กรดเอธาครีนิก (Ethacrynic Acid)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: กรดเอธาครีนิก (Ethacrynic Acid) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

กรดเอธาครีนิก ใช้สำหรับ

กรดเอธาครีนิก (Ethacrynic Acid) เป็นยาขับน้ำหรือยาขับปัสสาวะ (diuretic) ทำงานที่ไตโดยการเพิ่มปริมาณการผลิตปัสสาวะ ช่วยให้ร่างกายกำจัดน้ำส่วนเกินออกไปได้ ยานี้ใช้เพื่อลดอาการบวมน้ำ (edema) ที่เกิดจากสภาวะต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง หัวใจล้มเหลว โรคตับ และโรคไต ส่งผลให้ไตสามารถทำงานได้ดีขึ้น และลดอาการต่างๆ เช่น อาการหายใจติดขัด อาการบวมที่ข้อเท้า เท้า มือ หรือท้อง

*ไม่ควรใช้ยานี้กับเด็กทารก

วิธีการใช้กรดเอธาครีนิก

ใช้ยาตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละ 1 หรือ 2 ครั้งหลังมื้ออาหาร ควรรับประทานยานี้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนเวลานอน หากคุณใช้ยานี้ใกล้กับเวลานอน คุณอาจจำเป็นต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตารางการใช้ยา โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มใช้ยาในขนาดต่ำๆ ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มขนาดยา โดยแพทย์จะปรับขนาดยาตามสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา และผลการทดสอบในห้องทดลอง (เช่น ระดับของโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์) บางคนอาจต้องใช้ยาวันเว้นวัน หรือใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้เป็นประจำ ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสุงสุด เพื่อให้จำง่าย ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

หากอาการของคุณยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

การเก็บรักษากรดเอธาครีนิก

ยากรดเอธาครีนิกควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยากรดเอธาครีนิกบางยี่ห้อมีวิธีเก็บรักษาที่แตกต่างออกไป จึงควรอ่านคำแนะนำบนฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยากรดเอธาครีนิกลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น  หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้กรดเอธาครีนิก

ก่อนใช้ยานี้ ควรแจ้งประวัติทางการแพทย์ของคุณให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะโรคเกาต์ โรคไต โรคตับ

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้ ฉะนั้นในช่วงที่ใช้ยานี้ คุณไม่ควรประกอบกิจกรรมที่ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เช่น ขับรถ ใช้เครื่องจักร ควรกลับไปทำกิจกรรมดังกล่าว ต่อเมื่อแน่ใจว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

ยานี้สามารถลดระดับของเกลือหรือแร่ธาตุภายในเลือดได้ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แพทย์อาจสั่งให้คุณรับประทานเกลือ อาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เช่น กล้วย น้ำส้มคั้น มากขึ้น หรือรับประทานอาหารเสริมโพแทสเซียม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

ยานี้อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตามที่แพทย์สั่งเป็นประจำ และแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพื่อให้เหมาะสมกับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ก่อนการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อเอง สมุนไพร เป็นต้น

ผู้สูงอายุอาจมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้มากกว่า โดยเฉพาะอาการวิงเวียน การสูญเสียน้ำและแร่ธาตุ

ในช่วงตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

สำหรับสตรีที่ให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ 

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรที่เพียงพอ หากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตรโปรดปรึกษากับแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

กรดเอธาครีนิกจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้กรดเอธาครีนิก

อาจเกิดอาการวิงเวียน เวียนศีรษะ อ่อนแรง ตะคริว ท้องไส้ปั่นป่วน หรือท้องร่วง หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการวิงเวียนและเวียนศีรษะ ควรลุกจากท่านั่งหรือท่านอนช้าๆ

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ยานี้เป็นยาขับปัสสาวะที่รุนแรง และสามารถทำให้เกิดการสูญเสียน้ำ (ภาวะขาดน้ำ) และเกลือหรือแร่ธาตุภายในร่างกายเป็นปริมาณมาก ขณะใช้ยาจึงควรคอยสังเกตอาการของภาวะขาดน้ำอยู่เสมอ เช่น รู้สึกสับสน ปัสสาวะลดลงผิดปกติ ปากแห้งหรือกระหายน้ำผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ วิงเวียนหรือเวียนศีรษะ

หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อไปนี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่ มีผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ฟูโรซีไมด์ (furosemide) ลิเทียม (lithium)

ยาบางชนิดอาจจะมีส่วนประกอบที่สามารถเพิ่มระดับความดันโลหิต หรือทำให้อาการบวมรุนแรงขึ้น คุณควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบว่ากำลังใช้ยาใดอยู่บ้าง และสอบถามวิธีการใช้ยาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะยาแก้ไอแก้หวัด ยาลดความอ้วน หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (naproxen)

ยากรดเอธาครีนิกอาจทำปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัย คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยากรดเอธาครีนิกอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยากรดเอธาครีนิกอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดกรดเอธาครีนิกสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการน้ำคั่งในช่องท้อง (Ascites)

รับประทาน

  • 50 ถึง 200 มก. ต่อวันโดยแบ่งใช้ 1-2 ครั้ง เมื่อได้รับผลการขับปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นอีก 25 ถึง 50 มก. ไปจนได้ขนาดยาต่ำสุดที่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษา และให้ยาอย่างต่อเนื่องหรือเป็นช่วงๆ
  • ขนาดยาสำหรับเป็นยาเสริม: เมื่อเพิ่มยานี้ในสูตรยาปัสสาวะที่มีอยู่ ขนาดยาเริ่มต้นและการเปลี่ยนขนาดยาควรเพิ่มขึ้น 25 มก.

คำแนะนำ

  • อาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาปกติที่สูงถึง 200 มก. วันละ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วจะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำขั้นรุนแรงและดื้อยา
  • ขนาดยาและความถี่ในการใช้อาจสามารถลดลงได้เมื่อได้รับน้ำหนักแห้ง (dry weight) ที่ต้องการ
  • ขนาดยาสำหรับให้ยาเป็นช่วงๆ นั้นอาจมีทั้งการให้ยาวันเว้นวันหรือให้ยาเป็นระยะยาวโดยมีช่วงพักไม่ใช้ยา

การใช้งาน เพื่อจัดการอาการบวมน้ำ เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาที่มีโอกาสในการขับปัสสาวะได้มากกว่าปกติในระยะสั้น เพื่อจัดการกับอาการบวมน้ำ ที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease) โรคตับแข็ง หรือโรคไต รวมทั้งกลุ่มอาการเนฟโฟรติค (nephrotic syndrome) หรือการจัดการอาการท้องมานในระยะสั้น เนื่องจากก้อนเนื้อร้าย อาการบวมน้ำไม่ทราบสาเหตุ หรือภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)

การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • 50 มก. (หรือ 0.5 ถึง 1 มก./กก.) ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหนึ่งครั้ง ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาครั้งที่สองฉีดเข้าที่บริเวณฉีดยาแห่งใหม่
  • คำแนะนำ: เคยมีการใช้ยาในขนาดยาไม่เกิน 100 มก. สำหรับฉีดหนึ่งครั้ง สำหรับสถานการณ์ที่สำคัญ
  • การใช้งาน: เมื่อต้องการฤทธิ์ของยาขับปัสสาวะอย่างเร่งด่วน เช่นอาการบวมน้ำที่ปอดอย่างเฉียบพลัน (acute pulmonary edema) หรือการดูดซึมของระบบทางทางเดินอาหารนั้นบกพร่องหรือไม่สามารถใช้ยาแบบรับประทานได้

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการบวมน้ำ (Edema)

รับประทาน

  • 50 ถึง 200 มก. ต่อวันโดยแบ่งใช้ 1-2 ครั้ง เมื่อได้รับผลการขับปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นอีก 25 ถึง 50 มก. ไปจนได้ขนาดยาต่ำสุดที่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษา และให้ยาอย่างต่อเนื่องหรือเป็นช่วงๆ
  • ขนาดยาสำหรับเป็นยาเสริม: เมื่อเพิ่มยานี้ในสูตรยาปัสสาวะที่มีอยู่ ขนาดยาเริ่มต้นและการเปลี่ยนขนาดยาควรเพิ่มขึ้น 25 มก.

คำแนะนำ

  • อาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดขนาดยาเริ่มต้น และขนาดยาปกติที่สูงกว่า 200 มก. วันละ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วจะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำขั้นรุนแรงและดื้อยา
  • ขนาดยาและความถี่ในการใช้อาจสามารถลดลงได้เมื่อได้รับน้ำหนักแห้ง (dry weight) ที่ต้องการ
  • ขนาดยาสำหรับให้ยาเป็นช่วงๆ นั้นอาจมีทั้งการให้ยาวันเว้นวันหรือให้ยาเป็นระยะยาวโดยมีช่วงพักไม่ใช้ยา

การใช้งาน เพื่อจัดการอาการบวมน้ำ เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาที่มีโอกาสในการขับปัสสาวะได้มากกว่าปกติในระยะสั้น เพื่อจัดการกับอาการบวมน้ำที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease) โรคตับแข็ง หรือโรคไต รวมทั้งกลุ่มอาการเนฟโฟรติค (nephrotic syndrome) หรือการจัดการอาการน้ำคั่งในท้องในระยะสั้น เนื่องจากก้อนเนื้อร้าย อาการบวมน้ำไม่ทราบสาเหตุ หรือภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)

การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • 50 มก. (หรือ 0.5 ถึง 1 มก./กก.) ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหนึ่งครั้ง ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาครั้งที่สอง ฉีดเข้าที่บริเวณฉีดยาแห่งใหม่
  • คำแนะนำ: เคยมีการใช้ยาในขนาดยาไม่เกิน 100 มก. สำหรับฉีดหนึ่งครั้ง สำหรับสถานการณ์สำคัญ
  • การใช้งาน: เมื่อต้องการฤทธิ์ของยาขับปัสสาวะอย่างเร่งด่วน เช่น อาการบวมน้ำที่ปอดอย่างเฉียบพลัน (acute pulmonary edema) หรือการดูดซึมของระบบทางทางเดินอาหารนั้นบกพร่องหรือไม่ สามารถใช้ยาแบบรับประทานได้

การปรับขนาดยาไต

  • ข้อห้ามใช้สำหรับผู้ป่วยภาวะปัสสาวะไม่ออก (anuria)
  • หากเกิดความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลท์ (electrolyte imbalance) ภาวะอะโซทีเมีย (azotemia) ภาวะปัสสาวะน้อย (Oliguria) หนักขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ขณะรักษาโรคไต ควรหยุดใช้ยานี้

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

การปรับขนาดยา

  • ขนาดยาสำหรับรับประทานสามารถเพิ่มขึ้นได้ 25 ถึง 50 มก./วัน.
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อขนาดยา 50 ถึง 100 มก./วัน.
  • สามารถให้ยาทางหลอดเลือดดำครั้งที่สองได้ภายใน 6 ถึง 8 ชั่วโมง

คำแนะนำอื่นๆ

  • คำแนะนำการให้ยาทางหลอดเลือดดำ: ควรให้ยาอย่างช้าๆ ผ่านทางสายหลอดยาหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง เป็นเวลานานหลายนาที อย่าฉีดยาให้ผิวหนังหรือเข้ากล้ามเนื้อ
  • เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมยาสำหรับฉีดทางหลอดเลือดดำ: การคืนรูปยาแบบแห้ง ผสมสารละลายน้ำเกลือ 50 มก. หรือสารละลายเดกซ์โทรส (dextrose) 5% เข้าในขวดยา ไม่แนะนำสารละลายเดกซ์โทรส 5% ที่มีค่าพีเอช (pH) ต่ำกว่า 5
  • การผสมยาสำหรับฉีดเข้าทางหลอดเลือด (IV compatibility): อย่าผสมยานี้ในรูปแบบสารละลายเข้ากับเลือดรวม (whole blood) หรืออนุพันธ์ของเลือด

การเฝ้าระวัง

กระบวนการเผาผลาญ: ควรทำการตรวจระดับเซรั่มอิเล็กโทรไลท์ (Serum electrolytes) คาร์บอนไดออกไซด์ และตรวจปริมาณไนโตรเจนในกระแสเลือด (BUN) บ่อยครั้งในช่วงช่วงของการรักษาและเป็นระยะๆ หลังจากนั้น ควรมีการวัดน้ำหนักผู้ป่วยก่อนและขณะการรักษาด้วยยานี้

ขนาดกรดเอธาครีนิกสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการบวมน้ำ (Edema)

อายุน้อยกว่า 1 ปี: ห้ามใช้

1 ปีขึ้นไป

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 25 มก.
  • ขนาดยาปกติ:อาจปรับขนาดยาเพิ่ม 25 มก.
  • การใช้งาน: เพื่อจัดการอาการบวมน้ำ เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาที่มีโอกาสในการขับปัสสาวะได้มากกว่าปกติในระยะสั้น เพื่อจัดการกับอาการบวมน้ำที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease) หรือกลุ่มอาการเนฟโฟรติค (nephrotic syndrome) สำหรับผู้ป่วยที่พักรักษาตัวภายในโรงพยาบาล

ข้อควรระวัง

  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของการใช้ยาแบบรับประทาน และยาสำหรับฉีดในเด็กทารก
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 18 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: กันยายน 17, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 26, 2019

แหล่งที่มา