ไซแฟกเซน® (Xifaxan®)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน) ใช้สำหรับ

ไซแฟกเซน® (Xifaxan®) เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียทางลำไส้เท่านั้น

ยาไรฟาซิมิน (Rifaximin) จะทำงานแตกต่างจากยาปฏิชีวนะตัวอื่น นั่นคือ สามารถส่งผ่านไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้ได้โดยไม่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยานี้จะรักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินลำไส้เท่านั้น มักไม่รักษาอาการติดเชื้อที่ส่วนอื่นของร่างกาย

ไซแฟกเซน® ใช้ในการรักษาโรคท้องเสีย ที่มีสาเหตุมาจากเชื้ออีโคไล (E. coli) ในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป หลายคนมีอาการติดเชื้อนี้จากการรับประทานอาหาร หรือบริโภคของเหลวที่มีการปนเปื้อนแบคทีเรียอีโคไล

ยานี้ ยังใช้รักษาโรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome) ในผู้ใหญ่ ซึ่งมีอาการหลัก คือ ท้องร่วง

นอกจากนี้ ยังใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ในผู้ใหญ่ที่มีภาวะไตล้มเหลว ประสิทธิภาพการทำงานของสมองอาจได้รับผลกระทบ เมื่อตับหยุดทำงาน และไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกาย

วิธีใช้ไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน)

รับประทานไซแฟกเซน® พร้อมอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหากก็ได้ ควรทำตามแนวทางการใช้ยาบนฉลากยา และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าใช้ยานี้ในขนาดที่มากกว่าหรือใช้ยานานกว่าที่กำหนด โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากยาของคุณทำงานได้ไม่ดีดังเดิม

ใช้ไซแฟกเซน® ให้ครบกำหนดตามที่แพทย์แนะนำ แม้คุณจะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะการงดรับประทานยาอาจทำให้เชื้อไม่หายขาด และเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ดื้อยาในอนาคต ยานี้ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อทางไวรัส เช่น หวัด อาการจาม

หากใช้ยามาแล้วเกิน 24 ชั่วโมง แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง โปรดแจ้งแพทย์ทันที

ไซแฟกเซน® ไม่สามารถรักษาโรคท้องร่วง จากแบคทีเรียได้ทุกชนิด

วิธีเก็บรักษาไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน)

ไซแฟกเซน® ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง หากมีข้อสงสัยควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งไซแฟกเซน® ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน)

ก่อนใช้ไซแฟกเซน® โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้

  • วางแผนตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • กำลังใช้ยาอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น
  • แพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของซาแน็กซ์® หรือยาอื่นๆ
  • มีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ โดยเฉพาะ โรคตับ ท้องเสียร่วมกับภาวะมีไข้ ท้องเสียเป็นน้ำหรือเป็นเลือดปน

คุณไม่ควรรับประทานไซแฟกเซน® หากคุณมีอาการแพ้ต่อยาไรฟาซิมิน (rifaximin) ยาไรฟาบูติน (rifabutin) ยาไรแฟมพิน (rifampin) หรือยาไรฟาเพนติน (rifapentine)

ไม่ควรใช้ไซแฟกเซน® กับเด็กวัยต่ำกว่า 12 ปี

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ไซแฟกเซน® จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากการใช้ไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน)

เข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของภูมิแพ้ยา เช่น โรคลมพิษ หายใจติดขัด อาการบวมที่หน้า ริมฝีปาก ลิ้นหรือคอ

หยุดใช้ไซแฟกเซน® และแจ้งหมอของคุณทันที หากมีอาการต่อไปนี้

  • ปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำหรือเลือด
  • เป็นไข้
  • น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใบหน้าและลำตัว

ผลข้างเคียงทั่วไปที่อาจพบ ได้แก่

  • อาการบวมที่มือ เท้าหรือลำตัวของคุณ
  • อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
  • รู้สึกเหนื่อย
  • ผลการตรวจประสิทธิภาพทำงานของตับที่ผิดปกติ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ไซแฟกเซน® อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับไซแฟกเซน® ได้แก่

  • ยาไซโคลสปอรีน (Cyclosporine)
  • ยาโลพินาเวียร์ (Lopinavir) และ ยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir)
  • ยาปฏิชีวนะอะซิโทรไมซิน (azithromycin) ยาคลาริโทรมายซิน (clarithromycin) ยาอิริโทรมายซิน (erythromycin)
  • ยาต้านเชื้อรา ยาไอตราโคนาโซน (itraconazole) ยาคีโตโคนาโซน (ketoconazole)
  • ยาความดันโลหิตและหัวใจ ยาอะมิโอดาโรน (amiodarone) ยาแคปโตพริล (captopril) ยาคาร์วิไดรอล (carvedilol) ยาดิลไทอะเซม (diltiazem) ยาโดรเนดาโรน (dronedarone) ยาเฟโลดิพิน (felodipine) ยาควินิดิน (quinidine) ยาราโนลาซีน (ranolazine) ยาเวราพามิล (verapamil)

ปฏิกิริยาต่ออาหารและแอลกอฮอล์

ไซแฟกเซน® อาจมีปฏิกิริยากับอาหาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยาต่ออาการโรค

ไซแฟกเซน® อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาของไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน) สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคท้องร่วง

รับประทานครั้งละ 200 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมองเสื่อมจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)

รับประทานครั้งละ 550 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

โรคลำไส้แปรปรวนที่เกิดจากอาการท้องร่วง

ขนาดยาที่แนะนำ : รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ขนาดเม็ดละ 550 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน ผู้ป่วยที่พบกับการกำเริบของอาการสามารถกลับมารักษาได้โดยเพิ่มเกณฑ์การให้ยาเดิมเป็นสองเท่า

ขนาดยาของไซแฟกเซน® (ยาไรฟาซิมิน) สำหรับเด็ก

ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็กที่เป็นโรคท้องร่วง

อายุ 12 ปีขึ้นไป : รับประทานครั้งละ 200 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด : ไรฟาซิมิน 550 มิลลิกรัม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

การติดเชื้ออีโคไล (E.coli Infection)

การติดเชื้ออีโคไล (E. coli) สามารถเกิดจากการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการท้องเสียเล็กน้อยถึงรุนแรง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by pimruethai
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ มกราคม 2, 2020

อาการท้องร่วง ต้นเหตุจากไวรัสโรต้า (Rotavirus)

เมื่อเกิด อาการท้องร่วง โดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะนึกถึงเรื่องการทานอาการเป็นสาเหตุหลัก แต่ความจริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงจริงๆ มาจากไวรัสโรต้า

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

บุสโคพาน® (Buscopan®)

ยา บุสโคพาน® (Buscopan®) ใช้เพื่อบรรเทาอาการอาการปวดท้องแบบปวดบีบเป็นระยะซึ่งเกิดจากอาการกล้ามเนื้อกระตุกในระบบทางเดินอาหารหรือระบบทางเดินปัสสาวะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ มิถุนายน 28, 2019

โลโมติล® (Lomotil®)

โลโมติล® (Lomotil®) ใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องร่วง ออกฤทธิ์ด้วยการลดและยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ช้าลง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ มิถุนายน 20, 2019