ไมโซพรอสทอล (Misoprostol)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 9 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา ไมโซพรอสทอล ใช้สำหรับ

ยา ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) ใช้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารขณะที่กำลังใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (naproxen) โดยเฉพาะหากคุณมีความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือเคยมีแผลมาก่อน ยาไมโซพรอสทอล จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่น อาการเลือดออก ยานี้จะช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารโดยการลดปริมาณของกรดที่มาสัมผัส

นอกจากนี้ ยานี้ยังใช้ร่วมกับยาอื่น อย่างเช่น ยามิฟีพริสโตน (mifepristone) เพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ (การแท้งบุตร)

วิธีการใช้ยา ไมโซพรอสทอล

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

*หากคุณใช้ยานี้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร รับประทานยานี้ โดยปกติ คือ วันละสี่ครั้งหลังมื้ออาหารและก่อนนอน เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการท้องร่วง หรือตามที่แพทย์กำหนด

**หากใช้ยานี้เพื่อให้แท้งบุตร ควรรับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด และใช้ยานี้ภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์

***หากคุณใช้ยานี้เพื่อเริ่มการคลอดบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพจะสอดยานี้เข้าทางช่องคลอด

หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมขณะที่กำลังใช้ยานี้ เนื่องจากอาจทำให้อาการท้องร่วงรุนแรงขึ้น หากคุณจำเป็นต้องใช้ยาลดกรด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อช่วยเลือกยาให้คุณ

สำหรับการป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่คุณกำลังใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรใช้ยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด และควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายา ไมโซพรอสทอล

ยาไมโซพรอสทอล ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไมโซพรอสทอลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไมโซพรอสทอลลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ไมโซพรอสทอล

ก่อนใช้ยาไมโซพรอสทอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะหากคุณมีโรคดังต่อไปนี้

  • โรคกระเพาะ หรือโรคลำไส้ เช่น โรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease)
  • มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอาการมดลูกแตก หากให้ยานี้ทางช่องคลอด เช่น เคยผ่าคลอด เคยผ่าตัดมดลูก เคยตั้งครรภ์ห้าครั้งขึ้นไป
  • การดื่มสุราและสูบบุหรี่ทุกวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราและหยุดสูบบุหรี่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณกำลังใช้ยานี้ร่วมกับยามิฟีพริสโตน เพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ในนานๆ ครั้งอาจจะเกิดอาการแท้งไม่สมบูรณ์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่แพทย์จะต้องเฝ้าสังเกตคุณอย่างใกล้ชิด และควรไปตามนัดแพทย์เพื่อติดตามความคืบหน้าทุกครั้ง ควรรับคำแนะนำอย่างชัดเจนจากแพทย์เกี่ยวกับผู้ที่ควรติดต่อและสิ่งที่ควรทำในกรณีฉุกเฉิน อาจจะเกิดอาการเลือดออกจากช่องคลอดหลังจากที่คุณใช้ยาร่วมกัน

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณเกิดอาการที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น เช่น อาการเลือดออกจากช่องคลอดอย่างรุนแรง หรือเป็นเวลานาน สัญญาณของการติดเชื้อ เป็นไข้หรือหนาวสั่น หรือหมดสติ

ห้ามใช้ยานี้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากโอกาสในการเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนคำเตือน)

หากคุณอยู่ในวัยเจริญพันธ์ ควรใช้การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพขณะที่กำลังใช้ยาไมโซพรอสทอลและเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนหรือครบหนึ่งรอบการมีประจำเดือนหลังจากที่คุณหยุดใช้ยานี้ หากคุณตั้งครรภ์หรือคิดว่าอาจจะตั้งครรภ์ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ แต่ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยาไมโซพรอสทอลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด X โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา ไมโซพรอสทอล

อาจเกิดอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องอย่างรุนแรง หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

อาการท้องร่วงนั้น พบได้มากจากการใช้ยาไมโซพรอสทอลและมักจะเกิดประมาณสองสัปดาห์ หลังจากเริ่มใช้ยานี้และเป็นนานประมาณหนึ่งสัปดาห์ โปรดบริโภคน้ำและแร่ธาตุหรืออิเล็กโทรไลต์ (electrolytes) ให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ อาการท้องร่วงบ่อยครั้ง

ในบางครั้งอาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุในปริมาณมากได้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีสัญญาณที่รุนแรงเกี่ยวกับภาวะขาดน้ำและภาวะแร่ธาตุไม่สมดุลดังต่อไปนี้ วิงเวียนอย่างรุนแรง ปัสสาวะน้อยลง มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นช้าหรือผิดปกติ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ มีปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือนหรือประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างผิดปกติหรือมามาก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาไมโซพรอสทอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไมโซพรอสทอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไมโซพรอสทอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไมโซพรอสทอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcer)

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้ออาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ

100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ

ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น เคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้อาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ

100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ

ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (เช่นเคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันแผลเปื่อย ที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้อาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ

100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ

ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (เช่นเคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิด (Cervical Ripening)

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

  • 25 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดทุกๆ 3 ถึง 6 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ยาในขนาด 50 ไมโครกรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • ผู้ผลิตระบุว่าการใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้น ควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น
  • ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า ยานี้จะเป็นวิธีสำหรับการคลอดที่มีประสิทธิภาพมากกว่า (เทียบกับยาออกซิโทซิน [oxytocin]) ในผู้ป่วยก่อนการตั้งครรภ์ 28 สัปดาห์
  • ขนาดยาที่สูงนั้น อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ภาวะมดลูกหดรัดตัวมากกว่า 5 ครั้งภายใน 10 นาที (uterine tachysystole) โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจลดลงที่อันตรายถึงชีวิต
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระหว่างช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ ในผู้ป่วยที่เคยผ่าคลอด หรือเคยรับการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มดลูก

การใช้งาน

เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิดและเริ่มต้นการคลอด สำหรับผู้หญิงที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด (premature rupture of membranes)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อเริ่มต้นการคลอดบุตร

คำแนะนำจาก วิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

  • 25 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดทุกๆ 3 ถึง 6 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ยาในขนาด 50 ไมโครกรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • ผู้ผลิตระบุว่า การใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้น ควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น
  • ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า ยานี้จะเป็นวิธีสำหรับการคลอดที่มีประสิทธิภาพมากกว่า (เทียบกับยาออกซิโทซิน) ในผู้ป่วยก่อนการตั้งครรภ์ 28 สัปดาห์
  • ขนาดยาที่สูงนั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ภาวะมดลูกหดรัดตัวมากกว่า 5 ครั้งภายใน 10 นาที (uterine tachysystole) โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจลดลงที่อันตรายถึงชีวิต
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระหว่างช่วงไตรมาสที่ 3 หรือในผู้ป่วยที่เคยผ่าคลอดหรือเคยรับการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มดลูก

การใช้งาน

เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิดและเริ่มต้นการคลอดสำหรับผู้หญิงที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Bleeding)

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

800 ถึง 1000 ไมโครกรัม สอดทวารหนักหนึ่งครั้ง

การใช้งาน

เพื่อรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด

คำแนะนำจากสมาพันธ์นรีเวชวิทยาและสูติศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Federation of Gynecology Obstetrics)

600 ไมโครกรัม รับประทาน หรือ 800 ไมโครกรัม อมใต้ลิ้นหนึ่งครั้งทันทีหลังจากคลอดบุตร

คำแนะนำ

  • ผู้ผลิตระบุว่าการใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้น ควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น
  • ก่อนให้ยา ควรคลำตรวจท้องเพื่อยืนยันว่า ไม่มีทารกคนอื่นในมดลูกอีก
  • ขนาดยานั้น ไม่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย
  • การใช้ยานี้เพิ่มจากการใช้ยาออกซิโทซินนั้น ไม่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นแต่ความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์อาจจะเพิ่มขึ้น

การใช้งาน

เพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด (ในกรณีที่ไม่มียาออกซิโทซิน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการแท้งบุตร

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์ และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

  • การแท้งตั้งแต่ช่วงแรก 800 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดหนึ่งครั้ง อาจให้ยาครั้งที่สองหากไม่มีการตอบสนองต่อการให้ยาครั้งแรก โดยไม่เร็วกว่า 3 ชั่วโมงหลังจากให้ยาครั้งแรก และโดยปกติจะให้ภายใน 7 วัน
  • การแท้งไม่สมบูรณ์ 600 ไมโครกรัม รับประทานหนึ่งครั้ง
  • การแท้งค้าง (Missed Abortion) 800 ไมโครกรัม สอดช่องคลอด หรือ 600 ไมโครกรัม อมใต้ลิ้นหนึ่งครั้ง อาจให้ยาซ้ำทุกๆ 3 ชั่วโมงเพิ่มอีก 2 ครั้ง

คำแนะนำ

  • ควรให้ยาแก้ปวด
  • ผู้ป่วยที่มีเลือดอาร์เอชลบ (Rh(D) negative) และไม่ไวต่อแสง (unsensitized) ควรให้อาร์เอชอิมมิวโนโกลบูลิน (Rh(D)-immune globulin) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากให้ยาครั้งแรก
  • การรักษาเพิ่มเติมควรจะทำ ภายใน 7 ถึง 14 วัน เพื่อให้แน่ใจว่า ขับออกอย่างสมบูรณ์
  • หากการรักษาล้มเหลว ผู้ป่วยอาจจะเลือกว่าจะทำการรักษาแบบประคับประคอง (expectant management) หรือ ดูดเนื้อรกออกพร้อมกับขูดมดลูก (suction curettage)

การใช้งาน

เพื่อรักษาการแท้ง ตั้งแต่ช่วงแรก การแท้งไม่สมบูรณ์ หรือการแท้งค้าง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

อาจต้องมีการปรับขนาดยา แต่ยังไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางที่เฉพาะเจาะจง (ควรระมัดระวังการใช้ยา และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด)

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหาร และยาครั้งสุดท้ายควรรับประทานก่อนนอน
  • เมื่อใช้ยานี้เพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ควรถอดห่วงคุมกำเนิด (intrauterine devices) ก่อนใช้ยา

การเก็บรักษา

  • เก็บให้พ้นจากความชื้น เก็บไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส

ทั่วไป

  • การรักษานั้นไม่แสดงให้เห็นถึง การลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในลำไส้เล็กตอนต้น ในผู้ป่วยที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์
  • เคยมีการเกิดอาการทางเดินขี้เทา (Meconium passage) ขี้เท้าปนในน้ำคร่ำ (meconium staining of amniotic fluid) การผ่าคลอด การช็อกของมารดา มารดาเสียชีวิต หัวใจทารกเต้นช้า และทารกเสียชีวิต หลังจากใช้ยาในรูปแบบยาเม็ดเพื่อการคลอดบุตร
  • การทดลองแบบควบคุมนานกว่า 3 เดือนเคยแสดงให้เห็น การลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แต่ยานี้จะไม่มีประสิทธิภาพจากอาการปวดหรือไม่สบายในระบบทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เทียบกับยาหลอก
  • การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ สามารถเกิดได้ระหว่างการขับลูกและการกลับมาเริ่มมีประจำเดือน ( ควรกลับมาคุมกำเนิดต่อในทันที )

การเฝ้าระวัง

  • อวัยวะสืบพันธุ์ อาการเลือดออกจากช่องคลอด
  • เลือด สัญญาณและอาการของภาวะขาดน้ำ
  • อื่นๆ เช่น การแท้งไม่สมบูรณ์ ภาวะรกค้าง (retained placenta)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยไม่ควรให้ยานี้แก่ผู้อื่น
  • ผู้ป่วยที่สิ้นสุดการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ควรจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลจากศูนย์สั่งจ่ายยา จนกว่าจะมีหลักฐานถึงการขับลูกจนสมบูรณ์แล้ว
  • ผู้ป่วยควรรับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หากมีสัญญาณหรืออาการของการติดเชื้อ หรือมีเลือดออกจากช่องคลอดมากเกินไปขณะที่กำลังใช้ยานี้
  • ผู้ป่วยที่มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่กำลังรับการรักษา ผู้ป่วยควรหยุดการรักษาและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในทันทีหากตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำให้อ่านแผ่นพับข้อมูล ที่แถมมาทุกครั้งที่เติมยา

ขนาดยาไมโซพรอสทอลสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัย และประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ( ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร )

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ระบบทางเดินอาหาร ระบบสำคัญของร่างกายที่เราควรต้องรู้

ระบบทางเดินอาหาร คือ ระบบที่ทำหน้าที่สำคัญในการย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และดูดซึมเอาสารอาหารจากอาหารมื้อนั้นๆ ไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

ท้องอืดบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกระเพาะอาหารย่อยช้า

หากคุณมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกระเพาะอาหารย่อยช้า บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับภาวะนี้ค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

เดินหลังกินข้าวเสร็จ ดีต่อสุขภาพ แถมยังอาจช่วยลดน้ำหนักได้

การเดินเล่นสบายๆ หลังอาหาร ดีต่อสุขภาพ แถมยังอาจช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ดังนั้น ทาง Hello คุณหมอ จึงได้นำเรื่องประโยชน์ของการ เดินหลังกินข้าวเสร็จ มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

พฤติกรรมที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทำง่าย สบายท้อง

การสร้างสุขลักษณนิสัย พฤติกรรมที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร สามารถที่จะบ่งบอกถึงการมีสุขภาพที่ดีได้ เช่น ไม่ท้องผูก ไม่เป็นกรดไหลย้อน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai