สัปดาห์ต่อสัปดาห์

พัฒนาการเด็ก เดือนที่ 12 ของลูกน้อย

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ.

ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน และอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลา นี่คือข้อมูลของ พัฒนาการเด็ก เดือนที่ 12 ที่คุณแม่ควรรู้เอาไว้

การเจริญเติบโตและพฤติกรรม

ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร

ลูกน้อยของคุณมีอายุครบ 1 ขวบอย่างเป็นทางการแล้วนะ! คุณฝ่าฟันมาได้หนึ่งปีเต็ม ลูกน้อยเริ่มเดินก้าวแรกได้ด้วยตัวเองแล้ว เด็กหลายคนอาจเริ่มเดินเมื่ออายุระหว่าง 9-12 เดือน และจะเดินคล่องแคล่วขึ้นเมื่อมีอายุได้ 14 หรือ 15 เดือน แต่อย่าเพิ่งกังวลไป ถ้าลูกน้อยของคุณยังเกาะโต๊ะกาแฟไม่ยอมปล่อย เพราะถือเป็นเรื่องปกติของเด็กที่จะยังไม่ยอมเดินจนกว่าจะมีอายุครบ 15 หรือ 16 เดือน หรือมากกว่านั้น

ลูกน้อยเริ่มเปล่งเสียงพูดได้เป็นภาษามากขึ้น หลังจากที่พูดอ้อแอ้มาเมื่อหลายเดือนก่อน แต่สิ่งนี้ไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ความสามารถในการพูดของเด็กมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณมั่นใจได้ก็คือ ลูกน้อยจะเข้าใจอะไรๆ ได้เยอะกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมา

ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร

คุณควรส่งเสริมให้ลูกน้อยเดินด้วยการให้โอกาสเข้าเคลื่อนไหวเยอะๆ โดยไม่ต้องช่วยหรือคอยยกตัวเขาขึ้นหรือคอยอุ้มบ่อยเกินไป ถ้าลูกน้อยพยายามจะเดินเตาะแตะ เขาก็อาจจะรู้สึกมั่นคงขึ้นถ้าได้จับนิ้วของคุณไว้ในขณะเดิน

นมที่มีไขมันครบส่วนคือเครื่องดื่มที่เหมาะกับเด็กในวัยนี้ เนื่องจากเด็กในวัยหัดเดินต้องการไขมัน เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตและพลังงานให้แก่ร่างกาย  แต่อาจจะมีข้อยกเว้น ถ้าคุณมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์อาจแนะนำให้ลูกน้อยดื่มนมที่มีไขมันต่ำแทน

ลูกน้อยกำลังจับตาดูทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง และชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคนรอบข้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งของพ่อแม่ นี่คือวิธีเรียนรู้พฤติกรรมขั้นพื้นฐาน ฉะนั้นจงจำไว้ว่าคุณจะต้องเก็บข้าวของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นจากมือเด็ก

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไร

ลูกน้อยควรได้รับการตรวจร่างกายเมื่อมีอายุครบ 12 เดือน คุณอาจเตรียมความพร้อมให้แพทย์ ด้วยการเตรียมข้อมูลสำหรับตอบคำถาม ซึ่งคุณหมอมักจะถามคำถามต่อไปนี้

  • ลูกน้อยใช้เวลานอนในช่วงกลางคืน และงีบหลับในนอนกลางวันนานเท่าไหร่?
  • ลูกน้อยรับประทานอาหารแข็งชนิดใดบ้าง? รับประทานอาหารได้ดีหรือไม่? และชอบรับประทานอาหารด้วยมือหรือไม่?
  • ลูกน้อยมีฟันขึ้นกี่ซี่แล้ว?
  • ลูกน้อยสามารถคลานได้คล่องแคล่วมั้ย? ลุกขึ้นยืนได้มั้ย? เดินได้มั้ย? ชี้นิ้วได้มั้ย? สบตาและตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อมั้ย?
  • คุณสังเกตเห็นลูกน้อยชอบหรี่ตาหรือขยี้ตามั้ย? หรือชอบถือของเล่นและหนังสือไว้ใกล้ๆ ใบหน้าหรือเปล่า?
  • ลูกน้องหันไปตามเสียงมั้ย?
  • ลูกเลียนเสียง พูดอ้อแอ้ หรือพูดเป็นคำๆ ได้มั้ย?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินผลการนอน สายตา พัฒนาการของร่างกายและพฤติกรรม นอกจากนี้คุณควรปรึกษาแพทย์หากลูกน้อยมีอาการคันหรือรู้สึกไม่สบายตัว เพราะนี่อาจเป็นสัญญานของอาการแพ้ก็ได้

สิ่งที่ควรรู้

ในช่วงที่ไปพบคุณหมอนั้น คุณหมอจะทำการวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และวัดขนาดศีรษะของลูกน้อย ซึ่งค่าทั้งหมดจะถูกบันทึกลงในตารางบันทึกการเติบโต ซึ่งตารางดังกล่าวอาจดูสับสนเล็กน้อย แต่คุณจำเป็นต้องรู้วิธีอ่าน ซึ่งเราจะสอนให้คุณอ่านเอง

ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เด็กในวัย 12 เดือนควรมีค่าเฉลี่ยของการเจริญเติบโตดังต่อไปนี้

  • เด็กผู้ชาย: น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ส่วนสูง 78 เซนติเมตร และรอบศรีษะ 46 เซนติเมตร
  • เด็กผู้หญิง: น้ำหนัด 5 กิโลกรัม ส่วนสูง 78 เซนติเมตรา และรอบศีรษะ 45 เซนติเมตร

ตัวเลขเหล่านี้แสดงเป็นอัตราส่วนครึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มร้อย ซึ่งหมายถึง 50% ของเด็กที่มีอายุ 1 ขวบ จะมีน้ำหนักเท่ากับหรือน้อยกว่าลูกน้อยของคุณ และ 50% ของเด็กจะมีน้ำหนักมากกว่าลูกของคุณ

หากลูกน้อยอยู่ในเกณฑ์ 25% ไม่ได้หมายความว่าเขามีความผิดปกติ แต่จะหมายถึง 25% ของเด็กวัย 1 ขวบ มีค่าเฉลี่ยนเท่ากับลูกน้อยของคุณหรือน้อยกว่า ลูกน้อยของคุณอาจมีช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแต่อาจไม่ต่อเนื่อง แพทย์จะให้ความสำคัญกับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กมากกว่าการวัดค่าอื่นๆ หากลูกน้อยของคุณหยุดการเจริญเติบโตหรือน้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่รุนแรง คุณควรเป็นกังวลก็ต่อเมื่อมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

สิ่งที่ต้องเป็นกังวล

ต้องกังวลในเรื่องใด

สายตาของลูกน้อย

เด็กมักจะไม่รู้ว่าสายตาของตนกำลังมีปัญหา ดังนั้นคุณควรเฝ้าระวังสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกอาจกำลังมีปัญหาสายตา คุณควรปรึกษาแพทย์เมื่อลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้

  • หรี่ตาหรือกระพริบตาบ่อยๆ
  • เอียงศีรษะเพื่อจะได้มองเห็นได้ดีขึ้น (อย่างเช่น ในขณะดูรูปภาพหรือดูโทรทัศน์)
  • ขยี้ตาเมื่อไม่ได้รู้สึกง่วง
  • มีความยากลำบากในการมองสิ่งของ
  • ทำอะไรซุ่มซ่าม

คุณควรให้ลูกน้อยเข้ารับการตรวจสายตากับแพทย์ ถ้าลูกน้อยมีสัญญาณของท่อน้ำตาอุดตัน อาการบาดเจ็บ หรือติดเชื้อ อย่างเช่น โรคตาแดง สัญญาณเหล่านี้ก็อาจรวมถึง น้ำตาไหลมากขึ้น อาการแดง ปวด ไวต่อแสง เป็นหนองหรือมีสะเก็ดในดวงตา

พิษจากสารตะกั่ว

เด็กในวัย 1-2 ขวบ อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับพิษจากสารตะกั่ว เนื่องจากพวกเขาคลานกับพื้น และชอบเอามือเข้าปาก แต่อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยอื่นๆ ที่สัมผัสกับตะกั่ว ก็อาจได้รับพิษจากสารตะกั่วได้เช่นกัน

เนื่องจากร่างกายของลูกน้อยยังเติบโตไม่เต็มที่ เขาจึงมีความเสี่ยงต่อการได้รับพิษมากกว่าผู้ใหญ่  ฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าตะกั่วในเลือดสูง ก็อาจถ่ายทอดสารตะกั่วนี้ไปยังลูกน้อยได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน