คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

ข้อบ่งใช้

คาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน) ใช้สำหรับ

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate) หรือ คาพรีโอมัยซิน (Capreomycin) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาการติดเชื้อวัณโรค ยาคาพรีโอมัยซินนั้นอยู่ในกลุ่มของยาปฏิชีวนะ เชื่อว่าทำงานโดยการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรควัณโรค

วิธีใช้คาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน)

โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพจะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมง ตามปกติ คือวันละครั้งเป็นเวลา 2-4 เดือน แล้วจึงลดลงเหลือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาวะและการตอบสนองต่อการรักษา หรือตามที่แพทย์กำหนด ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การทำงานของไต และการตอบสนองต่อการรักษา

หากคุณใช้ยานี้ที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีเตรียมการและวิธีใช้ยาทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง โปรดสอบถามผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพให้เข้าใจก่อนใช้ยา

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบยาให้ดีว่ามีฝุ่นละอองหรือไม่ เมื่อผสมยาแล้ว ยาควรมีลักษณะเป็นสีเหลืองอ่อนมากจนเกือบใส อย่างไรก็ตาม ยาอาจมีสีเข้มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็ไม่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงแต่อย่างใด หากยาน้ำมีฝุ่นละออง หรือเปลี่ยนเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองเข้ม อย่าใช้ยานี้

หากคุณฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ควรเปลี่ยนที่ฉีดยาทุกครั้งเพื่อป้องกันการระคายเคือง และควรฉีดยาเข้าบริเวณกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น สะโพกหรือต้นขา เพื่อลดอาการปวดขณะฉีดยา

แม้ว่าอาการจะหายไปแล้ว ก็ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด เพราะการหยุดใช้ยาเร็วเกินไป อาจทำให้การติดเชื้อกำเริบได้ การรักษาวัณโรค อาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี หากจำเป็น แพทย์อาจให้คุณเปลี่ยนมาใช้ยารักษาโรคในรูปแบบรับประทาน

เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยเว้นระยะเวลาให้เท่ากัน และเพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรรับประทานในเวลาเดียวกันทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์

อย่าใช้ยามากกว่า น้อยกว่า หรือใช้ยานานกว่าที่กำหนด และอย่าหยุดใช้ยานี้ และยารักษาวัณโรคอื่นๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์โดยเด็ดขาด เว้นแต่แพทย์จะสั่งให้ทำเช่นนั้น การข้ามมื้อยาหรือเปลี่ยนยาโดยที่แพทย์ไม่อนุมัติ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียวัณโรคเพิ่มขึ้น ทำให้เชื้อดื้อยา หรือทำให้ผลข้างเคียงรุนแรงขึ้นได้ หากเชื้อวัณโรคดื้อต่อยานี้แล้ว ก็อาจจะดื้อต่อยารักษาโรควัณโรคอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ควรเรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและกำจัดเข็ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาที่ไม่ได้ใช้อย่างปลอดภัย และห้ามใช้เข็มฉีดยาและกระบอกฉีดยาซ้ำ

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

การเก็บรักษาคาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน)

ควรเก็บยาคาพาสแตต® ซัลเฟตที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง หากมีข้อสงสัยควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งคาพาสแตต® ซัลเฟตลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้คาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน)

ก่อนใช้คาพาสแตต® ซัลเฟต โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้

  • วางแผนตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • กำลังใช้ยาอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น
  • แพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของซีร์เทค® หรือยาอื่นๆ หรือเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ
  • มีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ โดยเฉพาะ

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้นได้ ฉะนั้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

ยาคาพาสแตต® ซัลเฟตอาจทำให้วันซีคแบคทีเรียเชื้อเป็น เช่น วัคซีนไทรอยด์ ทำงานได้ไม่ดี ฉะนั้น อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนโดยไม่แจ้งให้แพทย์ทราบ เว้นแต่แพทย์จะสั่ง

การทำงานของตับจะลดลงเมื่อคุณมีอายุเพิ่มมากขึ้น และตับมีหน้าที่กำจัดยานี้ออกจากร่างกาย ผู้สูงอายุจึงอาจมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงระหว่างกำลังใช้ยานี้ได้มากกว่า

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

คาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน) จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน)

คาพาสแตต® ซัลเฟต อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากหนึ่งในอาการเหล่านี้รุนแรงขึ้น หรือไม่หายไป

  • อาการปวด
  • อาการระคายเคือง
  • ผิวหนังแข็งขึ้น

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

อย่างไรก็ตาม โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรง ต่อไปนี้

  • สัญญาณของโรคไต เช่น ปัสสาวะมากขึ้นหรือน้อยลง สีปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • มีเสียงอื้อในหู มีปัญหากับการได้ยิน
  • วิงเวียน

แจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมาก ดังนี

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว
  • หัวใจเต้นผิดปกติ
  • มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย

การแพ้ยานี้อย่างรุนแรงค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง มีดังนี้

  • ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ
  • วิงเวียนขั้นรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

คาพาสแตต® ซัลเฟตอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับคาพาสแตต® ซัลเฟต ได้แก่

  • ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อไตหรือการได้ยิน เช่น แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B) โคลิสติน (Colistin) ไซโดโฟเวียร์ (Cidofovir) โพลีมิกซิน (Polymyxin)
  • ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) เช่น อะมิคาซิน (Amikacin) เจนตามัยซิน (Gentamicin) กานามัยซิน (Kanamycin) หรือโทบรามัยซิน (Tobramycin)
  • ยาระงับความรู้สึกบางชนิด

เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

คาพาสแตต® ซัลเฟตอาจมีปฏิกิริยากับอาหาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

คาพาสแตต® ซัลเฟตอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาของคาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน) สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง เป็นเวลา 60-120 วัน
  • ขนาดยาปกติ : 1 กรัม ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/วัน
  • ระยะเวลาในการรักษา : 12-24 เดือน

คำแนะนำ

  • ควรศึกษาความมีปฎิกิริยาไวก่อนเริ่มต้นการรักษา เพื่อหาว่ามีเชื้อสายพันธุ์มัยโคพลาสมาทูเบอร์คิวโลซิส (Mycoplasma tuberculosis) ที่มีปฏิกิริยาไวหรือไม่
  • ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านวัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวอื่นอย่างน้อย 1 ชนิด
  • หากไม่สามารถใช้ยานี้ได้ ผู้ป่วยควรเปลี่ยนไปใช้การรักษาด้วยการรับประทานยาที่เหมาะสม

การใช้งาน

ใช้ร่วมกับยาต้านวัณโรคอื่นที่เหมาะสม เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ปอดที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์มัยโคพลาสมาทูเบอร์คิวโลซิสที่มีปฏิกิริยาไว  เมื่อยาหลักที่ใช้ในการรักษา เช่น ไอโซไนอาซิด (Isoniazid) ไรแฟมพิน (Rifampin) อีแทมบูทอล (Ethambutol) กรดอะมิโนซาลิซิลิก (Aminosalicylic acid) สเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) นั้นใช้ไม่ได้ผล หรือไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากความเป็นพิษหรือมีเชื้อทูเบอร์เคิลแบซิลลัส (Tubercle Bacillus) ที่ดื้อยา

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) 

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/วัน

การใช้งาน

ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) 

  • 15-20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 15-25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • คำแนะนำ : ผู้ป่วยที่มีไตบกพร่องอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 15 มก./กก. ให้ยาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • การใช้งาน : ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

การปรับขนาดยาสำหรับไต

อาจได้รับความเข้มข้นในสภาวะคงที่ 10 ไมโครกรัม/มล. โดยการใช้ยาในขนาดต่อไปนี้

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 110 มล./นาที : 13.9 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 100 มล./นาที : 12.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 80 มล./นาที : 10.4 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 60 มล./นาที : 8.16 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 50 มล./นาที : 7.01 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 14 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 40 มล./นาที : 5.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 11.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 มล./นาที : 4.72 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 9.45 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 14.2 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 20 มล./นาที : 3.58 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 7.16 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 10.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 10 มล./นาที : 2.43 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 4.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 7.3 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะไร้ปัสสาวะ (anuric) คือ ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 0 มล./นาที : 1.29 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 2.58 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 3.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA)

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 15-25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้งาน

  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ : ฉีดยาลึกเข้าไปในมวลกล้ามเนื้อขนาดใหญ่
  • การให้ยาทางหลอดเลือดดำ : ให้ยาเป็นเวลานานกว่า 60 นาที

การเก็บรักษา

  • สารละลายคืนรูปสามารถเก็บได้นานถึง 24 ชั่วโมงภายในตู้เย็น

เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมการ

  • ละลายยาในน้ำกลั่นที่ใช้ผสมยาฉีด หรือโซเดียมคลอไรด์ 0.9% ปล่อยทิ้งไว้ 2-3 นาทีเพื่อให้ละลายจนสมบูรณ์
  • เขย่ายาให้ดีระหว่างการคืนรูปยา

ทั่วไป

  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้ออย่างตื้นๆ อาจส่งผลให้มีอาการปวดเพิ่มขึ้นและฝีไร้เชื้อบริเวณที่ฉีด (Sterile Abscess)
  • แม้สีของยาสารละลายจะเปลี่ยนไปเป็นสีฟางซีดเข้มขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้ยาหมดฤทธิ์หรือเป็นพิษแต่อย่างใด

การเฝ้าระวัง

ควรมีการตรวจสอบดังต่อไปนี้ก่อนเริ่มต้นการรักษาและเป็นประจำหลังจากนั้น

  • ตับ : ตรวจสอบสมรรถภาพของตับ
  • กระบวนการเผาผลาญ : ระดับเซรั่มของแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม
  • ระบบประสาท : ตรวจการทำงานของประสาทหูชั้นใน (Vestibular function)
  • อื่นๆ : วัดระดับออดิโอเมทริค (Audiometric measurements)
  • ไต : ตรวจสอบสมรรถภาพของไต

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • แนะนำให้ผู้ป่วยแจ้งให้แพทย์ทราบหากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีผลข้างเคียงที่ผิดปกติหรือรุนแรง เช่น สัญญาณหรืออาการของความเป็นพิษต่อหู (Ototoxicity) และความเป็นพิษต่อไต (Nephrotoxicity)

ขนาดยาของคาพาสแตต® ซัลเฟต (ยาคาพรีโอมัยซิน) สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP)

  • ทารก เด็ก และวัยรุ่น : 15-30 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/วัน
  • ระยะเวลาในการรักษา : 2 เดือน โดยใช้ร่วมกับไอโซไนอาซิด (Isoniazid) ไรแฟมพิน (Rifampin) และไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide)

การใช้งาน 

  • การรักษาเสริมสำหรับโรควัณโรคที่ดื้อต่อยา
  • การรักษาเสริมสำหรับเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่มีปฏิกิริยาไวต่อยา (drug-susceptible meningitis) ที่เกิดจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม โบวิส (Mycobacteria bovis) ในเขตพื้นที่พบการดื้อต่อยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) ได้มาก

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA)

อายุน้อยกว่า 15 ปี และน้ำหนักน้อยกว่า 40 กก. :

  • 15-20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25-30 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง

อายุ 15 ปีขึ้นไป และ/หรือ น้ำหนักมากกว่า 40 กก. :

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/วัน
  • คำแนะนำ : ผู้ป่วยที่มีไตบกพร่องอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 15 มก./กก. ให้ยาสัปดาห์ละสามครั้ง
  • การใช้งาน : ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยเด็ก

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาผงสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague)

กาฬโรคปอด (Pneumonic plague) เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน และสามารถติดได้จากสัตว์ฟันแทะ ที่มีเชื้อ เยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ กรกฎาคม 10, 2020 . เวลาในการอ่าน

ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล จะทำยังไงให้นอนหลับได้ดี

เมื่อ ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ชอบใจนัก เพราะนอกจากจะไม่เหมือนที่บ้านแล้ว บางครั้งยังอาจนอนหลับได้ไม่สนิทอีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เคล็ดลับสุขภาพ, สุขภาพชีวิตที่ดี มิถุนายน 5, 2020 . เวลาในการอ่าน

ผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง กับ ความเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19

ผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง กับ โควิด-19 เป็นเรื่องที่ต้องมีการระวังเป็นอย่างมาก เพราะผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อได้ง่าย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
Coronavirus, COVID-19 เมษายน 20, 2020 . เวลาในการอ่าน

วิตามินซี ช่วยป้องกันคุณจากโควิด-19 ได้หรือไม่

วิตามินซี ช่วยป้องกันคุณจากโควิด-19 ได้หรือไม่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ แต่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้รับวิตามินซีไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในการรักษา

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
Coronavirus, COVID-19 เมษายน 20, 2020 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

การใช้ยาปฏิชีวนะ-ผลข้างเคียง-ข้อควรรู้

การใช้ยาปฏิชีวนะ มีอะไรบ้างที่คุณควรรู้ เพื่อการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 24, 2020 . เวลาในการอ่าน
7-โรคที่มาพร้อมหน้าหนาว-วิธีดูแลตัวเองช่วงหน้าหนาว

7 โรคที่มาพร้อมหน้าหนาว พร้อมวิธีดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลโรค

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 10, 2020 . เวลาในการอ่าน
โรคไข้อีดำอีแดง-scarlet-fever

ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 1, 2020 . เวลาในการอ่าน
ยารักษาโรค-วิธีจัดเก็บยา-วิธีกำจัดยา

รู้หรือไม่ วิธีจัดเก็บยา และ การกำจัดยา ที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ กันยายน 25, 2020 . เวลาในการอ่าน