื่อพบว่าลูกเป็นอีสุกอีใส และควรตัดเล็บมือให้ลูก เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกาหรือแกะแผล เพราะอาจทำให้ติดเชื้อและเป็นแผลเป็นได้ พ่อแม่บางท่านอาจสวมถุงมือผ้าฝ้ายให้ลูก คุณสามารถลดอาการคันให้ลูกได้ ด้วยการให้ลูกน้อยแช่น้ำเย็นที่ผสมเบคกิ้งโซดาหรือข้าวโอ้ต และทาคาลาไมน์หลังอาบน้ำเสร็จ คุณอาจให้ลูกรับประทานยาอะเซตามิโนเฟนเพื่อลดไข้ แต่ไม่ควรให้ลูกทานแอสไพริน

คุณควรปรึกษาแพทย์เมื่อลูกมีอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งอาการของโรคอีสุกอีใสก็ได้แก่…

  • มีตุ่มเกิดขึ้นหลายที่ตามร่างกาย
  • มีตุ่มขึ้นในปากหรือดวงตา
  • มีไข้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน
  • ผิวหนังบวม อ่อนนุ่ม หรือแดง

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 11 คุณอาจมีความกังวลหลายอย่าง  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการดูดจุกนมปลอม คุณอาจรู้สึกเหมือนกำลังจะทำให้ลูกต้องพรากจากสิ่งที่เขารักไป แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการให้ลูกหยุดดูดจุกนมปลอมในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว

มีเหตุผลที่ควรให้ลูกน้อยหยุดดูดจุกนมปลอมอยู่สองประการคือ หนึ่ง…ยิ่งคุณปล่อยให้ลูกน้อยใช้จุกนมปลอมไปนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เขาเลิกยากมากขึ้นเท่านั้น และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการพัฒนาทางด้านการพูด การดูดจุกนมปลอมจะทำให้เด็กมีโอกาสพูดได้น้อยลง

การให้ลูกเลิกดูดจุกนมปลอมอาจเป็นเรื่องยาก คุณควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำกัดการใช้ในช่วงกลางวัน แล้วหลังจากนั้นก็จำกัดการใช้ในช่วงกลางคืนด้วย นอกจากนี้ก็ลองให้ลูกเปลี่ยนจากจุกนมไปเล่นตุ๊กตายัดนุ่นแทน

แล้วลูกน้อยจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในเดือนหน้า…

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน