คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา คอเลสเซเวแลม ใช้สำหรับ

ยา คอเลสเซเวแลม (Colesevelam) มักใช้ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมและการออกกำลังกาย ยา คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)ใช้ในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง  คอเลสเซเวแลม การลดระดับคอเลสเตอรอล คอเลสเซเวแลม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย

ยาคอเลสเซเวแลมยังใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมและการออกกำลังกาย เพื่อลดระดับน้ำตาลภายในเลือดสูงในผู้ที่เป็นเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงนั้นจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อไต อาการตาบอด ปัญหาเกี่ยวกับประสาท สูญเสียแขนขา และปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ การควบคุมโรคเบาหวานอย่างเหมาะสมยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

ยาโคลเซเวแลมอยู่ในกลุ่มของยาไบล์แอซิดไบน์ดิ้งเรซิ่น (bile acid-binding resins) สารไบล์แอซิดนั้นเป็นสารตามธรรมชาติที่ตับผลิตขึ้นโดยใช้คอเลสเตอรอล

ยานี้ทำงานโดยกำจัดสารไบล์แอซิดออกจากร่างกาย ทำให้ตับผลิตสารไบล์แอซิดโดยใช้คอเลสเตอรอลมากขึ้น ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลภายในเลือดลดลง อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยาคอเลสเซเวแลมทำงานในการลดระดับน้ำตาลอย่างไร

วิธีใช้ยาคอเลสเซเวแลม

รับประทานยานี้พร้อมอาหารโดยปกติ คือ วันละ 1 ถึง 2 ครั้ง หรือตามที่แพทย์กำหนด รับประทานยาเม็ดพร้อมกับดื่มน้ำตาม เช่น น้ำเปล่า นม หากคุณกลืนยาเม็ดได้ลำบาก โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนมาใช้ยาในรูปแบบยาผงแทน

หากคุณใช้ยาในรูปแบบยาผง ควรเทผงยาหนึ่งซองลงในแก้ว เติมน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมแบบไดเอทครึ่งแก้วจนถึงหนึ่งแก้ว (4 ถึง 8 ออนซ์ หรือ 120 ถึง 240 มล.) ผสมให้เข้ากันแล้วดื่มลงไป อย่ารับประทานยาผงโดยไม่ผสมน้ำ

รับประทานยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด และเพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่คุณจะได้รับประโยชน์จากยาอย่างเต็มที่

ยาคอเลสเซเวแลมอาจลดการดูดซึมผลิตภัณฑ์อื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ เช่น ยาไซโคลสปอรีน (cyclosporine) ยากลิพิไซด์ (glipizide) ยากลิเมพิไรด์ (glimepiride) ยาไกลบูไรด์ (glyburide) ยาเลโวไทรอกซีน (levothyroxine) และยาเฟนีโทอิน (phenytoin) เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของเอทิล เอสทราไดออล (ethinyl estradiol) และนอร์อิทิสเตอโรน (norethindrone)

ควรรับประทานยาอื่นตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติ คือ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนใช้ยาคอเลสเซเวแลม โปรดสอบถามเภสัชกรหากคุณไม่แน่ใจเวลาในการรับประทานยา

การเก็บรักษายาคอเลสเซเวแลม

ยาคอเลสเซเวแลมควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคอเลสเซเวแลมบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาคอเลสเซเวแลมลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคอเลสเซเวแลม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) ที่เกิดจากระดับไตรกลีเซอไรด์สูง (triglyceride) ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง กลืนลำบาก มีความผิดปกติที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่น ท้องผูก มีการอุดตัน หรือกระเพาะอาหารอัมพาต (gastroparesis) เพิ่งผ่านการผ่าตัดลำไส้ โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids)

เนื่องจากยานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการดูดซึมวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค เมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน แพทย์อาจจะสั่งให้คุณใช้อาหารเสริมวิตามินรวม ควรรับประทานวิตามินรวมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนรับประทานยาคอเลสเซเวแลม

ยาคอเลสเซเวแลมในรูปแบบผง จะมีส่วมผสมของน้ำตาลเทียม (aspartame) หากคุณเป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria) หรือสภาวะอื่นๆที่ต้องจำกัดการบริโภคน้ำตาลเทียมหรือสารฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงวิธีการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

หากคุณตั้งครรภ์ โปรดแจ้งให้แพทย์ก่อนใช้ยานี้

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายาคอเลสเซเวแลมผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่หรือทำอันตรายต่อทารกได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้

ยาคอเลสเซเวแลมจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคอเลสเซเวแลม

อาจเกิดอาการท้องผูกและท้องไส้ปั่นป่วน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องผูก ควรรักษาระดับการบริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากๆ และการออกกำลังกายเป็นประจำ หากคุณมีอาการท้องผูกขณะที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาเภสัชกรในการเลือกยาที่ทำให้อุจจาระนิ่มหรือยาระบาย

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรง ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง กลืนลำบาก มีเลือดออกหรือรอยช้ำผิดปกติ

ปกติยานี้ มักจะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) แต่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจเกิดขึ้นได้หากใช้ยานี้ร่วมกับยารักษาโรคเบาหวานอื่นๆ หรือหากคุณได้รับแคลอรี่จากอาหารไม่เพียงพอ หรือหากคุณออกกำลังกายหนักผิดปกติ

อาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำนั้น ได้แก่ เหงื่อออกกะทันหัน สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือเป็นเหน็บที่มือหรือเท้า

คุณควรพกน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบยาเม็ดหรือเจล เพื่อรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบที่น่าเชื่อถือ สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วได้ ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาลอย่างน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมที่ไม่ใช่แบบไดเอท

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีเกี่ยวกับปฏิกิริยาและการใช้ยานี้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารตามตารางปกติ และอย่าข้ามมื้ออาหาร โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับสิ่งที่คุณควรทำหากข้ามมื้ออาหารไป

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ได้แก่ กระหายน้ำ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น สับสน ง่วงซึม หน้าแดง หายใจเร็ว และกลิ่นปากมีกลิ่นผลไม้ หากเกิดอาการเหล่านี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที คุณอาจจะต้องเพิ่มขนาดยาขึ้น

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยาคอเลสเซเวแลมได้แก่ ยาราโลซิฟีน (raloxifene) ยาวาฟาริน (warfarin)

ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blocker medications) เช่นเมโทโพรลอล (metoprolol) โพรพราโนลอล (propranolol) หรือยาหยอดตาสำหรับโรคต้อหิน อย่างทิโมลอล (timolol) อาจปิดกั้นอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัวที่คุณมักจะรู้สึก เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำเกินไปหรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาการอื่นๆ ของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างเช่น วิงเวียน หิว หรือเหงื่อออกนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากยาเหล่านี้

มียาจำนวนมากที่อาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณและทำให้ควบคุมได้ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงการที่ยาส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ โปรดตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่กำหนดและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ (อ่านเพิ่มเติมในผลข้างเคียง) แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ยาคอเลสเซเวแลมอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคอเลสเซเวแลมอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคอเลสเซเวแลมอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคอเลสเซเวแลมสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง 3,750 มก. (6 หกเม็ด) รับประทานวันละครั้ง
  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง 1,875 มก. (3 เม็ด) รับประทานวันละสองครั้ง

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง
  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

  • ขนาดยาดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับทั้งสำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาสแตติน (statin)
  • เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน
  • ยานี้สามารถรับประทานพร้อมกับยาสแตตินหรือใช้ยาทั้งสองในเวลาที่ต่างกัน

การใช้งาน

เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-C) ที่เพิ่มสูงเกินไปในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทสองเอ (Fredrickson Type IIa)

โดยใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยายับยั้งเอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอ รีดักเตส (HMG-CoA reductase inhibitor) หรือสแตติน และใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะไลโพโปรตีนในเลือดสูง (Hyperlipoproteinemia) ประเภทสองเอ (IIa) หรือไขมันชนิดไม่ดีสูงเกิน (Elevated LDL)

ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง 3,750 มก. (6 หกเม็ด) รับประทานวันละครั้ง
  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง 1,875 มก. (3 เม็ด) รับประทานวันละสองครั้ง

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง
  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

  • ขนาดยาดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับทั้งสำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาสแตติน
  • เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน
  • ยานี้สามารถรับประทานพร้อมกับยาสแตตินหรือใช้ยาทั้งสองในเวลาที่ต่างกัน

การใช้งาน

ใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-C) ที่เพิ่มสูงเกินไปในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทสองเอ (Fredrickson Type IIa)

โดยใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยายับยั้งเอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอ รีดักเตส (HMG-CoA reductase inhibitor) หรือสแตติน และใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาโคลเซเวแลมสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงตามพันธุกรรมเนื่องจากยีนเฮเทอโรไซกัส (Heterozygous Familial Hypercholesterolemia)

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

อายุ 10 ถึง 17 ปี

  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง
  • สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

การใช้งาน
ใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเด็กผู้ชายและเด็กหญิงอายุน้อยที่อายุ 10-17 ปี ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงตามพันธุกรรมเนื่องจากยีนเฮเทอโรไซกัส หากหลังจากการทดลองการรักษาด้วยการรับประทานอาหารแล้วยังคงมีอาการดังต่อไปนี้

  • คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดียังคงอยู่ที่ระดับ 190 มก./เดซิลิตรขึ้นไป หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดียังคงอยู่ที่ระดับ 160 มก./เดซิลิตรขึ้นไป
  • คนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) ก่อนวัยอันควร หรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ 2 ปัจจัยขึ้นไป

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • ยาแขวนตะกอนและยาเม็ดสำหรับรับประทาน ให้รับประทานพร้อมกับอาหารและน้ำ
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน ใช้สำหรับผู้ป่วยเด็กหรือผู้ป่วยที่กลืนยาเม็ดได้ลำบาก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากับหลอดอาหารไม่ควรรับประทานยาแผงแห้งๆ
  • ให้ยาที่ใช้ร่วมกับยานี้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนยานี้

การเก็บรักษา

  • ยาแขวนตะกอนและยาเม็ดสำหรับรับประทาน ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากความชื้น
  • ยาเม็ด การเก็บในอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในเวลาสั้นๆ (104 ฟาเรนไฮต์) ไม่ส่งผลที่ไม่พึงประสงค์กับตัวยา

เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมยา

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน เทยาหนึ่งซองในแก้วที่ใส่น้ำ น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมไดเอท 1/2 ถึง 1 แก้ว (4 ถึง 8 ออนซ์) ผสมให้เข้ากันแล้วดื่มลงไป

ทั่วไป

  • การรักษาด้วยยาควรใช้เป็นการเสริมกับการจำกัดอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลอิ่มตัว เมื่อการตอบสนองต่อการรับประทานอาหารและแทรกแซงโดยไม่ต้องใช้ยาเพียงอย่างเดียวนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ
  • การตอบสนองต่อการรักษาสูงสุดสำหรับการลดระดับลิปิด จะได้รับภายใน 2 สัปดาห์และรักษาระดับในระหว่างการรักษาระยะยาว การตอบสนองต่อการรักษาในงานวิจัยโรคเบาหวานนั้น แสดงให้เห็นถึงการลดค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษาและจะได้รับผลสูงสุดหรือใกล้จะสูงสุดหลังจากรักษาไป 12 ถึง 18 สัปดาห์
  • ยังไม่มีการศึกษาการใช้ยานี้ ในการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ร่วมกับยาไดเพปทิดิลเพปทิเดส-4 อินฮิบิเตอร์ (dipeptidyl peptidase 4 inhibitor) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคไขมันในเลือดสูงตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทที่ I III IV และ V หรือสำหรับการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่หนึ่งหรือภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจากเบาหวาน (diabetic ketoacidosis)

การเฝ้าระวัง

กระบวนการเผาผลาญ (Metabolic) ควรวัดระดับของลิปิด 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษา

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ควรหยุดการรักษาและรับการรักษาทันที หากมีอาการของโรคตับอ่อนอักเสบเกิดขึ้น เช่น ปวดท้องรุนแรงโดยมีหรือไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ควรรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำ
  • รับการรักษาในทันทีหากมีอาการปวดท้องรุนแรง หรือท้องผูกรุนแรง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

รวม 6 อาหารไขมันต่ำ ที่ดีต่อใจ แถมสบายต่อพุง

การกินอาหารไขมันต่ำ อาจช่วยลดน้ำหนัก และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาแนะนำ สุดยอด อาหารไขมันต่ำ ที่ไม่ควรพลาด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

ประโยชน์สุขภาพของน้ำมันอาร์แกน (Argan oil) น้ำมันสกัดสารพัดประโยชน์

บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า น้ำมันอาร์แกนนั้นก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน ประโยชน์สุขภาพของน้ำมันอาร์แกน มีอะไรบ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
รู้หรือไม่, สุขภาพชีวิตที่ดี กรกฎาคม 2, 2020 . เวลาในการอ่าน

กะหล่ำปลีช่วยลดน้ำหนัก ทำได้จริง หรือเป็นแค่ข่าวลือ

ความเชื่อเกี่ยวกับการ กินกะหล่ำปลีเพื่อช่วยลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมาก แต่ กะหล่ำปลีช่วยลดน้ำหนัก ได้จริงเหรอ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

ประโยชน์ต่อสุขภาพดีๆ ของ ถั่วลิสง ที่คุณรู้แล้วจะต้องหลงรัก

ถั่วลิสงนั้นนอกจากจะมีรสชาติอร่อย ยังอุดมไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ถั่วลิสง ให้ประโยชน์อะไรบ้าง มาหาคำตอบร่วมกันกับบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
โภชนาการ, สุขภาพชีวิตที่ดี พฤษภาคม 18, 2020 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

คอเลสเตอรอลสูง-ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ

คอเลสเตอรอลสูง ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ที่คุณควรระวัง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ สิงหาคม 7, 2020 . เวลาในการอ่าน
น้ำมันออริกาโน-ประโยชน์ด้านสุขภาพ

น้ำมันออริกาโน (Oregano Oil) กับประโยชน์ด้านสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ สิงหาคม 5, 2020 . เวลาในการอ่าน
แมคคาเดเมีย-ถั่ว-ประโยชน์สุขภาพ

แมคคาเดเมีย ถั่วมหัศจรรย์ สารพัดประโยชน์ต่อสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 20, 2020 . เวลาในการอ่าน
ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยวิธีที่คุณเองก็ทำได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 17, 2020 . เวลาในการอ่าน