ดิฟแฟลม® (Difflam®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ดิฟแฟลม® (Difflam®) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้ ดิฟแฟลม®

ดิฟแฟลม®  (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์) ใช้สำหรับ

ดิฟแฟลม®  (Difflam®) มีตัวยาเบนไซตามีน (benzydamine) เป็นส่วนประกอบหลัก ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด และอาการระคายเคืองภายในปากและลำคอ

วิธีการใช้ดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์)

รับประทาน ดิฟแฟลม® ตามที่แพทย์กำหนด เกี่ยวกับขนาดยาและตารางการใช้ยา คุณควรจะอมยาไว้ใต้ลิ้น และปล่อยให้ยาละลายอย่างช้าๆ วันละ 3 ครั้ง

อ่านฉลากยาให้ละเอียด ก่อนใช้ดิฟแฟลม®

โปรดปรึกษาแพทย์ หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบนฉลากยา

การเก็บรักษาดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์)

ดิฟแฟลม® ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ดิฟแฟลม®บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 

ไม่ควรทิ้งดิฟแฟลม® ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารสำคัญออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของดิฟแฟลม® หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยในผู้หญิงที่เพียงพอที่จะบ่งชี้ความเสี่ยงของการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษากับแพทย์ เพื่อพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์)

ผลข้างเคียงอาจมีดังต่อไปนี้

  • อาการบวมอย่างเฉียบพลันใดๆ ที่บริเวณปากหรือลำคอ
  • หายใจติดขัด
  • ผดผื่นหรืออาการคัน โดยเฉพาะหากมีอาการนี้ทั่วทั้งร่างกาย
  • แสบร้อน
  • มีประสาทสัมผัสและความแห้งภายในปาก
  • มีอาการแพ้ต่อแสง

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ดิฟแฟลม®อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ดิฟแฟลม®อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ดิฟแฟลม®อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์) สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ ยาอม 1 เม็ด 3 ครั้ง อย่าใช้มากกว่าวันละ 3 เม็ด

ขนาดดิฟแฟลม® (เบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์) สำหรับเด็ก

ขนาดยาที่แนะนำต่อวันสำหรับเด็กที่อายุ 6 ปีขึ้นไปคือ ยาอม 1 เม็ด 3 ครั้ง อย่าใช้มากกว่าวันละ 3 เม็ด

สำหรับเด็กที่อายุ 6 ถึง 11 ปี ควรให้ดิฟแฟลม® ภายในการดูแลของผู้ใหญ่

ยานี้อาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี คุณควรจะทำความเข้าใจอย่างเต็มที่ถึงความปลอดภัยของยาก่อนใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาอมเบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์ ขนาด 3 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: มกราคม 25, 2019 | Last Modified: ตุลาคม 18, 2019

แหล่งที่มา