ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูล พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 7 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ถึงเวลาจะผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว แต่ลูกน้อยกับรับรู้ได้แล้วว่า เขาสามารถไว้วางใจคุณได้ และยังจดจำเสียงของคุณได้อีกด้วย ซึ่งการได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของพ่อแม่นั้น จะช่วยทำให้ลูกน้อยปรับตัวเข้ากับโลกใหม่นอกครรภ์มารดาได้ง่ายขึ้น และทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ฉะนั้นยิ่งคุณพูดคุยกับเขาได้มากเท่าไหรก็ยิ่งดี ลูกน้อยอาจไม่เข้าใจคำพูดของคุณ แต่รับรู้ได้ถึงความรักที่คุณมีต่อเขา

ในสัปดาห์นี้ทารกจะมีพัฒนาการดังต่อไปนี้

  • เมื่อจับอยู่ในท่านอนคว่ำ ลูกน้อยจะสามารถชันคอขึ้นมาได้ประมาณ 45 องศา
  • สามารถส่งเสียงอื่นๆ ได้มากกว่าการร้องไห้ เช่น ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ
  • สามารถยิ้มตอบคุณได้ เมื่อคุณยิ้มให้

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

ในช่วงสัปดาห์นี้ ทารกจะตื่นบ่อยขึ้นในช่วงระหว่างวัน ฉะนั้นใช้ช่วงเวลานี้ช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสของเขาซะ โดยการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงกล่อมเด็ก ถึงแม้ว่าลูกน้อยจะไม่เข้าใจ แต่เขาสามารถแสดงปฎิกิริยาตอบสนองต่อเพลงที่คุณร้องได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องร้องแต่เพลงเด็กๆ คุณสามารถใช้เพลงได้ตามใจชอบ ตั้งแต่เพลงป๊อปไปจนถึงเพลงคลาสสิค และสังเกตดูว่าลูกน้อยชอบเพลงแบบไหน ถ้าเขาชอบเขาจะแสดงออกด้วยการขยับปาก เคลื่อนไหวแขนอย่างรวดเร็ว และขยับเท้าเล็กๆ ไปมา

ตอนนี้ ลูกน้อยจดจำเสียงของคุณได้แล้ว ซึ่งการได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนั้น จะช่วยให้ลูกน้อยสามารถปรับตัวเข้ากับโลกใหม่นอกครรภ์มารดา และทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ฉะนั้น จึงควรพูดคุยกับลูกน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาอาจไม่เข้าใจคำพูดของคุณ แต่รับรู้ได้ถึงความรักที่คุณมีให้เค้า

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณหมออาจอาจทำการตรวจสอบต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพของลูกคุณว่าตอนนั้นเป็นยังไง ถ้าคุณมีนัดไปพบคุณหมอในช่วงสัปดาห์นี้ ก็ควรปรึกษากับคุณหมอในเรื่องต่อไปนี้

  • ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการป้อนอาหาร การนอน พัฒนาการ และการดูแลความปลอดภัยของลูกน้อย
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ

สิ่งที่ควรรู้

  • สิวในทารก

นี่อาจฟังดูแปลก แต่สิวสามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ สิวในทารกส่งผลกระทบต่อเด็กแรกเกิดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่สองและสาม และจะหายไปเมื่อทารกมีอายุ 4-6 เดือน ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของสิวในทารก แต่มีความเชื่อว่า น่าจะเกิดจากฮอร์โมนต่างๆ ที่ได้รับจากมารดาในระหว่างอยู่ในครรภ์ ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะไปกระตุนต่อมเหงื่อของทารก ส่งผลให้เกิดสิวขึ้นมาได้ สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือรูขุมขนของทารกแรกเกิดนั้นยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันได้ง่าย จึงควรรักษาความสะอาด โดยใช้แต่น้ำเปล่าล้างวันละ 2-3 ครั้ง แล้วใช้ผ้าซับให้แห้ง สิวจะหายไปเองภายใน 2-3 เดือน โดยไม่ทิ้งแผลเป็นเอาไว้ อย่าบีบสิว ตามหลักการแล้วคุณควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีข้อข้องใจเกี่ยวกับการดูแลผิวของทารก

  • การเปลี่ยนสีผิว

อย่าตกใจกับการที่สีผิวของลูกน้อยที่ดูเปลี่ยนไป ซึ่งอาการเช่นนี้เป็นผลมาจากระบบหมุนเวียนโลหิตของทารกที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เลือดไหลมากองอยู่ในบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงทำให้สีผิวของลูกน้อยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ และสีผิวจะกลับมาเป็นปกติภายในไม่ช้า

เพื่อความปลอดภัยของทารก

คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้อย่างเคร่งคัด

อย่าปล่อยลูกน้อยไว้เพียงลำพังบนโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อม เตียง เก้าอี้ หรือโซฟา แม้จะเพียงวินาทีเดียวก็ตาม และถ้าบนโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมไม่มีเข็มขัดนิรภัย คุณก็ควรใช้มืออีกข้างหนึ่งจับลูกน้อยเอาไว้ตลอดเวลา

  • อย่าปล่อยลูกน้อยไว้กับสัตว์เลี้ยง
  • อย่าปล่อยทารกไว้ตามลำพังกับญาติพี่น้องที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
  • อย่าปล่อยลูกน้อยไว้ตามลำพังกับพี่สาวที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หรือบุคคลแปลกหน้าที่ไม่สนิทสนมหรือคุ้นเคย
  • อย่าโยนทารกขึ้นลง หรือเขย่าแรงๆ แม้ว่าจะเป็นการแหย่เล่นก็ตาม หรือแม้แต่การโยนทารกขึ้นไปในอากาศก็ไม่ควรทำ
  • อย่าทิ้งทารกไว้ในบ้านตามลำพัง แม้ว่าคุณจะออกไปข้างนอกแค่ 1-2 นาทีก็ตาม
  • อย่าปล่อยให้ทารกคลาดสายตาในขณะช้อปปิ้ง เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือนั่งเล่นในสนามเด็กเล่น
  • หลีกเลี้ยงการใช้โซ่หรือเชือกทุกชนิดกับทารก หรือกับของเล่นทุกอย่างของทารก
  • อย่าวางแผ่นพลาสติกที่ใช้สำหรับห่อหุ้มอาหารไว้บนที่นอน หรือในที่ๆ ทารกหยิบได้
  • อย่าวางทารกไว้ใกล้กับหน้าต่างที่ไม่มีการป้องกัน แม้จะเพียง 1-2 นาที หรือแม้ว่าทารกจะหลับอยู่

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

  • การใช้ผ้าห่อตัวลูกน้อย

คุณอาจจะกังวลเกี่ยวกับการห่อตัวทารก ซึ่งการห่อตัวก็คือการใช้ผ้าห่มบางๆ ห่อตัวทารกเอาไว้อย่างมิดชิด ทารกจำนวนมากจะรู้สึกสบายจากการห่อตัวและนอนหลับได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ทารกที่เป็นโรคโคลิคมีอาการดีขึ้นได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ทารกบางคนก็อาจจะชอบการนอนแบบที่ไม่มีการห่อตัวมากกว่า ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน คุณจึงควรเลือกการห่อตัวตามความเหมาะสม เด็กทุกคนจะต้องเติบโตขึ้นในที่สุด และเมื่อนั้นทารกก็อาจจะไม่อยากโดนห่อผ้าแล้วก็ได้ โดยสังเกตได้จากการพยายามที่จะถีบผ้าห่อตัวออก ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็อาจกลายเป็นความไม่ปลอดภัยได้ เพราะผ้าห่มผืนนั้นอาจหลุดขึ้นพันคอและหน้าตาของทารกได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ขาดอาการหายใจ ดังนั้นเมื่อทารกเคลื่อนไหวแขนขาได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ก็ไม่ควรใช้ผ้าห่อตัวทารกอีกต่อไป

  • การพาลูกน้อยออกไปเที่ยวนอกบ้าน

เมื่อคุณพาลูกน้อยออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ก็ควรสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้เขา เพื่อปกป้องร่างกายจากสภาพอากาศภายนอก และควรหาอะไรใส่ให้เขาเป็นพิเศษ ถ้ามีแนวโน้มว่าอากาศจะเย็นลง ถ้าอากาศข้างนอกเย็นจัดหรือร้อนจัด ก็ควรจำกัดเวลาในการอยู่นอกบ้าน อย่าปล่อยให้ลูกน้อยโดนแสงแดดโดยตรง แม้ว่าจะเป็นวันที่อากาศดีก็ตาม และถ้าคุณพาลูกน้อยออกไปขับรถเล่น ก็ต้องแน่ใจว่าเบาะะนิรภัยสำหรับเด็กอยู่ในรถด้วย

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน