ล็อกซาพีน (Loxapine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ล็อกซาพีน (Loxapine) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ล็อกซาพีน ใช้สำหรับ

ล็อกซาพีน (Loxapine) ใช้เพื่อรักษาความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์บางชนิด เช่น โรคจิตเภท ยานี้ช่วยให้คุณคิดได้แจ่มชัดมากขึ้น รู้สึกประหม่าน้อยลง และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ยานี้สามารถลดอาการก้าวร้าว และความต้องการในการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น และยังอาจช่วยลดภาพหลอน (เช่น การได้ยินหรือมองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่) ยา ล็อกซาพีน เป็นยารักษาอาการทางจิตเวช (ประเภทระงับอาการทางจิต) ทำงานโดยการช่วยฟื้นฟูสมดุลของสารสื่อประสาทบางชนิด อย่างสารโดพามีนภายในสมอง

วิธีการใช้ยา ล็อกซาพีน

รับประทานยานี้ โดยปกติคือวันละ 2 ถึง 4 ครั้ง พร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหาก หรือตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด

หากคุณใช้ยาน้ำ ควรตวงยาด้วยอุปกรณ์หรือเครื่องหยอดสำหรับตวงยา แล้วผสมยาลงในน้ำหรืออาหารนิ่มๆ (เช่น ซอสแอปเปิ้ลหรือพุดดิ้ง) ก่อนรับประทานยาในทันที อย่าใช้ช้อนธรรมดา เนื่องจากอาจจะได้ขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการง่วงซึมและสั่นเทา แพทย์จะสั่งให้คุณเริ่มต้นใช้ยาที่ขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ควรทำตามแนวทางของแพทย์อย่างเคร่งครัด

รับประทานยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

แม้ว่าคุณอาจจะสังเกตเห็นอาการดีขึ้นบางส่วนทันทีที่เริ่มต้นการรักษา แต่กว่าที่คุณจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากยาก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าหลายสัปดาห์จนถึงเดือน

อย่ารับประทานยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ สภาวะบางอย่างอาจจะรุนแรงขึ้น หากคุณหยุดใช้ยาในทันที นอกจากนี้คุณยังอาจมีอาการ เช่น มีการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อป้องกันอาการนี้ขณะที่คุณหยุดใช้ยา แพทย์จะค่อยๆ ลดขนาดยาของคุณ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดอาการใหม่หรือมีอาการรุนแรงขึ้น

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาล็อกซาพีน

ยาล็อกซาพีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาล็อกซาพีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาล็อกซาพีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาล็อกซาพีน

ก่อนใช้ยาล็อกซาพีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ในการรักษาที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเลือด (เช่น จำนวนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดต่ำ) สภาวะของดวงตาบางชนิด เช่น โรคต้อหิน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ (เช่น หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ) โรคตับ สมองผิดปกติ เนื้องอกในสมอง หรือสมองบาดเจ็บ ใช้ยา สุรา หรือสารในทางที่ผิด โรคมะเร็งเต้านม โรคพาร์กินสัน อาการชัก ปฏิกิริยาที่รุนแรงบางอย่างต่อยาระงับอาการทางจิต เช่น โรคเอ็นเอ็มเอส (neuroleptic malignant syndrome-NMS) ปัสสาวะขัด (เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก)

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน ง่วงซึม หรือมองเห็นไม่ชัดได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว หรือการมองเห็นที่ชัดเจน จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงอาทิตย์ได้ ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด ควรทาครีมกันแดด และสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณเกิดอาการแดดเผา หรือมีแผลพุพอง หรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ก่อนการผ่าตัดหรือผ่านกระบวนการฉายภาพ เช่น การเอ็กซเรย์บางชนิด หรือซีทีแสกน ที่จำเป็นต้องสีย้อมตัดสี (contrast dye) เช่น เมตริซาไมด์ (metrizamide) แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้ และแจ้งให้ทราบถึงยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ยานี้อาจทำให้คุณมีเหงื่อน้อยลง ทำให้คุณมีโอกาสเป็นลมแดดได้มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้คุณร้อนเกินไป เช่น การทำงานหนักหรือออกกำลังกายท่ามกลางอากาศร้อน หรือแช่น้ำร้อน เมื่ออากาศร้อนควรดื่มน้ำให้มากและสวมเสื้อผ้าที่เบาสบาย หากคุณร้อนเกินไป ควรมองหาที่นั่งพักผ่อน รับการรักษาในทันที หากเป็นเป็นไข้ไม่ยอมหาย มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ ปวดหัว หรือวิงเวียน

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการง่วงซึม วิงเวียน หน้ามืด กลุ่มอาการเคลื่อนไหวผิดปกติอีพีเอส (extrapyramidal symptoms) และกลุ่มอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (tardive dyskinesia) อาการง่วงซึม วิงเวียน และหน้ามืดนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มได้

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ทารกที่เกิดจากแม่ที่ใช้ยานี้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์นั้นในนานๆ ครั้งอาจจะเกิดอาการ เช่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็งหรือสั่นเทา ง่วงซึม ป้อนอาหารได้ลำบากหรือหายใจติดขัด หรือร้องไห้ตลอดเวลา หากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ในทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกหลังคลอด โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น โรคจิตเภท) ที่ไม่ได้รับการรักษานั้นอาจเป็นอันตรายได้ อย่าหยุดใช้ยานี้นอกเสียจากแพทย์จะสั่ง หากคุณมีแผนที่ตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ หรือคาดว่าอาจจะตั้งครรภ์ โปรดปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้ ระหว่างตั้งครรภ์ในทันที

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาล็อกซาพีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาล็อกซาพีน

อาจเกิดอาการง่วงซึม วิงเวียน หน้ามืด ท้องผูก ปากแห้ง น้ำหนักขึ้น หรือมองเห็นไม่ชัด หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

อาการวิงเวียนและหน้ามืดนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มได้ ควรค่อยๆ เมื่อลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอน

ยานี้อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท อย่างกลุ่มอาการเคลื่อนไหวผิดปกติอีพีเอส แพทย์อาจจะสั่งยาอื่นให้คุณเพื่อลดผลข้างเคียงเหล่านี้ ดังนั้น จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณสังเกตเห็นผลข้างเคียงดังต่อไปนี้ ได้แก่ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวอย่างรุนแรง (เช่น คอบิด หลังโก่ง ตาเหลือกขึ้น) กระสับกระส่าย หรือจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา สั่นเทา เดินช้าหรือเดินซอยเท้า น้ำลายย้อยหรือมีปัญหากับการกลืน มีการแสดงออกทางสีหน้าเหมือนสวมหน้ากาก

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย หมดสติ ซึมเศร้าหรือมีความคิดจะฆ่าตัวตาย ปัสสาวะติดขัด มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้ เจ็บคอบ่อย) ชัก ปวดท้องอย่างรุนแรง

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการยึกยือ หรือกลุ่มอาการทางระบบประสาท ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ ในบางกรณีสภาวะนี้อาจจะอยู่ถาวร แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโดยไม่ตั้งใจ หรือเกิดแบบซ้ำๆ เช่น เม้มปากหรือปากยื่น ลิ้นดันฟัน เคี้ยว หรือการเคลื่อนไหวของนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

ในกรณีหายาก ระดับของการเคมีที่ร่างกายผลิตอย่างโพรแลคติน (prolactin) อาจเพิ่มขึ้นได้ สำหรับผู้หญิงนั้น การเพิ่มขึ้นของโพรแลคตินอาจทำให้เกิดการผลิตน้ำนมแม่ที่ไม่ต้องการ ประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนหยุด หรือตั้งครรภ์ยาก สำหรับผู้ชายนั้นอาจทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง ไม่สามารถผลิตอสุจิได้ หรือมีเต้านมใหญ่ขึ้น หากคุณมีอาการเหล่านี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

ยานี้ในนานๆ ครั้งอาจทำให้เกิดสภาวะที่รุนแรงมากอย่างโรคเอ็นเอ็มเอส ควรรับการรักษาในทันที หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ เป็นไข้ กล้ามเนื้อมีอาการแข็งเกร็ง ปวด กดเจ็บ หรืออ่อนแรง เหนื่อยช้าอย่างรุนแรง สับสนอย่างรุนแรง เหงื่อออก หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ ปัสสาวะสีคล้ำ มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง)

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ เมโทโคลพราไมด์ (metoclopramide) ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เช่น โบรโมคริปทีน (bromocriptine) เลโวโดปา (levodopa) หรือเพอร์โกไลด์ pergolide)

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณใช้ผลิตภัณฑ์อื่นที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เช่น ยาบรรเทาอาการปวดหรือไอโอปิออยด์ (opioid) อย่างโคเดอีน (codeine) หรือไฮโดรโคโดน (hydrocodone) สุรา กัญชา ยานอนหลับ หรือยาสำหรับอาการวิตกกังวล อย่างอัลปราโซแลม (alprazolam) ลอราซีแพม (lorazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ อย่างคาริโซโพรดอล (carisoprodol) หรือไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) อย่างเซทิไรซีน (cetirizine) หรือไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ควรตรวจสอบฉลากของยาทั้งหมด (เช่น ยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอแก้หวัด) เนื่องจากอาจมีส่วนผสมของสารที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาล็อกซาพีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาล็อกซาพีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาล็อกซาพีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาล็อกซาพีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคจิตเภท

  • ขนาดยาเริ่มต้น 10 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • อาจจำเป็นต้องใช้ขนาดยาเริ่มต้นสุงสุดที่ 50 มก. ต่อวัน ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติระดับรุนแรง
  • ปรับขนาดยาอย่างรวดเร็วภายใน 7 ถึง 10 วันแรกจนกว่าจะสามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ขนาดยาปกติ 60 มก. ถึง 100 มก. แบ่งรับประทานวันละ 2 ถึง 4 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: 250 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาต่อวันให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อยาระงับอาการทางจิตก่อนหน้านี้
  • ขนาดยาปกติคือ 60 ถึง 100 มก. ต่อวัน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีการตอบสนองต่อขนาดยาที่ต่ำกว่า และบางรายอาจจะตอบสนองต่อขนาดยาที่สูงกว่า
  • สำหรับการรักษาแบบประคับประคอง การใช้ยาในขนาด 20 ถึง 60 มก. นั้นให้ผลที่น่าพึงพอใจในผู้ป่วยส่วนใหญ่

การใช้งาน

  • เพื่อรักษาโรคจิตเภท

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาสภาวะกระวนกระวาย (Agitated State)

  • 10 มก. โดยการพ่นยาเข้าทางปาก หนึ่งครั้งภายใน 24 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดหลอดลมหดตัว (bronchospasm) ผู้ป่วยทุกรายควรผ่านการตรวจคัดกรองและตรวจร่ายกายก่อนให้ยา
  • ยานี้ควรให้โดยแพทย์ภายในสถานพยาบาลเท่านั้น

การใช้งาน

  • เพื่อรักษาอย่างรวดเร็วสำหรับอาการกระสับกระส่ายที่เกี่ยวข้องกับโรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์สองขั้วช่วงอาการเมเนีย (bipolar I disorder)

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

  • ยาพ่น ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา
  • ยารับประทาน ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

  • ยาพ่น ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา
  • ยารับประทาน: ไม่มีข้อมูล

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการให้ยา

  • รับประทานยาแคปซูลพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก

ยาพ่น

  • ห้ามให้ยามากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
  • สำหรับวิธีการเตรียมยาพ่นโปรดอ่านด้านล่าง
  • อธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ยาพ่นจะทำให้เกิดประกายแสงวาบ เสียงคลิก และอุ่นขึ้นขณะที่กำลังใช้
  • เมื่อจะใช้ยา ผู้ป่วยควรหายใจออกให้สุด คาบปากกระบอกยาไว้ ปิดปากแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ผ่านทางปากกระบอกยา เอาเครื่องพ่นยาออกแล้วกลั้นหายใจไว้ให้นานที่สุด 10 วินาที
  • ตรวจสอบเครื่องพ่นยา หากไฟสีเขียวนั้นดับแล้ว หมายถึงว่าได้ให้ยาไปแล้ว หากไฟสีเขียวยังไม่ดับหมายความว่ายังไม่ได้ให้ยา อาจให้ยาซ้ำได้สูงสุด 2 ครั้ง หากไฟสีเขียวยังคงไม่ดับ ควรทิ้งเครื่องพ่นยานั้นแล้วเริ่มใช้เครื่องพ่นยาใหม่

การเก็บรักษา

  • ควรเก็บยาพ่นไว้ในซองจนกว่าจะพร้อมใช้งาน
  • ยาพ่นนั้นมีแบตเตอรี่ลิเทียม (lithium battery) การกำจัดยานั้นจะต้องสอดคล้องกับกฏหมายสหพันธรัฐ กฏหมายรัฐ และกฏหมายท้องถิ่น

เทคนิคการเตรียมยา

  • ฉีกซองแกะยาพ่นออกมา ไฟแสดงสถานะควรปิดอยู่
  • ดึงแถบพลาสติกที่อยู่ด้านหลังของเครื่องพ่นยา ไฟสีเขียวควรเปิดอยู่เพื่อบ่งบอกว่าเครื่องพร้อมใช้งาน เครื่องจะดับเองอัตโนมัติหากไม่ได้ใช้ยาภายใน 15 นาที (ไฟสีเขียวจะดับลงและจะไม่สามารถใช้ยาพ่นได้)

ทั่วไป

  • อาการกระสับกระส่าย (Psychomotor agitation) นั้นได้รับการกำหนดในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตฉบับที่ 4 (DSM-IV) ว่าเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวมากเกินไปที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกตึงเครียดภายใน
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาระงับอาการทางจิตเป็นเวลานานควรเข้าใจถึงความเสี่ยงในการเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • ในระหว่างการรักษาเป็นเวลานาน ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินใหม่เป็นระยะๆ เพื่อดูว่าจำเป็นต้องดำเนินการรักษาต่อไปหรือไม่

การเฝ้าระวัง

  • การใช้ยาในระยะยาว: ผู้ป่วยที่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำอยู่แล้ว และ/หรือเคยมีประวัติการมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือภาวะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำ ควรทำการตรวจนับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดบ่อยๆ ในช่วงไม่กี่เดือนแรก
  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาพ่น ควรเฝ้าระวังเพื่อหาสัญญาณและอาการของภาวะหลอดลมหดตัว อย่างน้อยทุกๆ 15 นาที และเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังจากใช้ยา การเฝ้าระวังนั้นควรรวมถึงการตรวจโดยการฟังที่หน้าอก

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ยานี้อาจทำให้การตัดสินใจ ความคิด หรือความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลงได้ คสีหลีกเลี่ยงการขับรถหรือใช้เครื่องจักร จนกว่าจะทราบผลไม่พึงประสงค์ของยานี้
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพทราบ หากตั้งครรภ์ ตั้งใจมีครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยควรรับทราบถึงสัญญาณและอาการของกลุ่มอาการนิวโรเล็ปติกร้ายแรง และควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพในทันทีหากมีอาการนั้น
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการหรือสัญญาณของภาวะหลอดลมหดตัว (เช่น หายใจมีเสียงหวีด หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หรือไอ)

ขนาดยาล็อกซาพีนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาน้ำสำหรับรับประทาน
  • สารละลายสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • ยาผงสำหรับพ่น

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: ธันวาคม 26, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 26, 2019

แหล่งที่มา