เรตาพามูลิน (Retapamulin)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: เรตาพามูลิน (Retapamulin) Brand Name(s): เรตาพามูลิน (Retapamulin), ยาเรตาพามูลิน (Retapamulin), เรตาพามูลิน (Retapamulin), เรตาพามูลิน (Retapamulin) และ เรตาพามูลิน (Retapamulin).

ข้อบ่งใช้

ยา เรตาพามูลิน ใช้สำหรับ

ยา เรตาพามูลิน (Retapamulin) ใช้เพือรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังบางอย่าง เช่น โรคพุพอง (impetigo) หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ยานี้เป็นยาปฏิชีวนะที่ทำงานโดยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด อย่างสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) และเสตร็ปโทโคคัส (Streptococcus) ที่ผิวหนัง

วิธีการใช้ยา เรตาพามูลิน

ใช้ยานี้ที่ผิวหนังเท่านั้น ทำความสะอาดและเช็ดบริเวณที่มีอาการให้แห้ง แล้วจึงทายาขี้ผึ้งเล็กน้อยลงตรงบริเวณที่มีอาการ โดยปกติคือวันละ 2 ครั้งเป็นเวลาห้าวัน หรือตามที่แพทย์กำหนด ล้างมือให้สะอาดหลังจากทายา ยกเว้นบริเวณที่มีอาการคือที่มือ

อย่าใช้ยานี้บริเวณรอบดวงตา จมูก ปาก หรืออวัยวะเพศ หรือผิวหนังบิรเวณกว้าง นอกเสียจากแพทย์จะกำหนด คุณสามารถปิดบริเวณที่รักษาได้ด้วยผ้าพันแผลหรือผ้ากอซ จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกของคุณเผลอทำให้ยาเข้าสู่ดวงตา จมูก หรือปาก

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากยาสูงสุด ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตต่อไปและทำให้การติดเชื้อกำเริบอีกครั้ง

คุณควรจะเห็นว่าอาการดีขึ้น (เช่น แผลหายหรือแผลแห้ง มีรอยแดงลดลง) ภายใน 3 ถึง 4 วัน แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 4 วัน

การเก็บรักษายาเรตาพามูลิน

ยาเรตาพามูลินควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเรตาพามูลินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเรตาพามูลินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเรตาพามูลิน

ก่อนใช้ยาเรตาพามูลิน แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจจะมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ได้ โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเรตาพามูลินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเรตาพามูลิน

อาจเกิดอาการแสบร้อน อาการปวดเหมือนถูกแมลงต่อย หรืออาการคันเกิดขึ้น หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีอาการแผลพุพอง บวม หรือน้ำหนองเยิ้มที่ผิวหนัง

การใช้ยานี้ในระยะยาวหรือใช้ซ้ำๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื่อครั้งใหม่ (เช่น การติดเชื้อรา) โปรดปรึกษาแพทย์หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณของอาการติดเชื้อครั้งใหม่ (เช่น มีแผลใหม่หรือรุนแรงขึ้น เป็นไข้)

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ได้แก่ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเรตาพามูลินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเรตาพามูลินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเรตาพามูลินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเรตาพามูลินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคพุพอง

ทายาบางๆ ลงบริเวณที่มีอาการ (พื้นที่ทั้งหมดสูงสุด 100 ตารางเซนติเมตร) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลาห้าวัน

คำแนะนำ

  • ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษาหากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

การรักษาเฉพาะที่สำหรับโรคพุพองที่เกิดจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือเสตร็ปโทโคคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) ที่มีปฏิกิริยาไวต่อเมทิซิลลิน (methicillin)

คำแนะนำอื่น

คำแนะนำการใช้ยา

  • อาจปกปิดบริเวณที่รักษาด้วยผ้าพันแผลที่ปราศจากเชื้อหรือผ้าก็อซ
  • ยังไม่มีการศึกษาและไม่แนะนำการใช้ยาเฉพาะที่อื่นๆ ทาลงบริเวณที่มีอาการเดียวกัน

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังใช้
  • ทำความสะอาดและเช็ดบริเวณที่มีอาการให้แห้งก่อนทายา
  • ทายาบางๆ ลงบนบริเวณที่มีอาการและนวดเบาๆ
  • ใช้กับผิวหนังเท่านั้น ห้ามรับประทานและอย่าให้ยาเข้าสู่ดวงตา จมูก และบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปรึกษาแพทย์หากบริเวณที่ทายามีอาการแย่ลง และมีอาการระคายเคือง รอยแดง คัน แสบร้อน บวม แผลพุพอง หรือเป็นหนอง

ขนาดยาเรตาพามูลินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคพุพอง

ทายาบางๆ ลงบริเวณที่มีอาการ (สูงสุด 2% ของพื้นผิวร่างกายทั้งหมด) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 5วัน

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้ป่วยเด็กที่อายุ 9 เดือนขึ้นไป
  • ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับยายับยั้งไซโตโครม 450 3เอ4 (CYP450 3A4 inhibitors) ขนาดแรง ในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 24 เดือนเนื่องจากมีโอกาสเปิดรับยาทั่วร่างกายได้มากขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษาหากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากรักษาไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

การรักษาเฉพาะที่สำหรับโรคพุพองที่เกิดจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือเสตร็ปโทโคคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) ที่มีปฏิกิริยาไวต่อเมทิซิลลิน (methicillin-susceptible)

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 เดือน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาขี้ผึ้งทาเฉพาะที่

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: พฤศจิกายน 18, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 26, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย