โซราเฟนิบ (Sorafenib)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: โซราเฟนิบ (Sorafenib) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ยาโซราเฟนิบใช้สำหรับ

ยาโซราเฟนิบ (Sorafenib) ใช้เพื่อรักษามะเร็งไต ตับ และไทรอยด์ เป็นเคมีบำบัดที่ใช้ในการชะลอหรือหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

วิธีการใช้ยาโซราเฟนิบ

รับประทานยา 2 ครั้งต่อวันขณะท้องว่าง (ประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร) ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

ปริมาณยาขึ้นอยู่กับอาการของโรคและการตอบสนองต่อการรักษา ไม่ควรเพิ่มปริมาณยาหรือใช้ยานานเกินกำหนด เนื่องจากไม่สามารถช่วยให้รักษาได้ไวขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง

ควรใช้ยาเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด และเพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังและการสูดดม และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ สตรีมีครรภ์จึงไม่ควรแตะต้องหรือสูดดมตัวยานี้

การเก็บรักษายาโซราเฟนิบ

ยาโซราเฟนิบ ควรเก็บรักษาไว้ในที่อุณภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยาโซราเฟนิบในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโซราเฟนิบบางยี่ห้ออาจจะต้องการการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโซราเฟนิบลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อสินค้าหมดอายุหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโซราเฟนิบ

ก่อนใช้ยาโซราเฟนิบโปรดแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีอาการแพ้ยานี้หรือมีอาการแพ้อื่นๆ เนื่องจากยานี้อาจมีส่วนประกอบบางอย่างที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ ควรปรึกษากับเภสัชกรก่อนเสมอ

ก่อนการใช้ยาอย่าลืมแจ้งประวัติการรักษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับเลือด โรคหัวใจ (หัวใจล้มเหลว หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน) ความดันโลหิตสูง หรือเป็นโรคตับ

ก่อนการผ่าตัด ควรแจ้งประวัติการใช้ยา (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่ซื้อเองได้ และสมุนไพรต่างๆ) ให้หมอรับทราบเสมอ ยานี้สามารถก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง (อาจถึงตาย) เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจที่ไม่ปกติ หรืออาการอื่นๆ (เช่น อาการมึนงงอย่างรุนแรง หรือหมดสติ) และควรได้รับการรักษาโดยทันที

ยาโซราเฟนิบอาจทำให้เกิดอาการที่ส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ (QT Prolongation) ซึ่งอาจทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือเต้นเร็วกว่าปกติ และอาการอื่นๆ ที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ก็เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก

ความเสี่ยงในการเกิดจังหวะการเต้นหัวใจผิดปกติ อาจเพิ่มขึ้นหากคุณมีภาวะโรคบางอย่าง หรือกำลังรับยาที่ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติ ก่อนการใช้ยาโซระเฟนิบจึงควรแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง ถึงยาที่คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่ หรือถ้าคุณมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ (หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า ระยะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวเกินไป) หรือมีคนในครอบครัวมีประวัติมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ (ระยะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวเกินไป หรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน)

ระดับของแร่ธาตุโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดที่ต่ำเกินไป ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเต้นผิดปกติของหัวใจได้ ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเต้นผิดปกติของหัวใจอาจเพิ่มขึ้น หากคุณกำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ (เช่น ยาขับปัสสาวะ) หรือหากคุณมีเหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน ควรไปหาหมอ เพื่อหาแนวทางการใช้ยาโซราเฟนิบที่ปลอดภัย

ก่อนการผ่าตัดควรแจ้งประวัติการใช้ยา (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่ซื้อเองได้ และยาสมุนไพรต่างๆ) ให้หมอรับทราบเสมอ

ผู้สูงอายุอาจจะไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะการเกิดความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ (ระยะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวเกินไป)

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังและการสูดดม และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ สตรีมีครรภ์จึงไม่ควรแตะต้องหรือสูดดมตัวยานี้

แจ้งแพทย์ให้ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณไม่ควรตั้งครรภ์ขณะใช้ยาโซราเฟนิบ เนื่องจากยาอาจจะทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ ชายหญิงที่จะใช้ยานี้จึงควรสอบถามวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในช่วงการใช้ยาจนถึง 2 สัปดาห์หลังหยุดใช้ยา หากคุณหรือคู่ของคุณกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาหมอเกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ยาโดยทันที

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ยานี้สามารถติดต่อผ่านทางน้ำนมแม่ได้หรือไม่ จึงไม่ควรให้นมบุตรขณะใช้ยานี้ และควรปรึกษากับหมอก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยาโซราเฟนิบขณะที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร จึงควรปรึกษากับหมอเพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาโซราเฟนิบถูกจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์หมวด D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

ประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดย FDA มีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= ค่อนข้างมีความเสี่ยง
  • X= ยาต้องห้าม
  • N= ไม่มีข้อมูล

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาโซราเฟนิบ

น้ำหนักลด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ไม่อยากอาหาร การรับรู้รสเปลี่ยนไป ผิวแห้ง เกิดแผลอักเสบในปาก ผมร่วง เสียงเปลี่ยน หรืออาจมีอาการเมื่อยล้า หากมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบในทันที

บางคนใช้ยานี้อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างไรก็ตามการที่หมอให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้

ยานี้ส่งผลให้ความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น ควรตรวจวัดความดันเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่แพทย์อาจจะให้การรักษาหากความดันเลือดสูงเกินไป

การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดอาการมือและเท้าบวมแดง ควรแจ้งหมอให้ทราบในทันที หากคุณมีอาการบวม ปวด รอยปื้นแดง แผลผุพอง หรือมีอาการเหน็บชาและปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณมือและขา หมออาจจะให้การรักษา ชะลอ หรือหยุดการใช้ยาโซราเฟนิบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลข้างเคียง

การใช้ยานี้ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (เช่น น้ำหนักเพิ่ม แพ้อากาศหนาว หัวใจเต้นช้า ท้องผูก หรือปวดล้าแบบผิดปกติ) หรือต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (เช่น สภาพจิตใจหรืออารมณ์แปรปรวน แพ้ความร้อน หรือน้ำหนักลดแบบผิดปกติ)

โปรดแจ้งแพทย์ทันที หากคุณเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เกิดรอยช้ำหรือเลือดไหลออกง่าย มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคตับ (เช่น คลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด ปวดท้อง ตาและผิวเหลือง มีปัสสาวะสีเข้ม) มีอาการเหน็บชา กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการว่าอาจจะติดเชื้อ (เช่น คออักเสบไม่หายสักที เป็นไข้)

ควรรับการรักษาทันที หากคุณเกิดอาการผลข้างเคียงร้ายแรง ทั้งอาการปวดตามหน้าอก คาง แขนข้างซ้าย มีเหงื่อออกมากผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มึนหัวอย่างรุนแรง หมดสติ อาเจียนที่ดูเหมือนกากกาแฟ อุจจาระเป็นสีดำหรือสีเลือด

ยาโซราเฟนิบมักจะทำให้เกิดผื่นที่ไม่รุนแรงนัก แต่ผื่นบางชนิดอาจจะเป็นสัญญาณถึงอาการรุนแรง ดังนั้น จึงควรไปหาหมอทันทีที่เกิดผื่น

โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีการแพ้ยาตัวนี้แบบรุนแรง แต่ถ้าพบอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น เกิดผื่น มีอาการคันหรือปวดที่บริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ มึนหัวอย่างรุนแรง หายใจติดขัด ควรไปหาหมอทันที

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการสลายตัวของยาโซราเฟนิบในร่างกาย ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของยาโซราเฟนิบ อย่างเช่น ยาจำพวกไรฟามัยซิน (เช่น rifampin และ rifabutin) สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต ยาที่แก้อาการชัก (เช่น carbamazepine และ phenytoin) หรืออื่น ๆ

ยาโซราเฟนิบอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาที่อยู่ในใบสั่งยา ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโซราเฟนิบอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโซราเฟนิบอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาพของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกร ทุกครั้ง ก่อนการใช้งานยาโซราเฟนิบ

ขนาดยาโซราเฟนิบสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาเซลล์มะเร็งชนิดรีนัลเซลล์ (RCC)

400 มก. 2 ครั้งต่อวัน อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร

ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าคนไข้จะไม่รับประโยชน์จากยาหรือยาเป็นพิษ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

400 มก. 2 ครั้งต่อวัน อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร

ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าคนไข้จะไม่รับประโยชน์จากยาหรือยาเป็นพิษ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งเซลล์ตับ (HCC)

400 มก. 2 ครั้งต่อวัน อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร

ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าคนไข้จะไม่รับประโยชน์จากยาหรือยาเป็นพิษ

การปรับขนาดยาเนื่องจากโรคไต

ไม่ควรปรับเปลี่ยนปริมาณยา

การปรับขนาดยาเนื่องจากโรคตับ

ตับล้มเหลว : ไม่แนะนำให้ปรับเปลี่ยนปริมาณยา

การปรับขนาดยา

ควรหยุดให้ยาชั่วคราวสำหรับคนไข้ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการผ่าตัดใหญ่

การหยุดให้ยาชั่วคราวหรือการระงับการให้ยาอาจจำเป็นในสถานการณ์ต่อจากนี้

ภาวะหัวใจตายหรือขาดเลือด อาการตกเลือดที่ต้องได้รับการรักษาในทันที ความดันเลือดสูงที่รุนแรงหรือบ่อยครั้งแม้จะได้รับการรักษาที่เพียงพอ กระเพาะอาหารทะลุ การเต้นของหัวใจผิดปกติ (ระยะ QT ที่ยาวเกินไป) การใช้ยารุนแรงที่ส่งผลให้ตับเสียหาย

การปรับเปลี่ยนขนาดยาสำหรับโรคมะเร็งเซลล์ตับ (HCC) และเซลล์มะเร็งชนิดรีนัลเซลล์ (RCC)

เซลล์มะเร็งชนิดรีนัลเซลล์ (RCC)

การลดขนาดยาครั้งแรก : 400 มก. วันละครั้ง

การลดขนาดยาครั้งที่สอง : 400 มก. วันเว้นวัน

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับคนไข้  HCC และ RCC ที่มีอาการเป็นพิษที่ผิวหนัง

พิษที่ผิวหนังระดับที่ 1 : เหน็บชา รับสัมผัสได้ผิดปกติ ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน มีอาการบวมที่ไม่ปวด เกิดผื่นแดง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณมือและขา โดยไม่สร้างความลำบากในการดำเนินชีวิต

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

-ใช้ยาโซราเฟนิบต่อไป และหาแนวทางการบรรเทาอาการแบบเฉพาะที่

พิษที่ผิวหนังระดับที่ 2 : มีผื่นแดงที่เจ็บ และมีอาการบวมหรือความรู้สึกไม่สบายบริเวณมือหรือขาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรก

-ใช้ยาโซราเฟนิบต่อไป และหาแนวทางการบรรเทาอาการแบบเฉพาะที่

การปรับยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2 หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไป 7 วัน

-ระงับการใช้ยาจนกระทั่งระดับการเป็นพิษเปลี่ยนจากระดับ 0 ไประดับ 1

-เมื่อกลับมาใช้ยา ให้ลดปริมาณยาโซราเฟนิบ ไปหนึ่งระดับ (เป็น 400 มก. 1 ครั้งต่อวัน หรือ 400 มก. วันเว้นวัน)

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 4

-ควรหยุดใช้ยาโซราเฟนิบ

พิษที่ผิวหนังระดับที่ 3 : มีแผลผุพอง แผลเปื่อย หรือมีอาการปวดที่รุนแรงบริเวณมือและขาจนทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกหรือครั้งที่ 2

-ระงับการใช้ยาจนกระทั่งระดับการเป็นพิษเปลี่ยนจากระดับ 0 ไประดับ 1

-เมื่อกลับมาใช้ยาให้ลดปริมาณยาโซราเฟนิบไปหนึ่งระดับ (เป็น 400 มก. 1 ครั้งต่อวัน หรือ 400 มก. วันเว้นวัน)

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 3

-ควรหยุดใช้ยาโซราเฟนิบ

ปริมาณการปรับยาสำหรับมะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิด Differentiated Thyroid Carcinoma (DTC)

การลดขนาดยาครั้งแรก : 600 มก. ต่อวัน (400 มก. และ 200 มก. ห่างกัน 12 ชั่วโมง)

การลดขนาดยาครั้งที่ 2 : 200 มก. 2 ครั้งต่อวัน

การลดขนาดยาครั้งที่ 3 : 200 มก. ต่อวัน

ปริมาณการยาที่แนะนำสำหรับคนไข้  DTC ที่มีอาการเป็นพิษที่ผิวหนัง :

พิษที่ผิวหนัง ระดับที่ 1

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

-ใช้ยาโซราเฟนิบ ต่อไป

พิษที่ผิวหนังระดับที่ 2

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรก

-ลดปริมาณการใช้ยาโซราเฟนิบ เป็น 600 มก. ต่อวัน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วันให้ทำดังนี้

การปรับขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2 และ 3 หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไป 7 วัน

-ระงับการใช้ยาจนกระทั่งระดับการเป็นพิษเปลี่ยนเป็นระดับ 1

-เมื่อกลับมาใช้ยา ให้ลดปริมาณยาโซราเฟนิบ ตามแนวทางการปรับลดขนาดยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 4

-การใช้ยาโซราเฟนิบ อย่างไม่ต่อเนื่อง

พิษที่ผิวหนังระดับที่ 3:

ปริมาณการปรับยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรก

-ระงับการใช้ยาจนกระทั่งระดับการเป็นพิษเปลี่ยนเป็นระดับ 1

-เมื่อกลับมาใช้ยาให้ลดปริมาณยาโซราเฟนิบไปหนึ่งระดับ

ปริมาณการปรับยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2

-ระงับการใช้ยาจนกระทั่งระดับการเป็นพิษเปลี่ยนเป็นระดับ 1

-เมื่อกลับมาใช้ยา ให้ลดปริมาณยาโซราเฟนิบไปหนึ่งระดับ

ปริมาณการปรับยาที่แนะนำสำหรับอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งที่ 3

-หยุดใช้ยาโซราเฟนิบแบบถาวร

ขนาดยาโซราเฟนิบสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการจัดทำขนาดยาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ดังนั้น การใช้ยากับเด็กจึงอาจยังไม่ปลอดภัย ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อทำความเข้าใจกับตัวยาก่อนการใช้งาน

รูปแบบยาโซราเฟนิบ

ยาโซราเฟนิบมีขนาดและรูปแบบยาดังนี้

  • ยาแบบเม็ดใช้รับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาดควรทำอย่างไร ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมรับประทานยา

หากคุณลืมรับประทานยา ควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: มิถุนายน 19, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 29, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน