ฉี่รดที่นอน ในเด็ก แบบไหนถือว่าไม่ปกติ

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ.

เมื่อลูกที่โตแล้วยังคง ฉี่รดที่นอน เป็นปัญหากวนใจคุณพ่อคุณแม่หลายคน และเด็กๆ ก็คงแอบกังวลเช่นกัน ที่ตัวเองปัสสาวะรดที่นอน เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ฉี่รดที่นอน มักคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ฉี่รดที่นอน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในบางกรณีก็อาจไม่ปกติก็เป็นได้

ฉี่รดที่นอน เรื่องไม่ใช่ปัญหาที่อาจเป็นปัญหา

โดยปกติแล้ว เด็กจะสามารถควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้เองตามธรรมชาติเมื่อโตขึ้น แต่เด็กๆ ก็จะสามารถทำได้เมื่ออายุต่างกันไป โดยปกติแล้วเด็กผู้ชายจะฉี่รดที่นอนในบางคืนมากกว่าเด็กผู้หญิงถึงสองเท่า แต่หลังจากอายุ 5 ขวบเป็นต้นมา ราว 15% ของเด็กเท่านั้นที่ยังคงฉี่รดที่นอน และเมื่ออายุ 10 ขวบ เด็กประมาณ 95% ก็มักจะไม่มีอาการฉี่รดที่นอนแล้ว

ปัญหาการฉี่รดที่นอนเป็นปัญหาทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ไม่เพียงแต่การต้องทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆ แต่เป็นความกังวลในเรื่องของความผิดปกติ ถ้าหากลูกๆ ไม่เลิกฉี่รดที่นอนเสียที อย่างไรก็ตาม จะว่าไปแล้ว การฉี่รดที่นอนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเด็กๆ เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจกับสาเหตุของการฉี่รดที่นอน เป็นขั้นตอนแรกในการรับมือกับปัญหาที่พบบ่อยนี้ เพื่อที่จะได้ยุติความกังวลทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ได้

สาเหตุปกติของเด็กฉี่รดที่นอน

ถ้าหากต้องการที่จะหา “ผู้ร้าย” ของสาเหตุการฉี่รดที่นอนของเด็กแล้ว เราอาจต้องมองกลับไปที่ “ดีเอ็นเอ” ของพ่อแม่เอง เพราะ นพ.โฮเวิร์ด บาร์เน็ทท์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Waking Up Dry: A Guide to Help Children ชี้ว่า ส่วนใหญ่ของอาการฉี่รดที่นอนเป็นกรรมพันธ์ุ โดยเด็ก 3 ใน 4 คน จะมีพ่อแม่หรือญาติใกล้ชิดที่ฉี่รดที่นอนเหมือนกันในวัยเด็ก โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นถึงยีนบางตัวที่ทำให้ความสามารถในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะล่าช้าออกไป

แต่กรรมพันธ์ก็เป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหานี้ นักวิจัยได้บ่งชี้ถึงปัจจัยหลายอย่างที่อาจเป็นสาเหตุปกติที่ทำให้เด็กฉี่รดที่นอนนั่นก็คือ

  • มีปัสสาวะมากเกินไป มีปัสสาวะมากกว่าที่กระเพาะปัสสาวะจะรับได้
  • กระเพาะปัสสาวะมีปัญหา ลูกอาจมี ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป ทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้
  • นอนหลับลึก เด็กจึงไม่รับรู้สัญญาณที่ร่างกายบอกว่า กระเพาะปัสสาวะเต็มแล้ว ต้องไปปัสสาวะได้แล้ว
  • ท้องผูกเป็นประจำ หากลำไส้ไม่ได้ขับถ่าย และมีของเสียค้างอยู่ในลำไส้ จะส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลการขับถ่ายของลูกด้วย ว่าเขาท้องผูก ถ่ายไม่ออกหรือไม่ เพราะอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกปัสสาวะรดที่นอน
  • กระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตเต็มที่ ช้ากว่าคนอื่น จะทำให้สมอง กับกระเพาะปัสสาวะ ยังทำงานร่วมกันได้ไม่เต็มที่ จึงไม่สามารถควบคุม การปัสสาวะขณะหลับได้
  • มีฮอร์โมน ADH (anti-diuretic hormone) ต่ำ ฮอร์โมนนี้จะบอกได้ว่า ไตขับปัสสาวะได้น้อย งานวิจัยพบว่าเด็กๆ ที่ปัสสาวะรดที่นอน มีฮอร์โมน ADH ต่ำ

สาเหตุการฉี่รดที่นอนที่ควรเป็นกังวล

นอกจากสาเหตุข้างต้นที่ถือเป็นสาเหตุที่ปกติ ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรเป็นกังวลใจแล้ว ยังอาจมีสาเหตุบางอย่างที่ควรต้องเป็นกังวล ถึงแม้จะเป็นสาเหตุที่หาได้ค่อนข้างยาก นั่นก็คือสาเหตุจากอาการโรคต่างๆ ซึ่งพบเพียง 3% เท่านั้น อาการโรคหรือภาวะสุขภาพที่อาจเป็นปัญหาได้ก็อย่างเช่น โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีปัญหาเกี่ยวกับไขสันหลัง หรือมีความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ และทางเดินปัสสาวะ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่พ่อแม่ควรเอามาเป็นกังวลมากจนเกินไป

ปัญหาที่แพทย์ชี้ว่าพ่อแม่เป็นกังวลก็คือ เมื่อลูกที่เลิกฉี่รดที่นอนไปแล้ว กลับมาฉี่รดที่นอนอีกครั้ง เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นสัญญาณของความเครียดทางจิตใจบางอย่างของเด็ก อาจจะเป็นการหย่าร้างของพ่อแม่ การถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน หรือแม้แต่การมีพี่น้องคนใหม่

ในบางกรณี ในเด็กที่อายุ 6 ขวบขึ้นไปแล้ว แต่ยังปัสสาวะรดที่นอนอยู่ อาจเกิดเนื่องมาจากอาการโรค primary nocturnal enuresis (ศัพท์ทางการแพทย์สำหรับการฉี่รดที่นอนที่เป็นอาการโรค) แต่โดยทั่วไปแล้ว 12% ของเด็กก็ยังอาจฉี่รดที่นอนได้อยู่ในวัยนั้น การวินิจฉัยโรคจึงควรปรึกษากับหมอเด็กเท่านั้น

วิธีแก้ปัญหาลูกปัสสาวะรดที่นอน

ก่อนอื่นเลยผู้ปกครองต้อง อย่าว่าลูก การแสดงความไม่พอใจ หรือดุลูก จะยิ่งทำให้เขาไม่สบายใจ คุณพ่อคุณแม่ควรคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่เด็กๆ จะปัสสาวะรดที่นอน แต่หากลูกเครียด หรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย คุณพ่อคุณแม่ต้องบอกเขาว่า ไม่ใช่เขาคนเดียวที่ปัสสาวะรดที่นอน เด็กๆ ในวัยนี้ถือ เป็นเรื่องปกติมาก การบอกเขาแบบนี้จะทำให้ลูกไม่รู้สึกว่า เขาเป็นคนเดียวที่ฉี่รดที่นอน นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆ อย่างเช่น

  • บอกให้ลูกฉี่ ก่อนนอน
  • อย่าให้ลูกดื่มน้ำมากจนเกินไปในช่วงก่อนนอน
  • ให้ลูกออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้กระเพาะปัสสาวะแข็งแรงขึ้น
  • ใช้เครื่องเตือนการฉี่รดที่นอน เครื่องมือนี้จะส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจจับปัสสาวะได้ และส่งเสียงให้เด้กลุกขึ้นมาฉี่ สามารถหาซื้อเครื่องนี้ได้ทางร้านค้าออนไลน์บางแห่ง
  • การใช้ยา อย่างเช่นยาเดสโมเพรสซิน (Desmopressin) ที่ช่วยลดการสร้างปัสสาวะ แต่การใช้ยาก็อาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง คลื่นไส้ และยาก็มักจะเป็นการควบคุมอาการมากกว่าการแก้ปัญหา เมื่อหยุดใช้ยา ก็อาจฉี่รดที่นอนได้อีก ดังนั้น ควรปรึกษากับหทอของลูกคุณก่อนเสมอ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา