เคพไซตาบีน (Capecitabine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: เคพไซตาบีน (Capecitabine) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ยาเคพไซตาบีนใช้สำหรับ

ยาเคพไซตาบีน (Capecitabine) ใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ทำงานโดยการชะลอหรือยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

วิธีใช้ยาเคพไซตาบีน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์สั่ง โดยปกติคือ วันละ 2 ครั้ง ครั้งแรกในตอนเช้า และอีกครั้งในตอนเย็น กลืนยาทั้งเม็ดพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/ 24 มล.) ภายใน 30 นาทีหลังมื้ออาหาร อย่าบดหรือแบ่งเม็ดยา หากคุณมีปัญหาในการกลืนยาทั้งเม็ด ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้ยานี้ตามรอบการรักษา ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ ขนาดตัว และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้ยาบ่อยหรือนานกว่าที่กำหนด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการของคุณหายไวขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงด้วย

ยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรสัมผัส หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

การเก็บรักษายาเคพไซตาบีน

ยาเคพไซตาบีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเคพไซตาบีนบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาเคพไซตาบีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเคพไซตาบีน

ก่อนใช้ยาเคพไซตาบีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือแพ้ยา 5-ฟลูออโรยูราซิล (5-fluorouracil) หรือหากคุณมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือปัญหาอื่นได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้ โปรดแจ้งประวัติทางการแพทย์ของคุณให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วย โดยเฉพาะโรคหรือภาวะต่อไปนี้

  • ภาวะขาดเอนไซม์บางชนิด เช่น เอนไซม์ไดไฮโดรไพริมิดีนดีไฮโดรจีเนส (dihydropyrimidine dehydrogenase)
  • โรคเลือด เช่น การกดไขกระดูก (Bone marrow suppression)
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจวาย (heart failure)
  • โรคไต
  • โรคตับ

ยาเคพไซตาบีนสามารถทำให้คุณติดเชื้อ หรือทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลงได้ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อซึ่งอาจแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ หรือหากคุณเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

อย่าสร้างภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือฉีดวัคซีนโดยไม่ปรึกษาแพทย์และควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่งผ่านการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ให้ผ่านทางจมูก

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลบาด รอยช้ำ หรือบาดเจ็บ ควรระมัดระวังในการใช้ของมีคม เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่ต้องปะทะกัน

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง จึงควรจำกัดเวลาในการอยู่ได้รับแสงแดด หลีกเลี่ยงการอาบแดด ทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน หากคุณมีแผลพุพอง หรือรอยแดง ควรเข้ารับการรักษาทันที

ยานี้สามารถทำให้คุณรู้สึกมึนงงได้ และหากได้รับแอลกอฮอล์หรือกัญชาก็จะยิ่งทำให้อาการมึนงงแย่ลงได้ ฉะนั้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดปริมาณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ ทั้งยาตามใบสั่ง ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพร

ผู้สูงอายุอาจไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และกลุ่มอาการมือและเท้าบวมแดง (hand-foot syndrome)

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณไม่ควรตั้งครรภ์ขณะใช้ยานี้ เนื่องจากอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ควรสอบถามแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้

ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรใช้วิธีคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ขณะใช้ยานี้ และภายในช่วง 6 เดือนหลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่มีคู่นอนเป็นหญิงสาวในวัยเจริญพันธุ์ควรใช้การคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ขณะใช้ยานี้ และภายในช่วง 3 เดือนหลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย หากคุณหรือคู่ของคุณตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของยานี้กับแพทย์ทันที

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรสัมผัส หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถไหลผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ จึงไม่แนะนำให้คุณแม่ให้นมบุตรระหว่างใช้ยานี้ และภายในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อทารก โปรดปรึกษากับแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้ ยาเคพไซตาบีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ยาต้องห้าม
  • N = ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเคพไซตาบีน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก เหนื่อยล้า อ่อนแรง ปวดหัว มึนงง นอนไม่หลับ หรือการรับรสเปลี่ยน อาการคลื่นไส้และอาเจียนนั้นอาจจะรุนแรง ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาเพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนให้ การรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ไม่รับประทานอาหารก่อนใช้ยา หรือจำกัดการทำกิจกรรมบางอย่างอาจช่วยให้ผลข้างเคียงเหล่านี้น้อยลงได้ หากผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลงโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

อาการท้องร่วงคือผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยานี้ ควรดื่มน้ำให้มาก เว้นแต่แพทย์จะสั่งอย่างอื่น แพทย์อาจจะสั่งยาอื่น เช่น ยาโลเพอราไมด์ (loperamide) เชื่อช่วยลดอาการท้องร่วง อาเจียน หรือท้องร่วงไม่หยุด ที่อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างมาก หรือเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) หากคุณสังเกตเห็นอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้งหรือกระหายน้ำผิดปกติ มึนงง วิงเวียน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

อาจเกิดอาการผมร่วงชั่วคราว โดยปกติแล้วเส้นผมจะกลับมาเติบโตตามปกติหลังจากหยุดใช้ยา และยานี้อาจทำให้เล็บเกิดการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวได้ด้วย

ผู้ที่ใช้ยานี้อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ แต่การที่แพทย์ได้สั่งให้ใช้ยานี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยาเป็นประโยชน์ต่อคุณมากกว่าความเสี่ยงของผลข้างเคียง การที่แพทย์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาจช่วยลดความเสี่ยงไปได้

หยุดใช้ยานี้และแจ้งแพทย์ทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง (อาเจียนมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน ไม่สามารถจะรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มได้เลย)
  • มีรอยแดง รอยบวม รอยแผล ที่เจ็บปวดมากภายในปากหรือลิ้น

ยาเคพไซตาบีนอาจทำให้เกิดปัญหาที่ผิวหนัง เรียกว่ากลุ่มอาการมือและเท้าบวมแดง (Hand-Foot Syndrome) เพื่อป้องกันอาการนี้ ควรป้องกันมือและเท้าของคุณจากความร้อนหรือแรงดันที่เพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมใช้น้ำร้อนล้างจาน แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ วิ่งจ็อกกิ้ง เดินไกล ใช้เครื่องมือทำสวน หรือซ่อมบ้าน

อาการมือและเท้าบวมแดง (Hand-Foot Syndrome) อาจมีทั้งอาการปวด บวม รอยแดง แผลพุพอง หรืออาการชาที่มือ ชาที่เท้า แพทย์อาจจะสั่งยา เช่น บาล์ม (balm) เพื่อช่วยจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น หากอาการนี้ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมตามปกติของคุณ ควรรับการรักษาในทันที

สำหรับชายหญิงในวัยเจริญพันธุ์ ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการมีบุตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

ยานี้อาจลดความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงอาจทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลง หรือทำให้คุณเสี่ยงเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากคุณมีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอไม่ยอมหาย เป็นไข้ หนาวสั่น ไอ ควรเข้ารับการรักษาทันที

หากคุณพบผลข้างเคียงที่รุนแรงดังนี้ ควรแจ้งแพทย์ทันที

  • มีรอยช้ำ เลือดออกได้ง่าย
  • จิตใจ อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น โรคซึมเศร้า
  • บวมที่ข้อเท้า เท้า
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป
  • มีสัญญาณของโรคไต เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • ผิวและดวงตาเป็นสีเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

รับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก เช่น

  • ปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย
  • เหงื่อออกผิดปกติ
  • หมดสติ
  • หัวใจเต้นช้า เต้นเร็ว หรือเต้นผิดปกติ

อาการแพ้ที่รุนแรงมากของยานี้พบได้ยาก แต่ควรรับการรักษาในทันที อาการของอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่

  • ผดผื่น แผลพุพอง ผิวลอก คัน บวม โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น และลำคอ
  • มึนงงอย่างรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเคพไซตาบีนนั้นคล้ายคลึงกับยาฟลูออโรยูราซิล (fluorouracil) อย่าใช้ยาที่มีส่วนประกอบของฟลูออโรยูราซิล ขณะที่กำลังใช้ยานี้

ยาเคพไซตาบีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ และเพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเคพไซตาบีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเคพไซตาบีนอาจทำให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งสภาวะโรคของคุณให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer)

ยารักษาชนิดเดียว (MONOTHERAPY)

สำหรับการรักษาครั้งแรกของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะลุกลาม ที่เหมาะจะรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีน (fluoropyrimidine therapy) เพียงอย่างเดียว

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์

การรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2500 มก/ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 8 รอบ (24 สัปดาห์)

คำแนะนำ

ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมดื่มน้ำ ภายในเวลา 30 นาทีหลังมื้ออาหาร

การใช้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

  • ใช้เป็นยาชนิดเดียวสำหรับการรักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ที่ผ่านการผ่าก้อนเนื้องอกหลักออกไป เมื่อรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีนเพียงอย่างเดียว ยานี้ไม่ด้อยกว่า 5-ฟลูออโรยูราซิล (5-fluorouracil) และลูวโคโวริน (leucovorin) ในช่วงระยะเวลาที่ปลอดจากโรค (disease-free survival) แพทย์ควรพิจารณาผลของการใช้ร่วมกับการทดลองทำเคมีบำบัด ซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของระยะเวลาที่ปลอดโรค และระยะเวลาที่มีชีวิตรอด (OS) หากได้สั่งให้ใช้ยานี้เป็นยาชนิดเดียว เพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3
  • สำหรับการรักษาครั้งแรกของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะลุกลาม ที่เหมาะจะรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีนเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการทำเคมีบำบัด ได้มีการแสดงให้เห้นถึงประโยชน์เทียบกับการใช้ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวรินเพียงอย่างเดียว ยังไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ของผู้รอดชีวิต เทียบยานี้กับ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวริน ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยานี้แทนการใช้ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวรินร่วมกัน ที่เพียงพอที่จะคำนวณความปลอดภัย หรือประคับประคองประโยชน์ของผู้รอดชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษามะเร็งเต้านม (Breast Cancer)

ยารักษาชนิดเดียว (MONOTHERAPY)

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ ใช้ร่วมกับหยอดยาโดซีแทคเซล (docetaxel) เข้าทางเส้นเลือดดำ 72 มก./ตารางเมตร เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทุกๆ 3 สัปดาห์

ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • ควรมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ของยาโดซีแทคเซลเพื่อเป็นคำแนะนำก่อนการใช้ยา
  • ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมดื่มน้ำ ภายในเวลา 30 นาทีหลังมื้ออาหาร

การใช้

มะเร็งเต้านม

  • ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามหลังจากการทำเคมีบำบัดด้วยยาแอนทราไซคลีน (anthracycline) ไม่ประสบความสำเร็จ
  • ใช้เป็นยาชนิดเดียว เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลาม ที่ดื้อต่อการทำเคมีบำบัดด้วยยาพาคลิแทกเซล (paclitaxel) และยาแอนทราไซคลีน หรือดื้อต่อยาพาคลิแทกเซล สำหรับผู้ที่ไม่ได้รักษาด้วยยาแอนทราไซคลีน เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยาด็อกโซรูบิซิน (doxorubicin) ในขนาดยาสะสม (cumulative doses) 400 มก./ตารางเมตร หรือเทียบเท่ากับยาด็อกโซรูบิซิน แล้วต้านทานต่อโรคที่เป็นมากขึ้น ขณะที่กำลังรับการรักษา โดยอาจจะมีหรือไม่มีการตอบสนองเริ่มต้น หรือมีอาการกำเริบหลังจากรักษาด้วยยาแอนทราไซคลีนเสร็จสิ้นแล้วภายใน 6 เดือน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ความบกพร่องของไตในระดับเบา (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 51 ถึง 80 มล/นาที) : ไม่มีแนะนำในการปรับขนาดยา
  • ความบกพร่องของไตในระดับปานกลาง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 30 ถึง 50 มล/นาที) : ลดขนาดยาเริ่มต้นของของยาเคพไซตาบีน (Capecitabine) ไปที่ 75% (จาก 1,250 มก./ตารางเมตร ไปที่ 950 มก/ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง)
  • ความบกพร่องของไตในระดับรุนแรง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] ต่ำกว่า 30 มล/นาที) : ห้ามใช้

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

  • ตับบกพร่องระดับเบาถึงปานกลาง เนื่องจากการลุกลามของเนื้อร้ายในตับ : ไม่มีแนะนำในการปรับขนาดยา
  • ตับบกพร่องระดับรุนแรง : ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยา

  • ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังความเป็นพิษ และอาจมีการปรับขนาดยาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เหมาะสมต่อความทนทานในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ความเป็นพิษสามารถจัดการได้ด้วยการรักษาที่อาการ การหยุดให้ยา และการปรับขนาดยา
  • เมื่อมีการลดขนาดยาแล้ว ไม่ควรเพิ่มขนาดยาในภายหลัง
  • ไม่ควรทดแทนยาที่ลืมให้ผู้ป่วย (Doses omitted) สำหรับอาการเป็นพิษ แต่ควรให้ผู้ป่วยกลับสู่รอบตามแผนการรักษา
  • อาจต้องลดอนุพันธ์ของขนาดยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฟนิโทอิน (phenytoin) คูมาริน (coumarin) หากมีการใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งนี้ร่วมกับยานี้

ให้เป็นยาชนิดเดียว  เพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนักระยะลุกลาม การเสริมการรักษาโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก และโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 1 :

  • ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 2 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 100%
  • การปรากฏครั้งที่สอง : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 75%
  • การปรากฏครั้งที่สาม : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 50%
  • การปรากฏครั้งที่สี่ : ยุติการรักษาอย่างถาวร

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 3 :

  • การปรากฏครั้งแรก: หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 75%
  • การปรากฏครั้งที่สอง: หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 50%
  • การปรากฏครั้งที่สาม: ยุติการรักษาอย่างถาวร

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 4:

  • การปรากฏครั้งแรก : ยุติการรักษาอย่างถาวร หรือหากแพทย์เห็นว่าการรักษาต่อนั้นมีประโยชน์กับผู้ป่วย ให้หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 50%

ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล เพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

การปรับขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับการเป็นพิษ ควรทำให้สอดคล้องกับตารางการใช้เป็นยาชนิดเดียวด้านบน เมื่อเริ่มต้นรอบการรักษา หากมีความล่าช้าในการรักษาที่บ่งชี้ถึงยาเคพไซตาบีนหรือยาโดซีแทคเซล ก็ควรจะชะลอการการให้ยาทั้งสอง จนกว่าจะมีความต้องการในการเริ่มใช้ยาทั้งสองอีกครั้ง

การปรับขนาดยาโดซีแทคเซล (ใช้ร่วมกับยาเคพไซตาบีน)

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 1 :

  • ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 2 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1และกลับมารักษาที่ขนาดยาตามเดิมที่ 75 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สอง : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และกลับมารักษาที่ขนาดยา 55 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สาม : ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 3 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และกลับมารักษาที่ขนาดยา 55 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สอง : ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 4 :

  • ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

  • ไม่ควรเคี้ยว บด หรือแบ่งเม็ดยา
  • ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมกับน้ำเปล่า ภายใน 30 นาทีหลังจากมื้ออาหาร
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นคำแนะนำก่อนการใช้ยา เมื่อใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งอื่นๆ (antineoplastic agents)

การเฝ้าสังเกต

  • หัวใจและหลอดเลือด : อาการเป็นพิษต่อหัวใจ (Cardiotoxicity) เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) อาการปวดเค้นหน้าอก (angina) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (dysrhythmias) หัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) หัวใจวาย (cardiac failure) คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยน (ECG changes) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease)
  • อาการทางผิวหนัง : โรคมือและเท้า
  • ระบบทางเดินอาหาร : ท้องร่วง คลื่นไส้และอาเจียน เยื่อบุช่องปากอักเสบ
  • เลือด : ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • ตับ : การทำงานของตับ
  • การเผาผลาญ : ภาวะขาดน้ำ
  • ไต : การทำงานของไต

ความเข้ากันของการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ (IV compatibility)

  • โปรดดูข้อมูลผลิตภัณฑ์

ทั่วไป

ผู้ป่วยที่รับการรักษาควรได้รับการเฝ้าระวังจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สารสำหรับทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็ง

  • อาการที่ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่นั้นสามารถย้อนกลับได้ และไม่จำเป็นต้องล้มเลิก แม้อาจต้องมีการระงับหรือลดขนาดยาลง
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และให้น้ำและอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ทดแทน หากมีภาวะขาดน้ำ แนะนำให้ใช้ยาต้านการท้องร่วงทั่วไป เช่น ยาโลเพอราไมด์ (loperamide) ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการท้องร่วง การต้องหยุดพักการรักษา และตามด้วยการลดขนาดยาเมื่อกลับมาใช้ยาอีกครั้ง
  • ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 80 ปีอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ระดับ 3 หรือ 4 เมื่อใช้ยานี้เป็นยาชนิดเดียว เทียบกับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า
  • ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปีอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ระดับ 3 หรือ 4 เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นๆ เทียบกับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

ขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: สิงหาคม 28, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 4, 2019

แหล่งที่มา