กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) หรือ วิตามินซี (Vitamin C)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) หรือ วิตามินซี (Vitamin C) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ใช้สำหรับ

กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) หรือ วิตามินซี (Vitamin C) คือยาวิตามินซีที่ละลายน้ำได้ มักใช้สำหรับ

  • ป้องกันและรักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินซี
  • สำหรับการเพิ่มการขับธาตุเหล็กจากการรักษาโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ด้วยการใช้ร่วมกับยาดีเฟอร็อกซามีน (Desferrioxamine)
  • ภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือดที่ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic methemoglobinemia) เมื่อไม่มียาเมทิลีน บลู (methylene blue)
  • ไข้หวัด แผลที่ฟื้นฟูได้รวดเร็ว ป้องกันโรคมะเร็ง (ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้)

วิธีการใช้กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

ในรูปแบบรับประทาน คุณควรทำดังนี้

  • รับประทานกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ตามขนาดยา และตารางการกินยาที่แพทย์กำหนด
  • อ่านฉลากยาอย่างละเอียดก่อนใช้กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)
  • ปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉลากยาที่คุณไม่เข้าใจ

การเก็บรักษายากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) บางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

ก่อนใช้กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) แจ้งให้แพทย์ทราบในกรณีต่อไปนี้

  • มีประวัติแพ้ยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) กระสายยาสำหรับยาที่มีส่วนประกอบกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)
  • แพ้ยาอื่น อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์
  • เป็นเด็ก
  • เป็นผู้สูงอายุ
  • ใช้ยาสำหรับโรคอื่นๆ ที่มีปฏิกิริยากับกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

วิตามินซีสามารถส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยทั้งในสัตว์และหญิงตั้งครรภ์ และยังไม่มีผลกระทบให้เห็นหากได้รับวิตามินซีน้อยกว่าความต้องการในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม การดื่มวิตามินซีปริมาณมากขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความต้องการวิตามินซี และส่งผลให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) ในเด็กทารกได้

วิตามินซีสามารถแพร่กระจายเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ โดยผู้ที่รับประทานวิตามินซีขณะให้นมบุตรอาจไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับเด็กทารก

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

การรับประทานกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ในขณะรับประทานยาอื่น สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปได้ยาก และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเพิ่มเติมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้แล้วเกิดปัญหาใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาจมีออกซาเลต (oxalate) ในปัสสาวะเพิ่มขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง เหนื่อยล้า หน้าแดง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ง่วงซึม และหากรับประทานวันละ 1 กรัม หรือมากกว่านั้น อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้อีกด้วย การฉีดยาวิตามินซีขนาดสูงเข้าทางหลอดเลือดดำนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น วิธีการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดจึงไม่สมควร และไม่ปลอดภัย

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) อาจทำปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

กรดแอสคอร์บิค (วิตามินซี) อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการและโรคต่อไปนี้

  • ภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (Deficiency of glucose – 6 – phosphate dehydrogenase) หรือความเสี่ยงในการเกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (hemolytic anemia)
  • มีประวัติเป็นโรคนิ่วในไต
  • ภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง (Hyperoxaluria) และ การเผาผลาญออกซาเลต (oxalate metabolism)
  • ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนการใช้ยานี้

ขนาดยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) สำหรับผู้ใหญ่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดยาในการใช้ยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ไฮโดรคลอไรด์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพิ่มเติม ขนาดยาที่แนะนำในบางกรณีมีดังนี้

ภาวะขาดวิตามินซี หรือโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) :

  • ข้อกำหนด : 25-75 มก. ต่อวัน
  • การรักษา : ขนาดยา 250-500 มก./วัน แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

สำหรับการเพิ่มการขับธาตุเหล็ก : ขนาดวิตามินซี 100-200 มก./วัน

ภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือด (Methemoglobin) : 300-600 มก./วัน แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ

ขนาดยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)สำหรับเด็ก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดยาในการใช้ยากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ไฮโดรคลอไรด์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพิ่มเติม ขนาดยาที่แนะนำในบางกรณีมีดังนี้

ภาวะขาดวิตามินซี หรือโรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) : 25-75 มก. ต่อวัน

สำหรับการเพิ่มการขับธาตุเหล็ก : ขนาดวิตามินซี 100-200 มก./วัน

ภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือด (Methemoglobin) : 300-600 มก./วัน แบ่งเป็นยามือเล็กๆ

รูปแบบของกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)

ความแรงและรูปแบบของกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) มีดังนี้

  • แคปซูลแบบออกฤทธิ์นาน : 500 มก.
  • ยาเม็ด : 50 มก. 100 มก. 250 มก. 500 มก. 1 กรัม
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยว : 100 มก. 250 มก. 500 มก. 1 กรัม
  • ยาเม็ดแบบออกฤทธิ์นาน : 500 มก. 1 กรัม 1.5 กรัม
  • ยาเม็ดฟู่ : 1 กรัม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้รับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: สิงหาคม 9, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 10, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน