เค็ปปรา (Keppra®)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 5 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม) ใช้สำหรับ

ยาเค็ปปรา (Keppra®) เป็นยาต้านชัก (anti-epileptic drug) และยังเรียกว่ายากันชัก (anticonvulsant)

ยาเค็ปปราใช้เพื่อรักษาอาการชักที่กำลังมีอาการ ในผู้ใหญ่และเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 ปี

ยาเค็ปปรายังใช้เพื่อรักษาอาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว (tonic-clonic seizures) ในผู้ใหญ่และเด็กที่อายุอย่างน้อย 6 ปี และอาการชักสะดุ้ง (myoclonic seizures) ในผู้ใหญ่และเด็กที่อายุอย่างน้อย 12 ปี

วิธีการใช้ยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม)

ใช้ยาเค็ปปราตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ควรทำตามวิธีการใช้ยาบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด ในบางครั้งแพทย์อาจจะเปลี่ยนขนาดยา เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับผลที่ดีที่สุด อย่าใช้ยาในขนาดที่มากกว่า หรือน้อยกว่า หรือนานกว่าที่กำหนด

ยาเค็ปปรามักจะรับประทานหนึ่งครั้งทุกๆ 12 ถึง 24 ชั่วโมง ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน คุณสามารถรับประทานยาพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก

หากเด็กใช้ยานี้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับน้ำหนัก ขนาดของยาเค็ปปรานั้นจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็กและความเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อขนาดยาของเด็กได้

อย่าบด เคี้ยว หรือหักยาเม็ดออกฤทธิ์นาน ควรกลืนยาลงไปทั้งเม็ด

การเก็บรักษายาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม)

ยาเค็ปปราควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเค็ปปราบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเค็ปปราลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาเค็ปปรา หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

อย่าหยุดใช้ยาเค็ปปราโดยไม่ปรึกษาแพทย์ แม้ว่าคุณจะรู้สึกเป็นปกติ คุณอาจจะมีอาการชักมากขึ้น หากคุณหยุดใช้ยาเค็ปปราอย่างกะทันหัน คุณอาจจะจำเป็นต้องใช้ยาน้อยลง ก่อนหยุดใช้ยาอย่างสมบูรณ์

บางคนอาจจะมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตายเมื่อเริ่มใช้ยานี้ ควรตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรืออาการของคุณ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากเกิดอาการใหม่หรืออาการรุนแรงขึ้น

ควรพกป้ายแจ้งเตือนข้อมูลทางการแพทย์ หรือบัตรประจำตัวผู้ป่วยที่บอกว่า คุณกำลังใช้ยาเค็ปปรา ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพใดๆ ที่รักษาคุณควรทราบว่า คุณกำลังใช้ยารักษาอาการชัก

ยาเค็ปปราอาจทำให้ความคิดหรือปฏิริยาตอบสนองของคุณบกพร่อง ควรระมัดระวังหากคุณต้องขับรถหรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณตั้งครรภ์หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ ขณะที่กำลังใช้ยานี้

อย่าเริ่มหรือหยุดใช้ยาเค็ปปราขณะตั้งครรภ์ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ การมีอาการชักขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นอันตรายทั้งกับตัวแม่และเด็ก การควบคุมอาการชักนั้นสำคัญมากในช่วงตั้งครรภ์ และประโยชน์ในการป้องกันการชักนั้น อาจจะมากกว่าความเสี่ยงจากการใช้ยาเค็ปปรา

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเค็ปปราจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม)

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปอาจมีดังนี้

  • วิงเวียน
  • ง่วงซึม
  • รู้สึกเหนื่อยล้า
  • อ่อนแรง
  • รู้สึกก้าวร้าวหรือหงุดหงิด
  • เบื่ออาหาร
  • คัดจมูก
  • ติดเชื้อ

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเค็ปปราอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเค็ปปราอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเค็ปปราอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

เพื่อให้แน่ใจว่ายาเค็ปปรานั้นปลอดภัยสำหรับคุณ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • โรคไต หรือหากคุณกำลังอยู่ในกระบวนการไดอะไลซิส (dialysis)
  • โรคซึมเศร้าหรือหากคุณมีปัญหาทางจิตใจ
  • เคยมีอาการป่วยทางจิตหรือโรคจิต
  • เคยมีความคิดหรือการพยายามฆ่าตัวตาย

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม) สำหรับผู้ใหญ่

อาการชักสะดุ้ง

  • ยาออกฤทธิ์ทันที 500 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ/รับประทาน ทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาทุกๆ 2 สัปดาห์ 500 มก./ครั้ง ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำที่ 1,500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ขนาดยาที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า 3,000 มก./วัน นั้น ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ

มีอาการชักบางส่วน

ใช้เป็นการรักษาเสริม

  • ยาออกฤทธิ์ทันที 500 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกๆ 2 สัปดาห์ในขนาด 500 มก./ครั้ง ไม่ควรเกิน 3000 มก./วัน
  • ยาออกฤทธิ์นาน 1,000 มก. ต่อวัน อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกๆ 2 สัปดาห์ในขนาด 1,000 มก./ครั้ง ไม่ควรเกิน 3,000 มก./วัน
  • ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ 500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกๆ 2 สัปดาห์ในขนาด 500 มก./ครั้ง ไม่ควรเกิน 3,000 มก./วัน

อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว

  • ยาออกฤทธิ์ทันที 500 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ/รับประทาน ทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาทุกๆ 2 สัปดาห์ 500 มก./ครั้ง ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำที่ 1,500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ขนาดยาที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า 3,000 มก./วัน นั้นยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ

ขนาดยาเค็ปปรา (ลีวีไทราซีแทม) สำหรับเด็ก

มีอาการชักบางส่วน

ใช้เป็นการรักษาเสริม

ยาเม็ดออกฤทธิ์ทันที

  • อายุน้อยกว่า 1 เดือน ยังไม่มีการกำหนดความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
  • อายุ 1 ถึง6 เดือน 7 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาในขนาด 7 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำคือ 21 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี 10 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาในขนาด 10 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำคือ 25 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุ 4 ถึง 16 ปี 10 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาในขนาด 10 มก./กก./ครั้ง ถึง 30 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 16 ปี 500 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาในขนาด 500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำคือ 1,500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ขนาดยาต่อวันคือ 3,000 มก. (1,500 มก. วันละ 2 ครั้ง)

ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน

  • อายุน้อยกว่า 12 ปี ยังไม่มีการกำหนดความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
  • และอายุ 12 ปี ขนาดยาเริ่มต้นคือรับประทาน 1,000 มก. ต่อวัน อาจปรับเพิ่มขนาดยาในขนาด 1000 มก. ทุกๆ 2 สัปดาห์ไปจนถึงขนาดยาสูงสุดที่ 3,000 มก./วัน

อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว

  • อายุน้อยกว่า 6 ปี ยังไม่มีการกำหนดความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
  • อายุ 6 ถึง 16 ปี 10 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เพิ่มขนาดยาทุกๆ 2 สัปดาห์ในขนาด 10 มก./กก./ครั้ง ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำคือ 30 มก./กก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง ยังไม่มีการกำหนดประสิทธิภาพของขนาดยาที่น้อยกว่า 60 มก./กก./วัน
  • อายุมากกว่า 16 ปี 500 มก. รับประทาน ทุกๆ 12 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาในขนาด 500 มกทุกๆ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงขนาดยาที่แนะนำที่ 1,500 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดเค็ปปราแบบออกฤทธิ์ทันที ขนาด 250 มก. 500 มก. 750 มก. 1 กรัม
  • ยาเม็ดเค็ปปราแบบออกฤทธิ์นาน ขนาด 500 มก. 750 มก.
  • ยาเค็ปปราแบบสารละลายสำหรับรับประทาน ขนาด 100 มก./มล.
  • ยาเค็ปปราแบบสารละลายสำหรับฉีด 5 มก./มล. 10 มก./มล. 15 มก./มล. 100 มก./มล.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไบแลกซ์เทน® (Bilaxten®)

ยา ไบแลกซ์เทน® (Bilaxten®) ใช้เพื่อรักษาอาการโรคตาแดง โรคภูมิแพ้ (ตามฤดูกาล) และลมพิษ ควรใช้ยาไบแล็กซ์เทน ตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช

ดิสฟลาติล® (Disflatyl®)

ดิสฟลาติล® (Disflatyl®) เป็นยาที่มีสรรพคุณที่ช่วยลดแก๊สในกระเพราะอาหาร และลำไส้ และยังมีส่วนช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหารอื่นๆ อีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช

ดัลโคแก๊ส® (Dulcogas®)

ยา ดัลโคแก๊ส® (Dulcogas®) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ท้องอืด และมีแก๊สในกระเพาะอาหาร ความอิ่มตัวโดยทั่วไปเรียกว่าก๊าซ เคี้ยว 1 หรือ 2 เม็ด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช

ดรามามีนสำหรับเด็ก (Dramamine For Kids)

ยา ดรามามีนสำหรับเด็ก เป็นยาที่ใช้เพื่อลดอาการเมารถ เมาเรือ และเมาเครื่องบิน ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วยลดอาการวิงเวียนเมื่อขึ้นยานพาหนะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช

Recommended for you

บลิสเท็กซ์-blistex

บลิสเท็กซ์® (Blistex®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by pimruethai
Published on 06/01/2020 . 3 mins read
บอนเจลลา-bonjela

บอนเจลลา® (Bonjela®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by pimruethai
Published on 06/01/2020 . 3 mins read
บรินเทลเล็กซ์-Brintellix

บรินเทลเล็กซ์® (Brintellix®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by pimruethai
Published on 06/01/2020 . 4 mins read
คาลิเมท-kalimate

คาลิเมท® (Kalimate®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by pimruethai
Published on 23/12/2019 . 4 mins read