ดูแลลูกอย่างไรไม่ให้ลูกกลายเป็น เด็กบูลลี่เพื่อน ในโรงเรียน

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

การถูกแกล้งจากเพื่อนในโรงเรียน ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของเด็กเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน หากลูกของคุณไม่ได้ถูกบูลลี่จากผู้อื่น แต่กลับเป็น เด็กบูลลี่เพื่อน คนอื่นๆเสียเอง พ่อแม่ควรที่จะต้องมีการติดตามพฤติกรรมของลูกอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พฤติกรรมดังกล่าวนั้นส่งผลเสียจนติดเป็นนิสัยไปจนโต Hello คุณหมอ มีแนวทางการดูแลลูกอย่างไร ที่จะลดปัญหาการบูลลี่ผู้อื่นในโรงเรียน

เด็กบูลลี่เพื่อน ในโรงเรียนอย่างไรบ้าง

เด็กบางคนมีเพื่อนเยอะ จึงมักจะไปไหนมาไหนกันเป็นกลุ่ม และมองเพื่อนที่มีเพื่อนน้อยหรือไม่มีเพื่อนเลยว่าเป็นคนแปลกแยก เมื่อเดินผ่านหรือเห็นเด็กเหล่านี้เดินผ่านมาจึงรวมตัวกันแกล้ง ทั้งการตะโกนใส่ ส่งเสียงล้อเลียน ผลักให้ล้ม หรือเดินเบียด บางครั้งอาจมีการแกล้งด้วยการนำสิ่งของแปลกๆไปแปะใส่ตัว บางครั้งร้ายแรงไปจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บได้ ขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจจะไม่ได้เป็นหัวโจกของการกระทำดังกล่าว แต่ด้วยความที่อยู่ในเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็เลยต้องทำตามเพื่อนไปด้วย

ในปัจจุบันการบูลลี่อาจไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียนแต่อยู่ในโลกโซเชียลด้วย ซึ่งถ้ามีการบูลลี่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาร่วมในการกลั่นแกล้งนั้นได้มากขึ้นกว่าเดิม

พ่อแม่จะดูแลลูกไม่ให้บูลลี่ผู้อื่นได้อย่างไรบ้าง

ธรรมชาติของพ่อแม่แล้วมักจะปกป้องลูกของตนเองเสมอ เราจึงมักได้ยินคำพูดในทำนองที่ว่า “ลูกฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก” หรือ “ลูกฉันเป็นคนดี” ซึ่งหลายๆครั้งผู้ปกครองไม่เคยรู้เลยว่าพฤติกรรมของเด็กเมื่ออยู่ที่โรงเรียนนั้นมีความแตกต่างจากตอนที่อยู่บ้านมากน้อยแค่ไหนพ่อกับแม่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก

ดังนั้นการให้ท้ายแบบผิดๆ หรือการเข้าข้างแบบเกินพอดี สามารถส่งผลให้เด็กมีนิสัยที่ไม่ดี และเติบโตไปเป็นบุคลากรที่ไม่ดีต่อสังคมในอนาคต ดังนั้นพ่อแม่จึงสามารถสอนลูกให้หลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่นได้ดังนี้

1.สร้างครอบครัวที่อบอุ่น

ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน ดังนั้นหากพื้นฐานครอบครัวมีความอบอุ่น แวดล้อมไปด้วยความรัก ย่อมส่งผลให้ลูกโตมาอย่างมีความสุข เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การที่ผู้ปกครองปล่อยปละละเลยลูกตั้งแต่ที่บ้าน จะทำให้ลูกขาดความรักและการเอาใจใส่จากพ่อแม่ ทำให้มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจจนอาจทำสิ่งที่ไม่ดีอย่างการบูลลี่ได้

2.หาคนช่วยแก้ปัญหา

หากพ่อแม่ไม่สามารถที่จะจัดการปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง การปรึกษาครูประจำชั้น ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ หรือการพาลูกไปพบจิตแพทย์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว การพาไปพบผู้เชี่ยวชาญก็จะสามารถได้รับแนวทางเพื่อขัดเกลาพฤติกรรมอย่างถูกต้อง

3.สอนให้ลูกรู้จักการวางตัวและการอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่น

การสอนให้เด็กรู้จักให้เกียรติผู้อื่นเป็นอีกวิธีที่ได้ผล ผู้ปกครองควรชี้แนะและยกตัวอย่างให้ลูกเข้าใจว่าคนเราไม่ได้เกิดมาตัวคนเดียวแต่มนุษย์ทุกคนต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น หากต้องการให้คนอื่นปฎิบัติดีกับเรา เราก็ต้องปฎิบัติตนเป็นคนดีกับคนนั้นเช่นกัน

4.พ่อแม่เป็นแบบอย่างให้กับลูก

การกลั่นแกล้งเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เด็กรับพฤติกรรมมาจากผู้ใหญ่ เช่น การกลั่นแกล้งจากการจำลองบทบาทสมมุติในสื่อต่างๆ ดังนั้นการเป็นแบบอย่างที่ดี และสอนให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย ลูกของคุณมีโอกาสน้อยที่จะมีพฤติกรรมในเชิงลบกับเพื่อนคนอื่น

5.หาเวลาคุยกับลูก

สิ่งแรกที่ต้องทำถ้าคุณสังเกตเห็นว่ามีอะไรผิดปกติกับลูกของคุณ นั่นคือการพูดคุยกับพวกเขา เอาใจใส่กับความรู้สึกของลูก และให้เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่ใส่ใจ คุณอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกได้ทั้งหมด แต่ต้องทำให้เด็กมีความเชื่อใจและวางใจที่จะเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง

การสอนให้ลูกเข้าใจในเรื่องของการบูลลี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นไปในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ และไม่ทำร้ายผู้อื่นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม รู้ว่าโทษของการบูลลี่คืออะไร และต้องทำอย่างไรที่จะไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มได้ง่ายๆจากที่บ้าน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา