ซัลซาเลต (Salsalate)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ซัลซาเลต (Salsalate) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ยาซัลซาเลตใช้สำหรับ

ยาซัลซาเลต (salsalate) ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นจากโรคต่างๆ ยาซัลซาเลตช่วยลดความเจ็บปวด อาการบวมเเละข้อฝืดเเข็งเพราะข้ออักเสบ เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)

วิธีใช้ยาซัลซาเลต

ปกติเเล้ว ยาซัลซาเลตใช้รับประทาน 2-3 ครั้งต่อวัน พร้อมน้ำเต็มเเก้ว (8 ออนซ์หรือ 240 มิลลิลิตร) หรือตามที่เเพทย์สั่ง หลังรับประทานยา ควรรออย่างน้อย 10 นาทีจึงค่อยล้มตัวลงนอน หากท้องไส้ปั่นป่วนระหว่างที่รับประทานยา ให้รับประทานยาพร้อมกับอาหาร นม หรือยาลดกรด

ขนาดยาขึ้นอยู่กับอาการเเละการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ ควรกินยาในปริมาณน้อยที่สุดที่ยังรักษาได้ผล ในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารเเละผลข้างเคียงอื่น อย่าเพิ่มปริมาณยา รับประทานยาบ่อย หรือรับประทานเกินกว่าที่เเพทย์สั่ง

สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น ข้ออักเสบ ควรรับประทานยานี้ต่อเนื่องตามที่เเพทย์สั่ง และคุณอาจต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอถึงสองสัปดาห์กว่าจะได้ผลเต็มที่ โปรดปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับความเสี่ยงเเละประโยชน์จากการรับประทานยา

หากคุณกินยา “ตามที่จำเป็น” (ไม่ใช่ตามกำหนดเวลาปกติ) โปรดระลึกไว้ว่า ยาเเก้ปวดจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานยาตอนสัญญาณความเจ็บปวดเพิ่งเริ่มเกิดขึ้น ถ้าคุณรอจนกว่าอาการจะเเย่ลง ยาอาจจะไม่ออกฤทธิ์เช่นกัน

แจ้งให้เเพทย์ทราบหากยังคงมีอาการป่วยหรืออาการเเย่ลง รวมถึงหากคุณมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้น

การเก็บรักษายาซัลซาเลต

ยาซัลซาเลตควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซัลซาเลตบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาซัลซาเลตลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังเเละคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาซัลซาเลต

ก่อนจะรับประทานยาซัลซาเลต เเจ้งเเพทย์หรือเภสัชกรหากคุณเเพ้ยาซัลซาเลต เเอสไพริน ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน เเละเซโลโคซิบ หรือกรดซาลิไซลิก รวมถึงอาการเเพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์เเต่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเเพ้หรือปัญหาอื่นๆ โปรดปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ เเจ้งให้เเพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติโรคประจำตัว โดยเฉพาะ

  • โรคตับ
  • โรคเบาหวาน ที่ควบคุมไม่ได้ดีพอ
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ หลอดอาหาร เช่น เลือดไหล แผลเปื่อย อาการเเสบร้อนกลางอกกำเริบ
  • โรคหัวใจ เช่น มีประวัติหัวใจวาย
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • ข้อเท้า เท้าหรือเเขนบวม
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด เช่น โรคโลหิตจาง เลือดไหลหรือเเข็งตัวเป็นลิ่ม
  • โรคหอบหืด
  • การเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูก (ริดสีดวงจมูก)
  • โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น โรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD (G-6-PD deficiency) โรคพร่องเอนไซม์ไพรูเวทไคเนส (pyruvatekinase deficiency)

ปัญหาเกี่ยวกับไตอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อรับประทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ รวมถึงยาซัลซาเลตด้วย ปัญหาดังกล่าวมีเเนวโน้มว่าจะเกิดมากขึ้นหากคุณสูญเสียน้ำ หัวใจวายหรือเป็นโรคไต หรือเป็นผู้สูงอายุ

หากคุณรับประทานยาบางชนิด (ดูเพิ่มเติมที่บทความส่วนปฏิกิริยาที่มีต่อกันของยา) ให้ดื่มน้ำให้มากๆ ตามที่เเพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ รวมถึงเเจ้งเเพทย์ทันทีหากจำนวนน้ำปัสสาวะของคุณเปลี่ยนไป

ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัด เเจ้งเเพทย์หรือทันตเเพทย์ว่าคุณกำลังรับประทานยาตัวนี้อยู่

ยานี้อาจทำให้คุณเวียนศีรษะ เเอลกอฮอล์เเละกัญชาจะทำให้คุณเวียนศีรษะมากขึ้น อย่าขับรถ อย่าใช้เครื่องจักรหรือทำการใดๆที่ต้องอาศัยความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย ควบคุมการดื่มเเอลกอฮอล์ เเจ้งเเพทย์หากคุณใช้กัญชา

ยานี้อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มเเอลกอฮอล์เเละสูบบุหรี่ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานยานี้อยู่ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ควรควบคุมการดื่มเเอลกอฮอล์เเละเลิกสูบบุหรี่ ปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้ป่วยที่มีอายุมากควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร เเละปัญหาเกี่ยวกับไต

ยานี้คล้ายกับเเอสไพริน เด็กเเละวัยรุ่นไม่ควรรับประทานยานี้หากพวกเป็นอีสุกอีใส ไข้หวัด โรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยใดๆ หรือเพิ่งได้รับวัคซีนต้านไวรัสเชื้อเป็น (live virus vaccine) รวมถึงกลุ่มอาการเรย์ (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นโรคที่หายากเเต่รุนเเรง โดยไม่ได้ปรึกษาเเพทย์ก่อน

ไม่ควรใช้ยานี้ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ ปรึกษาเเพทย์ก่อนใช้ยานี้หากคุณสงสัยว่าตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ เเจ้งเเพทย์ทันทีหากคุณเริ่มตั้งครรภ์ระหว่างรับประทานยานี้ อย่าใช้ยานี้ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์หรือมีปัญหาตอนคลอดได้

ยานี้อาจซึมเข้าไปในน้ำนมเเละมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อทารกที่ดูดนมมารดา ดังนั้น จึงไม่ควรให้นมบุตรระหว่างที่รับประทานยานี้ในระยะยาวเเละในปริมาณมาก โปรดปรึกษาเเพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคลินดามัยซินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาซัลซาเลต

คุณอาจท้องไส้ปั่นป่วน วิงเวียนศีรษะเเละอาเจียน หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานหรือเเย่ลง โปรดเเจ้งเเพทย์หรือเภสัชกรทันที

โปรดระลึกไว้ว่า เเพทย์จ่ายยานี้ให้คุณเนื่องจากประเมินเเล้วว่า ยานี้จะมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากผลข้างเคียง และหลายคนใช้ยานี้ไมเกิดผลข้างเคียงรุนเเรงใดๆ

ยานี้อาจเพิ่มความดันโลหิต ควรตรวจความดันโลหิตสม่ำเสมอ เเละเเจ้งเเพทย์หากผลตรวจเป็นความดันโลหิตสูง

เเจ้งเเพทย์ทันทีหากมีผลข้างเคียงที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเเต่รุนเเรง ได้แก่

  • ปวดท้อง เเสบร้อนกลางหน้าอก
  • การได้ยินเปลี่ยนไป เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง
  • อาการหัวใจวาย
  • ข้อเท้าหรือเท้าบวม
  • อาการเหนื่อยล้าผิดปกติ
  • น้ำหนักตัวเพิ่มผิดปกติหรือฉับพลัน

หยุดรับประทานยาซัลซาเลตเเละเเจ้งให้เเพทย์ทราบโดยด่วน หากมีผลข้างเคียงที่ไม่น่าเกิดขึ้นเเต่รุนเเรงมาก ได้แก่

หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นรุนแรง

สัญญาณของโรคไต เช่น ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลง

เกิดรอยช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย

สัญญาณของการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด เจ็บคอเป็นเวลานาน

การเกิดโรคตับรุนแรงจากการใช้ยานี้เป็นสิ่งที่พบได้ยาก แต่หากคุณสังเกเห็นตผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเเต่รุนเเรงมากเหล่านี้ โปรดหยุดรับประทานยาซัลซาเลตเเละปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรทันที

  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • ตาหรือผิวมีสีเหลือง
  • ความเหนื่อยล้าผิดปกติหรือมากเกินไป
  • เเสบที่กระเพาะอาหาร หรือปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนเป็นเวลานาน

อาการเเพ้ยาอย่างรุนเเรงเเทบจะไม่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม โปรดเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการของการเเพ้รุนเเรง ได้แก่

  • ผื่น อาการคันหรือบวม โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือคอ
  • วิงเวียนศีรษะรุนเเรง
  • มีปัญหาในการหายใจ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับซัลซาเลต เช่น

  • อะลิสคิเรน (aliskiren)
  • สารยับยั้งเอซีอี เช่น เเคปโตพริล (captopril) ลิซิโนพริล (lisinopril)
  • ยายับยั้งเเอนจีโอเทนซินชนิดที่ 2 (angiotensin II receptor blockers) เช่น ลอซาร์เเทน (lorsartan) วาลซาร์เเทน (valsartan)
  • ยาบางประเภทที่ใช้ต้านอาการชัก เช่น เฟนิโทอิน (phenytoin) กรดวัลโปรอิก (valproic acid) ไซโดโฟเวียร์ (cidofovir)
  • ยากลุ่มคอร์ติโคสตีรอยด์ เช่น เพรดนิโซน (prednisone)
  • ยาที่ใช้รักษาโรคข้อต่ออักเสบ เช่น โปรเบเนซิด (probenecid) ซัลฟินไพราโซน (sulfinpyrazone)
  • ยาที่ส่งผลต่อความเป็นกรดของปัสสาวะ เช่นเเอมโมเนียมคลอไรด์ (ammonium chloride) อะซีตาโซลาไมด์ (acetezolamide) ลิเธียม (lithium) เมโทเทรกเซต (methotrexate) เพมิเทรกเซด (pemetrexed) ทีโนโฟเวียร์ (tenofovir)

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เลือดออกเช่นกัน เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาเจือจางเลือด อย่างดาบิกาทราน (dabigatran) อีน็อกซาพาริน (enoxaparin) เเละวาร์ฟาริน (warfarin)

โปรดตรวจสอบฉลากยาของยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยาแพทย์ และยาที่หาซื้อได้เองทั้งหมดโดยละเอียด เนื่องจากยาหลายชนิดมีส่วนผสมของยาแก้ปวดเเละยาลดไข้ (ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น เเอสไพริน ไอบูโพรเฟน คีโตโรเเลค หรือนาโปรเซน) ที่คล้ายกับยานี้เเละหากใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

ควรรับประทานเเอสไพรินในปริมาณต่ำหากเเพทย์สั่งโดยมีเหตุผลทางการเเพทย์เฉพาะ เช่น การป้องกันหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง (ปริมาณยาโดยปกติต่อวัน 81-325 มิลลิกรัม) ปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลต่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่าง รวมถึงการตรวจกลูโคสในปัสสาวะเเละการตรวจระดับไทรอยด์ฮอร์โมน และอาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาด โปรดตรวจสอบให้เเน่ว่า บุคลากรห้องปฏิบัติการเเละเเพทย์ทราบว่าคุณรับประทานยาตัวนี้อยู่

ยาซัลซาเลตอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยาต่ออาหารหรือเเอลกอฮอล์

ยาซาลซาเลตอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยาต่ออาการโรคอื่น

ยาซาลซาเลตอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกายอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำเเย่ลงหรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือโปรดเเจ้งให้เเพทย์เเละเภสัชกรทราบเกี่ยวกับสุขภาพเเละโรคประจำตัวของคุณ

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีโรคประจำตัวบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้ โปรดปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรหากคุณเป็นโรคหอบหืดชนิดเเพ้ยาเเอสไพริน (aspirin-sensitive asthma) หรือมีประวัติการหายใจลำบากเพราะน้ำมูกไหลหรือคัดจมูก หลังจากรับประทานยาเเอสไพรินหรือยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) รวมถึงโรคไตขั้นรุนเเรง

ขนาดยา

ข้อมูลนี้ไม่เจตนาให้ใช้ทดเเทนคำเเนะนำทางการเเพทย์ โปรดปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกร ทุกครั้ง ก่อนรับประทานยาซาลซาเลต

ขนาดยาซาลซาเลตสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาโดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคข้อกระดูกอักเสบ

รับประทานยา 3000 มิลลิกรัมโดยเเบ่งปริมาณยาเพื่อใช้รับประทานสองหรือสามครั้ง

คำเเนะนำ

  • อาจจำเป็นต้องใช้ปริมาณยาที่น้อยกว่าเพื่อรักษาความเข้มข้นของเลือดเเละหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงทั่วไปที่จะเพิ่มขึ้น (เช่นผลกระทบต่อการได้ยิน)
  • อาการของโรคจะทุเลาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเเละอาจไม่หายขาดภายในสามถึงสี่วัน

การใช้ : เพื่อบรรเทาสัญญาณหรืออาการของโรคกระดูกเเละข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) เเละโรคที่เกี่ยวกับข้อเเละกล้ามเนื้ออื่นๆ

ขนาดยาโดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

รับประทานยา 3000 มิลลิกรัมโดยเเบ่งปริมาณยาเพื่อใช้รับประทานสองหรือสามครั้ง

คำเเนะนำ

  • อาจจำเป็นต้องใช้ปริมาณยาที่น้อยกว่าเพื่อรักษาความเข้มข้นของเลือดเเละหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงทั่วไปที่จะเพิ่มขึ้น (เช่น ผลกระทบต่อการได้ยิน)
  • อาการของโรคจะทุเลาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเเละอาจไม่หายขาดภายในสามถึงสี่วัน

การใช้ : เพื่อบรรเทาสัญญาณหรืออาการของโรคกระดูกเเละข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) เเละโรคที่เกี่ยวกับข้อเเละกล้ามเนื้ออื่นๆ

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ไม่เเนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตขั้นรุนเเรงรับประทานยานี้ หากจำเป็นต้องรับประทานยา จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด

การปรับปริมาณยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

  • ผู้ป่วยที่มีผลตรวจตับผิดปกติหรือมีสัญญาณ รวมถึงอาการของการทำงานที่ผิดปกติของตับ ควรได้รับการประเมินเพื่อดูปฏิกิริยาขั้นรุนเเรงของตับที่มีต่อยา
  • หากโรคตับรุนเเรงขึ้นหรือมีอาการทางร่างกายเกิดขึ้น โปรดหยุดรับประทานยา

การปรับปริมาณยา

ผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุอาจจำเป็นต้องได้รับปริมาณยาที่น้อยกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงมากกว่า

คำเเนะนำอื่นๆ

โดยทั่วไป

  • ก่อนที่จะเข้ารับการรักษา ควรประเมินข้อดีที่จะเกิดขึ้นและความเสี่ยงในการใช้ยา เมื่อเทียบกับวิธีการรักษาประเภทอื่น
  • โปรดใช้ปริมาณยาต่ำที่สุดที่รักษาได้ผลในเวลาที่สั้นที่สุด ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการรักษาผู้ป่วยเเต่ละคน
  • โปรดติดตามผลการตอบสนองที่มีต่อการรักษา ควรปรับปริมาณยาเเละความสม่ำเสมอในการรับประทานให้เหมาะสมกับความจำเป็นของผู้ป่วยเเต่ละคน
  • ไม่มีหลักฐานเรื่องการตอบสนองต่อยาลดลง (tachyphylaxis) อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาซัลซาเลตอาจกระตุ้นการเผาผลาญเอนไซม์ในตับ นำไปสู่อัตราการผลิตกรดซาลิไซลูริกเเละของเสียที่เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือ ต้องเพิ่มปริมาณยาที่จำเป็นต่อการรักษาระดับของเซรุ่มซาลิไซเลตที่ใช้ในการรักษา

การติดตามผล

  • หัวใจเเละหลอดเลือด : สังเกตความดันโลหิตระหว่างการเริ่มต้นเเละตลอดการรักษาอย่างใกล้ชิด
  • ทางเดินอาหาร : สังเกตสัญญาณหรืออาการของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ทางเดินปัสสาวะ : สังเกตค่าความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะเนื่องจากการเปลี่ยนค่าเป็นกรดโดยฉับพลัน (ค่า pH 6.5-5.5) จะเพิ่มระดับพลาสมาถึงสองเท่า ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษในร่างกาย
  • เลือด : ตรวจสอบฮีโมโกลบินเเละฮีมาโทคริตของผู้ป่วยในระยะยาว
  • การเผาผลาญ : ตรวจสอบความเข้มข้นของพลาสมาในกรดซาลิไซลิกเป็นระยะระหว่างการรักษาในระยะยาวเพื่อช่วยรักษาระดับที่มีประสิทธิภาพในการรักษา (10 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร)
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในระยะยาว ควรตรวจนับเม็ดเลือด และตรวจสอบการทำงานของไตเเละตับเป็นระยะ

คำเเนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรขอคำเเนะนำทางการเเพทย์เกี่ยวกับสัญญาณเเละอาการของผลที่เกิดขึ้นกับทางเดินอาหาร การตอบสนองของผิวที่รุนเเรง อาการเเพ้ โรคพิษต่อตับ ( hepatotoxicity) น้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือบวมน้ำ
  • ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาทันทีหากมีสัญญาณหรืออาการของหัวใจเเละหลอดเลือดเกิดขึ้น ได้เเก่ การหายใจถี่ พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอกหรือร่างกายอ่อนเเรง (ครึ่งซีก)
  • ผู้ป่วยควรเเจ้งให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพทราบหากกำลังตั้งครรภ์ วางเเผนที่จะมีบุตรหรือให้นมบุตร ยานี้ไม่ควรใช้ระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนก่อนคลอด

ขนาดยาซัลซาเลตสำหรับเด็ก

ไม่มีการกำหนดขนาดยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องทำความเข้าใจให้ถ่องเเท้เกี่ยวกับความปลอดภัยของยาก่อนใช้ โปรดปรึกษาเเพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยาซัลซาเลตมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดใช้รับประทาน
  • เเคปซูลใช้รับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน