ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาล่ะก็ นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 8 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้สมองของลูกน้อยมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย ซึ่งภายในไตรมาสแรกนี้อาจจะใหญ่ขึ้นได้ถึง 5 เซ็นติเมตรเลยนะ

คุณอาจสังเกตลูกน้อยมีช่วงตื่นตัวและช่วงเงียบเป็นช่วงสั้นๆ ก็ไม่ต้องกังวลอะไร นี่เป็นเรื่องปกติ ลูกน้อยกำลังกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมของเขาอยู่ นี่จึงเป็นเวลาดีให้คุณได้ทำอะไรที่สามารถโต้ตอบกับเขาได้ คุณอาจจะพูดคุย ร้องเพลง หรือบรรยายรายละเอียดว่าคุณกำลังทำอะไร ลูกน้อยอาจจะไม่เข้าใจ แต่จะเรียนรู้และซึมซับน้ำเสียงและการแสดงออกของคุณเอาไว้

ในสัปดาห์นี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะ…

  • ชันศีรษะขึ้น 90 องศา เวลานอนคว่ำ
  • ยกคอตั้งขึ้นได้เมื่อจับตัวตั้งตรง
  • นำมือสองข้างมาประสานกันได้
  • มีอาการเงียบผิดสังเกต ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะลูกน้อยกำลังสังเกตและเรียนรู้อยู่

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของลูกน้อย คุณควรใช้เวลาตอนที่เขากำลังเงียบๆ นี้ พูดคุย สื่อสาร ร้องเพลง หรือบรรยายภาพให้ลูกน้อยฟัง คุณสามารถพูดคุยไปพร้อมๆ กับลูบไล้เนื้อตัวลูกน้อยด้วยความรัก ในขณะที่เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือป้อนอาหาร นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือลูกน้อยในการพัฒนาทักษะทางด้านภาษา การได้ยิน และการมองเห็น

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

คุณอาจเคยพาลูกน้อยไปพบคุณหมอมาแล้ว ซึ่งในระหว่างตรวจร่างกายตามปกตินั้น คุณหมออาจจะทำการตรวจตามรายการต่อไปนี้

  • ฟังเสียงหัวใจเต้นผ่านทางหูฟัง และมองการเต้นของหัวใจบริเวณหน้าอก
  • ตรวจคลำบริเวณท้อง ตรวจหาความผิดปกติของสะโพก ตรวจสอบข้อต่อโดยการขยับขาทั้ง 2 ข้างไปมา
  • ตรวจสอบพัฒนาการการเคลื่อนไหวของมือ แขน เท้า และขา
  • ตรวจหาความผิดปกติบริเวณหลังและกระดูกสันหลัง
  • ตรวจตาด้วยเครื่องตรวจหรือปากกาไฟฉาย เพื่อตรวจสอบปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (Reflex) การโฟกัสภาพ และเการทำงานของท่อน้ำตา นอกจากนี้ก็ใช้เครื่องตรวจ เพื่อตรวจสี ของเหลว และการเคลื่อนไหวของหู
  • ใช้เครื่องตรวจจมูก เพื่อดูสีและเยื่อบุผิวในช่องจมูกด้วย
  • ตรวจช่องปากและช่องคอ โดยใช้ไม้กดที่ลิ้น เพื่อดูสี การอักเสบ และฝี
  • ตรวจคอเพื่อดูการเคลื่อนไหว ต่อมไทรอยด์ และขนาดของต่อมน้ำเหลือง (ต่อมน้ำเหลืองจะคลำหาได้ง่ายในเด็กทารก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ)
  • ตรวจหาอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
  • ใช้มือตรวจคลำหารอยบุ๋มบริเวณศีรษะ
  • ตรวจการหายใจและการทำงานของหัวใจ โดยการสังเกต ใช้หูฟัง หรือเคาะเบาๆ บริเวณหน้าอกและหลัง
  • ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธ์ เช่นไส้เลื่อน ภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุง ทวารหนักแตกหรือปริ
  • ตรวจอาการของสายสะดือ และการขลิบอวัยวะเพศ (ถ้าลูกของคุณได้รับการขลิบ)
  • ตรวจผิวหนังเพื่อดูสี ผื่นคัน และตำหนิต่างๆ เช่นปาน
  • ตรวจการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นด้วย

สิ่งที่ควรรู้

  • การขลิบอวัยวะเพศ

ในช่วงสัปดาห์นี้ ลูกน้อยของคุณอาจได้รับการขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศ ซึ่งจะมีความเจ็บปวด และบางครั้งก็จะมีเลือดออกหลังขลิบเล็กน้อย ก็ถือเป็นเป็นเรื่องปกติ และไม่มีอะไรต้องกังวล การใช้ผ้าอ้อมสองชั้นในช่วงวันแรก จะช่วยเพิ่มนุ่มในการรองรับอวัยวะเพศของเด็ก และช่วยป้องกันไม่ให้ต้นขาไปกดทบอวัยวะเพศด้วย

อย่าลืมรักษาความสะอาดในบริเวณนั้น และงดอาบน้ำในช่วงนี้จนกว่าแผลจะหายดี

  • การสะอึก

เด็กบางคนไม่ได้เพิ่มมีอาการสะอึกหลังคลอดนะ พวกเขาสะอึกกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่านั่นคือปฎิกิริยาของร่างกายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ อีกทฤษฎีหนึ่งก็บอกว่า เด็กจะเกิดอาการสะอึกเวลาที่ดื่มนมจากขวดหรือเต้านมมารดา โดยกลืนอากาศเข้าไปอยู่ในท้องด้วย เด็กๆ จะไม่รู้สึกเป็นการรบกวนอะไรเวลาที่สะอึก

  • การจาม

การพบน้ำคร่ำและน้ำมูกจำนวนมากในระบบทางเดินหายใจของทารกนั้นถือเป็นเรื่องปกติ การจามบ่อยๆ จะช่วยให้ทารกสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออกไปจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งก็คล้ายๆ กับการที่ผู้ใหญ่สูดพริกไทยเข้าไป แล้วเกิดอาการจามติดๆ กันนั่นแหละ นอกจากนี้ทารกอาจมีการการจามเมื่อโดนแสงสว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด

  • ตาของทารก

ไม่ต้องเป็นกังวลถ้าพบว่าทารกมีอาการตาเหล่หรือตาเข เพราะอาการนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากรอบพับบนผิวหนังที่มุมหัวตา ทำให้ทารกดูเหมือนตาเหล่ เมื่อรอยพับนั้นหดกลับไปเมื่อเติบโตขึ้น ดวงตาก็จะกลับมาดูเป็นปกติ แต่เพื่อความมั่นใจ คุณบอกเล่าความกังวลให้คุณหมดฟังในการไปพบคุณหมดในครั้งต่อไป

ในช่วงเดือนแรกๆ คุณอาจจะสังเกตว่าตาของทารกยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน การเคลื่อนไหวดวงตาแบบนี้ เป็นการบ่งบอกว่าทารกกำลังเรียนรู้ที่จะใช้สายตา และทำให้กล้ามเนื้อตาแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดวงตาทำงานได้ดีขึ้นภายใน 3 เดือน แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือดูเหมือนว่าการทำงานของตาทารกจะไม่ประสานกันจริงๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์ และถ้าทารกมีแนวโน้มที่จะตาเหล่ ควรปรึกษากุมารแพทย์ด้านสายตาต่อไป

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

หนึ่งในกิจวัตรที่คุณควรให้ความใส่ใจก็คือ การดูดจุกนมปลอมสำหรับเด็ก คุณควรศึกษารายละเอียดพวกนี้ก่อนตัดสินใจว่าจะให้ลูกน้อยดูดจุกนมปลอมหรือไม่ และถ้าตัดสินใจให้ดูด ก็ควรจะเริ่มและจบสิ้นเมื่อไรดี

เราจะใช้จุกนมปลอมเป็นช่วงสั้นๆ ในช่วงเวลาป้อนนมลูก ซึ่งมีงานศึกษาวิจัยสรุปเอาไว้ว่า การใช้จุกนมปลอมเร็วเกินไป ไม่ได้ก่อให้เกิดความสับสนระหว่างหัวนมแม่กับจุกนมปลอม หรือมีผลกระทบกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 3 เดือนแรก การใช้จุกนมปลอมนั้นอยู่ในความควบคุมของพ่อแม่ ซึ่งจะช่วยคุณได้มากเวลาป้อนอาหาร กล่อมนอน และต้องเข็นรถเด็กเป็นชั่วโมงๆ

อย่างไรก็ตาม จุกนมปลอมอาจส่งผลเสียได้ ถ้าลูกน้อยของคุณต้องพึ่งมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้รบกวนการเรียนรู้ที่จะนอนด้วยตัวเอง และยังอาจเป็นการรบกวนการนอนหลับด้วย ถ้าจุกนมปลอมหลุดออกจากปากในช่วงกลางดึก แล้วเขาไม่สามารถนอนต่อได้ถ้าไม่ได้ดูดเจ้าสิ่งนี้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณต้องลุกขึ้นมาจับใส่กลับเข้าไปในปากของลูกน้อย ถ้าใช้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อช่วยสนองอาการอยากดูดของลูกน้อย ก็ถือว่าไม่เป็นอันตรายอะไร แต่ถ้าใช้นานเกินไป ก็อาจจะทำให้ลูกน้อยติดเป็นนิสัย จนยากที่จะเยียวยาได้

แล้วทารกจะพัฒนาต่อไปอย่างไรนะ ในสัปดาห์หน้า…

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน