มิลริโนน (Milrinone)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: มิลริโนน (Milrinone) Brand Name(s): มิลริโนน (Milrinone), มิลริโนน (Milrinone), มิลริโนน (Milrinone) และ มิลริโนน (Milrinone).

ข้อบ่งใช้

ยา มิลริโนน ใช้สำหรับ

ยา มิลริโนน (Milrinone) ใช้เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับภาวะหัวใจวาย ยานี้ทำงานโดยทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นและคลายหลอดเลือดบางชนิด ทำให้ปริมาณการสูบฉีดเลือดจากหัวใจเพิ่มขึ้น ผลของยานี้อาจช่วยรักษาอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้ เช่น อาการหายใจไม่อิ่ม หรืออาการเหนื่อยล้า

วิธีการใช้ยา มิลริโนน

ให้ยาโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำตามที่แพทย์สั่ง มักจะเริ่มจากการฉีดยาอย่างช้าๆ (นานกว่า 10 นาที) แล้วจึงหยอดให้ยาอย่างต่อเนื่องนาน

หากคุณใช้ยานี้ด้วยตัวเองที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมการและการใช้ยาจากผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพ ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบคุณภาพยาก่อนใช้ เช่น ฝุ่นละอองหรือการเปลี่ยนสี หากมีไม่ควรใช้ยานั้น ควรเรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและกำจัดยาอย่างปลอดภัย

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ น้ำหนักตัว และการตอบสนองต่อการรักษา

การเก็บรักษายา มิลริโนน

เก็บรักษายาไว้ที่อุณหภูมิ 20° ถึง 25° เซลเซียส หลีกเลี่ยงช่องแช่แข็ง ยาควรลดการสัมผัสกับความร้อนและหลีกเลี่ยงความร้อนสูงเกินไป

หากคุณเก็บรักษายา มิลริโนน ไว้ที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรถึงวิธีการเก็บรักษายา

ยามิลริโนนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยามิลริโนนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา มิลริโนน

ก่อนใช้ยามิลริโนน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคลิ้นหัวใจ โรคไต แร่ธาตุไม่สมดุล (ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ) หัวใจเต้นผิดปกติ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยามิลริโนนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา มิลริโนน

อาจเกิดอาการปวดหัว หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาจเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง รอยแดง หรือบวมที่บริเวณที่ฉีดยา หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียน หมดสติ ปวดหน้าอก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้คือ ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลงได้ แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และสอบถามวิธีการใช้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะยาแก้ไอแก้หวัด ยาลดความอ้วน หรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (naproxen)

ยา มิลริโนน อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยามิลริโนนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยามิลริโนนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยามิลริโนนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย

ขนาดยาเริ่มต้น 50 ไมโครกรัม/กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดนานกว่า 10 นาที

ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.375 ถึง 0.75 ไมโครกรัม/กก./นาที

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 5 มล./นาที:ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.2 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 10 มล./นาที: ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.23 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 20 มล./นาที: ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.28 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 มล./นาที: ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.33 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 40 มล./นาที: ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.38 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 50 มล./นาที: ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.43 ไมโครกรัม/กก./นาที

การปรับขนาดยา

ควรขนาดยาปกติสำหรับหยอดยาโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วย

ข้อควรระวัง

  • ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังโดยการวัด (telemetry) เมื่อหยอดยามิลริโนน
  • เคยมีการงานการเกิดปฏิกิริยาบริเวณที่หยอดยา ผู้ผลิตแนะนำให้เฝ้าระวังบริเวณที่หยอดให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงการรั่วออกจากหลอดเลือด

คำแนะนำอื่นๆ

  • ขนาดยาที่แนะนำสูงสุดต่อวันคือ 1.13 มก./กก.
  • ยังไม่มีการบันทึกการหยอดยามิลริโนนเป็นเวลานานกว่า 48 ชั่วโมง

ขนาดยามิลริโนนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย

อายุน้อยกว่า 1 เดือน

เพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของเลือด ทารกแรกคลอดที่ครบกำหนดคลอด

  • ขนาดยาเริ่มต้น 50 ถึง 75 ไมโครกรัม/กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดนานกว่า 15 นาที ตามด้วยหยอดยาอย่างต่อเนื่อง 0.5 ไมโครกรัม/กก./นาที
  • ปรับขนาดยาเพื่อให้มีประสิทธิภาพ สถานพยาบาลต่างๆ เคยมีการใช้ยาในช่วง 0.25 ถึง 0.75 ไมโครกรัม/กก./นาที มีการงานการใช้ยาในขนาดเริ่มต้นที่ 50 ไมโครกรัม/กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดนานกว่า 15 นาที ตามด้วยการหยอดยาขนาด 0.5 ไมโครกรัม/กก./นาที นานกว่า 30 นาที ในทารกแรกเกิด 10 ราย (อายุ 3 ถึง 27 วัน อายุเฉลี่ย 5 วัน) ปริมาณเลือดส่งออกจากหัวใจต่อนาทีต่ำหลังจากการผ่าตัดหัวใจ มีผลแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้น ของการวัดการไหลเวียนของเลือด และสามารถทนยามิลริโนนได้ดี

เพื่อป้องกันภาวะการสูบฉีดเลือดจากหัวใจต่อนาทีลดต่ำหลังจากการผ่าตัด: ทารกแรกคลอดที่ครบกำหนดคลอด

  • ขนาดยาเริ่มต้น 75 ไมโครกรัม/กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดนานกว่า 60 นาที ตามด้วยหยอดยาอย่างต่อเนื่อง 0.75 ไมโครกรัม/กก./นาที เป็นเวลา 35 ชั่วโมง
  • เคยมีการสุ่มใช้การทดลองควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ป่วย 227 ราย (อายุ 2 วัน ถึง 6.9 ปี อายุเฉลี่ย 3 เดือน) และแสดงให้เห็นว่า มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องลดลงร้อยละ 64 สำหรับการเกิดภาวะการสูบฉีดเลือดจากหัวใจต่อนาทีลดต่ำลง เทียบกับผู้ที่ใช้ยาหลอก
  • การใช้ยามิลริโนนขนาดต่ำในการวิจัยนั้น ไม่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอกในตอนท้าย

อายุ 1 เดือนขึ้นไป

  • ขนาดยาเริ่มต้น 50 ไมโครกรัม/กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดนานกว่า 15 นาที
  • ขนาดยาปกติสำหรับหยอดยา 0.25-1 ไมโครกรัม/กก./นาที

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • สารละลายสำหรับฉีด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 9, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 11, 2019