เรตาพามูลิน (Retapamulin)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 09/06/2020 . 5 mins read
Share now

เรตาพามูลิน (Retapamulin) เป็นยาปฏิชีวนะที่หยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ใช้รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคพุพอง

ข้อบ่งใช้

เรตาพามูลิน ใช้สำหรับ

เรตาพามูลิน (Retapamulin) ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังบางอย่าง เช่น โรคพุพอง (impetigo) หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ยานี้เป็นยาปฏิชีวนะที่ทำงานโดยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ผิวหนัง เช่น สแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) เสตร็ปโทโคคัส (Streptococcus)

วิธีใช้ยา เรตาพามูลิน

ใช้ยานี้ที่ผิวหนังเท่านั้น โดยทำความสะอาดและเช็ดบริเวณที่มีอาการให้แห้ง แล้วจึงทายาขี้ผึ้งเล็กน้อยลงตรงบริเวณที่มีอาการ โดยปกติคือวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 5 วัน หรือตามที่แพทย์กำหนด ล้างมือให้สะอาดหลังจากทายา ยกเว้นคุณมีอาการที่มือ

อย่าใช้ยานี้บริเวณรอบดวงตา จมูก ปาก หรืออวัยวะเพศ หรือผิวหนังบริเวณกว้าง เว้นแต่แพทย์กำหนดให้ใช้ได้ หลังทายาแล้ว คุณสามารถใช้ผ้าพันแผลหรือผ้าก๊อซปิดบริเวณที่ทายาไว้ เพื่อป้องกันยาเข้าตา ปาก หรือจมูกได้

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากยาสูงสุด ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตต่อไป และทำให้การติดเชื้อกำเริบอีกครั้ง

หลังจากใช้ยาติดต่อกัน 3-4 วัน คุณควรสังเกตเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้ว เช่น แผลหาย แผลแห้ง แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายในช่วงเวลาดังกล่าว โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

การเก็บรักษา ยาเรตาพามูลิน

ควรเก็บรักษา ยาเรตาพามูลิน ที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเรตาพามูลินบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาเรตาพามูลินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ ยาเรตาพามูลิน

ก่อนใช้ ยาเรตาพามูลิน โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ หากแพ้ยาเรตาพามูลิน แพ้ต่อยาอื่น หรือมีอาการแพ้อื่น ๆ รวมถึงการแพ้ส่วนผสมไม่ออกฤทธิ์ของยาเรตาพามูลิน โปรดสอบถามเภสัชกรสำหรับรายชื่อส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ และข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเรตาพามูลิน จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ ยาเรตาพามูลิน

อาจเกิดอาการแสบร้อน อาการปวดเหมือนถูกแมลงต่อย หรืออาการคันได้ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

โปรดจำไว้ว่า แพทย์สั่งจ่ายยาตัวนี้ให้คุณ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง และคนส่วนใหญ่ที่ใช้ยาตัวนี้ไม่เกิดผลข้างเคียงรุนแรงใด ๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่รุนแรง ได้แก่ มีอาการแผลพุพอง บวม หรือน้ำหนองเยิ้มที่ผิวหนัง

การใช้ยานี้ในระยะยาวหรือใช้ซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อครั้งใหม่ เช่น การติดเชื้อรา โปรดปรึกษาแพทย์หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณของอาการติดเชื้อครั้งใหม่ เช่น มีแผลใหม่ แผลรุนแรงขึ้น เป็นไข้

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่

  • ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ
  • เวียนศีรษะขั้นรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเรตาพามูลิน อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฎิกิริยาต่ออาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเรตาพามูลิน อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยาต่ออาการโรคอื่น

ยาเรตาพามูลิน อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเรตาพามูลินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคพุพอง

ทายาบาง ๆ ตรงบริเวณที่มีอาการ (พื้นที่ทั้งหมดสูงสุด 100 ตารางเซนติเมตร) วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

คำแนะนำ

  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาไปแล้ว 2-3 วัน ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษา

การใช้งาน

การรักษาเฉพาะที่สำหรับโรคพุพองที่เกิดจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือเสตร็ปโทโคคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) ที่มีปฏิกิริยาไวต่อเมทิซิลลิน (methicillin)

คำแนะนำอื่น

คำแนะนำการใช้ยา

  • อาจปกปิดบริเวณที่รักษาด้วยผ้าพันแผลที่ปราศจากเชื้อหรือผ้าก็อซ
  • ยังไม่มีการศึกษาและไม่แนะนำให้ใช้ยาเฉพาะที่อื่น ๆ ทาทับในบริเวณที่ทายาเรตาพามูลินแล้ว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา
  • ทำความสะอาดและเช็ดบริเวณที่มีอาการให้แห้งก่อนทายา
  • ทายาบาง ๆ ลงบนบริเวณที่มีอาการ แล้วนวดเบา ๆ
  • ใช้กับผิวหนังเท่านั้น ห้ามรับประทานและอย่าให้ยาเข้าสู่ดวงตา จมูก ปาก หรืออบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปรึกษาแพทย์หากบริเวณที่ทายามีอาการแย่ลง และมีอาการระคายเคือง รอยแดง คัน แสบร้อน บวม แผลพุพอง หรือเป็นหนอง

ขนาดยาเรตาพามูลินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคพุพอง

ทายาบาง ๆ ตรงบริเวณที่มีอาการ (สูงสุด 2% ของพื้นผิวร่างกายทั้งหมด) วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้ป่วยเด็กที่อายุ 9 เดือนขึ้นไป
  • ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับยายับยั้งไซโตโครม 450 3เอ4 (CYP450 3A4 inhibitors) ขนาดแรง ในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 24 เดือน เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเปิดรับยาทั่วร่างกายได้มากขึ้น
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาไปแล้ว 2-3 วัน ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษา

การใช้งาน

การรักษาเฉพาะที่สำหรับโรคพุพองที่เกิดจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือเสตร็ปโทโคคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) ที่มีปฏิกิริยาไวต่อเมทิซิลลิน (methicillin-susceptible)

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 เดือน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาขี้ผึ้งทาเฉพาะที่

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

น้ำหมึก อันตรายใกล้ตัว ที่คุณอาจไม่เคยระวัง

หลายคนมักคิดว่า น้ำหมึก เมื่อกินเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น หลายคนคงเป็นห่วงว่า น้ำหมึกอาจเป็นอันตรายใกล้ตัวที่อาจไม่เคยระวัง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

5 พฤติกรรมเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ที่คุณควรหลีกเลี่ยง

วันนี้ Hello คุณหมอจะขอมาแนะนำ 5 พฤติกรรมเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ที่คุณควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษกันค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

โรคงูสวัด (Shingles) ติดต่อกันง่าย แต่รักษาได้ไม่ยาก

งูสวัด หรือโรคงูสวัด (Shingles) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เป็นโรคอีสุกอีใส ได้แก่เชื้อไวรัส วาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster virus)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai
โรคผิวหนัง 27/01/2021 . 2 mins read

เรื้อน (Leprosy)

โรค เรื้อน (Leprosy) คือโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium leprae ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ผิวหนัง เป็นต้น

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล