ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน (Loratadine + Pseudoephedrine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน (Loratadine + Pseudoephedrine) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน ใช้สำหรับ

ยาลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาต้านฮีสตามีน (antihistamine) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล เช่น อาการน้ำตาไหลและคันที่ดวงตา น้ำมูกไหล และจาม ยาซูโดอีฟีดรีน (Pseudoephedrine) เป็นยาหดหลอดเลือด (decongestant) ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยทำให้โล่งจมูก และช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น

ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เนื่องจากมีปริมาณของซูโดเอฟีดรีนมาก

วิธีการใช้ยา ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด ตามปกติคือวันละสองครั้ง (ทุกๆ 12 ชั่วโมง) พร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว

อย่าบดหรือเคี้ยวยานี้ เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ทั้งหมดมาในคราวเดียว และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง นอกจากนี้ยังไม่ควรแบ่งเม็ดยา นอกเสียจากจะมีเส้นแบ่งยาอยู่ และแพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทำ กลืนยาทั้งเม็ดหรือเม็ดที่แบ่งแล้วลงไป โดยไม่ต้องบดหรือเคี้ยวยา

อย่าเพิ่มขนาดยาหรือรับประทานยาบ่อยกว่าที่กำหนด

อย่ารับประทานยานี้เป็นเวลาหลายวัน ก่อนทำการตรวจภูมิแพ้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้ โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การเก็บรักษายา ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน

ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน

ก่อนใช้ลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาเดสลอราทาดีน (desloratadine) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ คือ โรคต้อหิน (ชนิดมุมปิด) ปัสสาวะติดขัดระดับรุนแรง (ปัสสาวะไม่ออก) โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคตับ เคยมีผลข้างเคียงของยาหดหลอดเลือดที่รุนแรง อย่างหัวใจเต้นผิดปกติ

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคไต มีปัญหากับการปัสสาวะ เช่นภาวะต่อมลูกหมากโต ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคต้อหิน (ชนิดมุมเปิด)

ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจทำให้ผลข้างเคียงของยาเพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในส่วนของผลข้างเคียง)

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยาได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการหัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียน ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ นอนไม่หลับหรือสับสน อาการวิงเวียน นอนไม่หลับ และอาการสับสนนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มได้

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ และไม่ค่อยที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีน

อาจเกิดอาการปากแห้ง ท้องไส้ปั่นป่วนระดับเบา นอนไม่หลับ วิงเวียน ปวดหัว ประหม่า เบื่ออาหาร หรือกระหายน้ำ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาตัวนี้ โปรดจำไว้ว่า แพทย์ได้คำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ มีอาการสั่นเทาที่ควบคุมไม่ได้

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาการชัก มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่นสับสน) ปัสสาวะติดขัด

ตามปกติแล้ว ยานี้ไม่ค่อยที่จะทำให้เกิดอาการง่วงซึม หากใช้ในขนาดยาที่กำหนด และอยู่ภายใต้สถานการณ์ปกติ แต่ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว เช่น ขับรถหรือใช้เครื่องจักร

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

การรับประทานยาในกลุ่มเอ็มเอโอไอ (MAO inhibitors) พร้อมกับยานี้อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาของยาที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาในกลุ่มเอ็มเอโอไอ เช่น ยาไอโซคาร์โบซาซิด (isocarboxazid) ไลเนโซลิด (linezolid) เมธิลีนบลู (methylene blue) โมโคลเบไมด์ (moclobemide) เฟเนลซีน (phenelzine) โพรคาร์เบซีน (procarbazine) ราซาจิลีน (rasagiline) ซาฟินาไมด์ (safinamide) เซเลจิลีน (selegiline) หรือทรานีลไซโพรไมด์ (tranylcypromine) ระหว่างการรักษาด้วยยานี้ นอกจากนี้ยังไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเอ็มเอโอไอส่วนใหญ่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มใช้ยานี้ โปรดสอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ควรเริ่มหรือหยุดใช้ยานี้

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะยาที่คล้ายกับอะดรีนาลีน (adrenalin) เช่น เอฟีดรีน (ephedrine) หรือเมทิลเฟนิเดต (methylphenidate) ยารักษาภาวะความดันโลหิตสูงบางชนิด เช่น กัวเนธิดีน (guanethidine) เมทิลโดพา (methyldopa) รีเซอร์พีน (reserpine) หรือยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta-blockers) อย่างโพรพราโนลอล (propranolol) สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของอีเฟดรา (ephedra)

ควรตรวจสอบฉลากของยาทั้งหมด (เช่น ยาแก้ไอแก้หวัด) เนื่องจากอาจมียาหดหลอดเลือดเพิ่มเติม ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาลอราทาดีนนั้นคล้ายกับเดสลอราทาดีน (desloratadine) อย่าใช้ยาที่ส่วนประกอบของเดสลอราทาดีน ขณะที่กำลังใช้ยาลอราทาดีน

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิด (รวมถึงการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง) และอาจทำให้เกิดผลเป็นเท็จได้ ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องแล็บ และแพทย์ของคุณทุกคนทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้

ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

  • 1 เม็ด (5 มก. ถึง 120 มก.) รับประทานวันละสองครั้ง
  • หรือ
  • 1 เม็ด (10 มก. ถึง 240 มก.) รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการคัดจมูก

  • 1 เม็ด (5 มก. ถึง 120 มก.) รับประทานวันละสองครั้ง
  • หรือ
  • 1 เม็ด (10 มก. ถึง 240 มก.) รับประทานวันละครั้ง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • 1 เม็ด (5 มก. ถึง 120 มก.) รับประทานวันละครั้ง
  • หรือ
  • 1 เม็ด (10 มก. ถึง 240 มก.) รับประทานวันเว้นวัน

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ผู้ผลิตแนะนำว่า โดยปกติมักจะไม่มีการใช้ยาลอราทาดีนร่วมกับยาซูโดเอฟีดรีนซัลเฟตแบบตายตัว ในผู้ป่วยที่มีตับบกพร่อง

การปรับขนาดยา

ยาซูโดเอฟีดรีนนั้นจะถูกกำจัดโดยไต และอาจจะเกิดการสะสมได้สำหรับผู้ป่วยที่มีไตวาย ผู้ป่วยไตวายควรเฝ้าระวังสัญญาณและอาการของความเป็นพิษ เมื่อใช้ยาซูโดเอฟีดรีน

การฟอกไต

สามารถกำจัดยาซูโดเอฟีดรีนบางส่วนได้ ด้วยการฟอดเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) ดังนั้น จึงควรให้ยานี้หลังจากทำการฟอกไต

ขนาดยาลอราทาดีนและซูโดอีฟีดรีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

อายุมากกว่า 12 ปี

  • 1 เม็ด (5 มก. ถึง 120 มก.) รับประทานวันละสองครั้ง
  • หรือ
  • 1 เม็ด (10 มก. ถึง 240 มก.) รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการคัดจมูก 

อายุมากกว่า 12 ปี

  • 1 เม็ด (5 มก. ถึง 120 มก.) รับประทานวันละสองครั้ง
  • หรือ
  • 1 เม็ด (10 มก. ถึง 240 มก.) รับประทานวันละครั้ง

ข้อควรระวัง

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยังไม่อนุมัติการใช้ยานี้เป็นยาแก้ไอและแก้หวัดที่หาซื้อได้เอง สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี และยังไม่มีการศึกษาขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับเด็กในกลุ่มช่วงอายุนี้ แพทย์ควรตระหนักถึงความเสี่ยง ในการเกิดอาการป่วยที่รุนแรง หรือการใช้ยาเกินขนาดที่ถึงแก่ชีวิต จากการใช้ยาแก้ไอและแก้หวัด สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี แพทย์ควรจะมั่นใจว่าผู้ดูแลนั้นเข้าใจ (1) ความสำคัญของการใช้ยาแก้ไอและแก้หวัดตามที่กำหนดเท่านั้น และ (2) ความเสี่ยงของการใช้ยาเกินขนาด หากให้ยาที่อาจมีส่วนประกอบเหมือนกันเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทานแบบออกฤทธิ์นาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: ธันวาคม 25, 2018 | Last Modified: กันยายน 19, 2019

แหล่งที่มา