ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride) Brand Name(s): ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride), ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride), ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride) และ ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride).

ข้อบ่งใช้

ยา ไกลเมพิไรด์ ใช้สำหรับ

ยา ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride) ใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และโปรแกรมการออกกำลังกาย เพื่อควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยานี้ยังอาจใช้ร่วมกับยารักษาโรคเบาหวานอื่นๆ ได้อีกด้วย การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงนั้นจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อไต ตาบอด ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท สูญเสียแขนขา และปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ การควบคุมโรคเบาหวานอย่างเหมาะสมนั้นยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ยาไกลเมพิไรด์อยู่ในกลุ่มของยาซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) ยานี้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน

วิธีการใช้ยาไกลเมพิไรด์

รับประทานยานี้พร้อมอาหารเช้าหรืออาหารมื้อแรกของวันตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละครั้ง ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรรับประทานในเวลาเดียวกันทุกวัน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจสั่งให้คุณเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากคุณกำลังใช้ยาอื่นสำหรับรักษาโรคเบาหวานอยู่แล้ว เช่น ยาคลอร์โพรพาไมด์ (chlorpropamide) ควรหยุดใช้ยาเก่าและเริ่มใช้ยาไกลเมพิไรด์ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง

ยาโคลเซเวแลม (Colesevelam) สามารถลดการดูดซึมยาไกลเมพิไรด์ได้ หากคุณกำลังใช้ยาโคลเซเวแลม ควรรับประทานยาไกลเมพิไรด์ก่อนยาโคลเซเวแลมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณยังสูงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น

การเก็บรักษายา ไกลเมพิไรด์

ยาไกลเมพิไรด์ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไกลเมพิไรด์บางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไกลเมพิไรด์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไกลเมพิไรด์

ก่อนใช้ยาไกลเมพิไรด์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ โรคตับ โรคไต โรคไทรอยด์ สภาวะฮอร์โมนบางชนิด เช่น ภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไต (adrenal insufficiency) หรือภาวะขาดฮอร์โมนต่อมใต้สมอง (pituitary insufficiency) กลุ่มอาการของการหลั่งฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะไม่เหมาะสม (syndrome of inappropriate secretion of antidiuretic hormone) อิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล (electrolyte imbalance) หรือภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (hyponatremia)

คุณอาจจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือง่วงซึม เนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว หรือการอมองเห็นที่ชัดเจน จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย

ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราขณะที่กำลังใช้ยานี้ เนื่องจากสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั้นอาจเป็นไปได้ยากขึ้นหากร่างกายมีความตึงเครียดจากสาเหตุ เช่น อาการไข้ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ การผ่าตัด โปรดปรึกษาแพทย์เนื่องจากคุณอาจจะต้องเปลี่ยนแผนการรักษา เปลี่ยนยา หรือตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงแดด ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด ทาครีมกันแดด และสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณเกิดอาการแดดเผา หรือมีแผลพุพอง หรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง สมุนไพร เป็นต้น

ผู้สูงอายุอาจมีปฏิกิรยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

ในช่วงตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

การตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือทำให้โรคเบาหวานรุนแรงขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์ถึงแผนการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดขณะที่คุณกำลังตั้งครรภ์ แพทย์อาจต้องเปลี่ยนแผนการรักษาสำหรับโรคเบาหวานขณะที่คุณตั้งครรภ์ เช่น อาหาร ยาต่างๆ รวมถึงอินซูลิน

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ แต่ยานี้คล้ายกันนั้นสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ ไม่แนะนำการให้นมบุตรขณะที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาไกลพิไซด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไกลเมพิไรด์

อาจเกิดอาการคลื่นไส้และท้องไส้ปั่นป่วน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง ปวดท้อง ปัสสาวะสีคล้ำ เหนื่อยล้าหรืออ่อนแรงผิดปกติ เลือดออกหรือมีรอยช้ำง่าย มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือจิตใจ น้ำหนักขึ้นอย่างผิดปกติหรือฉับพลัน มีอาการชัก มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอบ่อย

ยานี้สามารถทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ได้ หากคุณได้รับแคลอรี่จากอาหารไม่เพียงพอ หรือออกกำลังกายอย่างหนักเป็นประจำ อาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำคือ เหงื่อออกฉับพลัน สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือเป็นเหน็บที่มือหรือเท้า ควรจะพกยาเม็ดหรือเจลกลูโคส เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีกลูโคสในรูปแบบที่เชื่อถือได้ สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ลูกอม น้ำผลไม้ น้ำอัดลมแบบปกติ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีเกี่ยวกับปฏิกิรยาและการใช้ยานี้ เพื่อป้องกันอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและไม่งดอาหาร โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำเมื่องดมื้ออาหาร

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ได้แก่  กระหายน้ำ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น สับสน ง่วงซึม หน้าแดง หายใจเร็ว กลิ่นปากเป็นกลิ่นผลไม้ หากเกิดอาการเหล่านี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพราะอาจจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยา

การแพ้ยารุนแรงค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่ เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด มีผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

มียาจำนวนมากที่สามารถส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก ก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับการส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของยา ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ ติดต่อแพทย์ในทันที หากมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนของผลข้างเคียง) แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหาร

ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blocker medications) เช่น เมโทโพรลอล (metoprolol) โพรพราโนลอล (propranolol) ยาหยอดตาสำหรับโรคต้อหิน เช่น ทิโมลอล (timolol) อาจป้องกันอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัวที่มักจะรู้สึกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำเกินไป อาการอื่นๆ ของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น วิงเวียน หิว หรือเหงื่อออกนั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากยาเหล่านี้

โปรดตรวจสอบฉลากยาทั้งหมดที่คุณใช้ เช่น ยาแก้ไอแก้หวัด เนื่องจากอาจมีส่วนประกอบที่ส่งผลกับระดับน้ำตาลในเลือดได้ โปรดสอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาไกลพิไซด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไกลเมพิไรด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไกลเมพิไรด์าจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไกลเมพิไรด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 1 ถึง 2 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาปกติ : เพิ่มขนาดยา 1 หรือ 2 มก. ไม่ควรบ่อยเกินกว่าทุกๆ 1 ถึง 2 สัปดาห์โดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองระดับน้ำตาลในเลือด
  • ขนาดยาสูงสุด : 8 มก. ต่อวัน

คำแนะนำ

  • ควรให้ยาพร้อมมื้อเช้าหรืออาหารมื้อแรกของวัน
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรเริ่มต้นที่ขนาดยา 1 มก. รับประทานวันละครั้ง แล้วค่อยๆ ปรับขนาดยา
  • เมื่อผู้ป่วยนั้นเปลี่ยนจากยาซัลโฟนิลยูเรียที่มีครึ่งชีวิตยาวกว่ามาใช้ยานี้ ควรทำการเฝ้าระวัง 1 ถึง 2 สัปดาห์เพื่อหาผลของยาที่ทับซ้อนกัน
  • การใช้งาน : ใช้เป็นการรักษาเสริมต่อการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการควบคุมน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อรักษาโรคหวานชนิดที่ 2

ขนาดยาเริ่มต้น : 1 มก. รับประทานวันละครั้ง ค่อยๆ ปรับขนาดยาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ขนาดยาเริ่มต้น : 1 มก. รับประทานวันละครั้ง ค่อยๆ ปรับขนาดยาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

ควรใช้อย่างระมัดระวัง

การปรับขนาดยา

ผู้ป่วยที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำควรเริ่มต้นที่ขนาดยา 1 มก. รับประทานวันละครั้ง ควรระมัดระวังการปรับขนาดยา

การใช้ร่วมกับยาโคลเซเวแลม

  • ควรให้ยานี้ก่อนยาโคลเซเวแลมอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมยานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • อาจต้องปรับขนาดยาระหว่างการรักษาร่วมกับสารเหนี่ยวนำ (inducer) สารยับยั้ง (inhibitor) หรือสารตั้งต้น (substrate) ของเอ็นไซม์ไซโตโครมพี450 2ซี9 (CYP450 2C9)

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • กินยาพร้อมกับอาหารเช้าหรืออาหารมื้อหลักมื้อแรกของวัน
  • เมื่อใช้ยาร่วมกับยาโคลเซเวแลม (colesevelam) ควรกินยานี้ก่อนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

ทั่วไป

  • ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือผู้ป่วยที่มีภาวะคิโตซิส (ketoacidosis)
  • ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่พร่องเอนไซม์ glucose 6-phosphate dehydrogenase (G6PD) ควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม non-sulfonylurea
  • อาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ ควรมีการเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในช่วง 4-8 สัปดาห์แรก
  • ระหว่างที่มีอาการไข้ บาดเจ็บ อักเสบ หรือผ่าตัด ผู้ป่วยอาจจำเป็นเปลี่ยนไปใช้การรักษาด้วยอินซูลินชั่วคราว

การเฝ้าระวัง

ควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรเข้าใจถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารต่อการจัดการกับโรคนี้
  • ผู้ป่วยควรเข้าใจว่าการบริโภคแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายหนักหรือนานเกินไป การกินอาหารไม่ครบมื้อ อาการป่วย หรือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั้นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ และควรจะรับรู้ถึงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและเตรียมการในการรักษา
  • ผู้ป่วยควรระมัดระวังการขับรถและการใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • หากเกิดความเครียดเนื่องจากมีไข้ บาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย ควรรีบปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพหากตั้งครรภ์ มีแผนจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ขนาดยาไกลเมพิไรด์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคหวานชนิดที่ 2

ไม่แนะนำเนื่องจากมีผลที่ไม่พึงประสงค์ต่อน้ำหนักตัวและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้ต่อผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายสำหรับเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 25, 2019 | Last Modified: กันยายน 23, 2019