ไพร็อกซิแคม (Piroxicam)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) Brand Name(s): ไพร็อกซิแคม (Piroxicam), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) และ ไพร็อกซิแคม (Piroxicam).

ข้อบ่งใช้

ไพร็อกซิแคม ใช้สำหรับ

ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) ใช้เพื่อแก้อาการปวด บวม หรือข้อแข็งจากโรคไขข้ออักเสบ การลดอาการเหล่านี้จะช่วยให้คุณทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นปกติ ยานี้อยู่ในกลุ่มของยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drug หรือ NSAID) ยานี้ออกฤทธิ์โดยต้านกลไกการสร้างสารธรรมชาติบางชนิดของร่างกาย ที่ทำให้เกิดการอักเสบ

หากคุณรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคไขข้ออักเสบ สอบถามแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโดยไม่ใช่ยา และ/หรือใช้ยาอื่นเพื่อลดอาการเจ็บปวด

วิธีการใช้ยาไพร็อกซิแคม

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์สั่งพร้อมกับน้ำเปล่า 8 ออนซ์หรือ 240 มิลลิลิตร 1 ครั้งต่อวัน อย่านอนราบอย่างน้อย 10 นาทีหลังจากรับประทานยานี้ เพื่อป้องกันอาการท้องไส้ปั่นป่วน รับประทานยานี้พร้อมอาหาร นม หรือยาแก้ท้องเฟ้อ

ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับโรค และการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงที่เลือดจะออกในกระเพาะอาหาร รวมถึงผลข้างเคียงอื่น ควรรับประทานยานี้ในขนาดน้อยที่สุด ที่สามารถส่งผลต่อการรักษา ในเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยา รับประทานยาบ่อยขึ้น หรือนานขึ้นเกินกว่าที่แพทย์สั่ง

หากคุณรับประทานยาตามที่จำเป็น โดยไม่เป็นไปตามตารางเวลา ยาแก้ปวดจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด หากใช้ทันทีที่รู้สึกเจ็บหรือปวด หากคุณรอกระทั่งความเจ็บปวดมากขึ้น ยานี้อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการรับประทานยาเป็นประจำ จนกว่ายาจะออกฤทธิ์สูงสุด

แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายา ไพร็อกซิแคม

คุณควรเก็บยาไพร็อกซิแคมไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาไพร็อกซิแคมไว้ให้ห้องน้ำหรือตู้เย็น ยาไพร็อกซิแคมแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้ง ยาไพร็อกซิแคม ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องรับประทานอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ไพร็อกซิแคม

ก่อนใช้ ยาไพร็อกซิแคม แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาชนิดนี้ ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตอรอยด์อื่นๆ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) หริอยาเซเลคอกซิบ (celecoxib) รวมถึงหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ในการรักษา แต่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคหอบหืด รวมถึงประวัติการหายใจติดขัด หลังจากใช้ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์อื่นๆ ความผิดปกติของเลือด เช่น เลือดจาง ปัญหาเลือดออกหรือเลือดคั่ง จมูกโต (ริดสีดวงจมูก) โรคหัวใจ เช่น เคยหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง โรคตับ เส้นเลือดในสมองแตก ปัญหาที่ลำคอ กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก เช่น เลือดออก แสบหรือแผลเปื่อย

ปัญหากับไตอาจเกิดขึ้นได้เมื่อใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ รวมถึงยา ไพร็อกซิแคม ปัญหานี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ เป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือโรคไต รวมถึงหากคุณเป็นผู้สูงอายุ หรือใช้ยาบางชนิด การดื่มน้ำมากๆ ตามที่แพทย์สั่ง จะป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำได้ และแจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากปริมาณปัสสาวะของคุณเปลี่ยนแปลง

ยานี้อาจทำให้คุณวิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือมองเห็นไม่ชัดเจน แอลกอฮอล์หรือกัญชาอาจทำให้อาการของคุณรุนแรงยิ่งขึ้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยความตื่นตัว จนกว่าคุณจะแน่ใจว่า คุณสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรค

ยานี้อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ทุกวัน ร่วมกับการใช้ยานี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เลือดจะออกในกระเพาะอาหาร จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจทำให้คุณไวต่อแสงอาทิตย์มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แจ้ง หลีกเลี่ยงการอาบแดด หรืออาบแสงจากหลอดไฟอัลตราไวโอเลต แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผิวไหม้หรือเป็นแผลพุพอง รวมถึงมีรอยแดง ก่อนเข้ารับการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาที่แพทย์สั่งให้ ยาที่ซื้อได้เอง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองต่อผลข้างเคียงของยามากกว่า โดยเฉพาะเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ และปัญหาที่ไต

ก่อนใช้ยานี้ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับข้อดีและความเสี่ยง เช่น การแท้งบุตร หรือมีปัญหาในการตั้งครรภ์ แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในช่วงสามเดือนแรกหรือสามเดือนท้าย เนื่องจากอาจมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ และส่งผลต่อการคลอดบุตรได้

ยานี้ซึมเข้าสู่น้ำนม ควรปรึกษาแพทย์หากคุณอยู่ในระหว่างให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาไพร็อกซิแคม ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เสมอเพื่อชั่งน้ำหนัก ระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนรับประทานยาไพร็อกซิแคม อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาไพร็อกซิแคมจัดเป็นยากลุ่มเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท D

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

· A = ไม่เสี่ยง

· B = ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น

· C = อาจจะมีความเสี่ยง

· D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง

· X = ห้ามใช้

· N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไพร็อกซิแคม

คุณอาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือปวดศีรษะ หากอาการเหล่านี้ยังไม่หายหรือแย่ลง รีบแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทันที

โปรดระลึกไว้ว่า แพทย์ได้จ่ายยานี้เนื่องจากได้ตัดสินใจแล้วว่า นี่จะมีประโยชน์ต่อคุณ มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากผลข้างเคียง หลายคนใช้ยานี้แล้วไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ

ยานี้อาจเพิ่มความดันโลหิต ตรวจความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และแจ้งผลให้แพทย์ทราบหากความดันโลหิตสูง

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงเหล่านี้ ได้แก่ ช้ำหรือเลือดออกง่าย กลืนยาก หรือเจ็บระหว่างกลืน มีปัญหาในการได้ยิน เช่น มีเสียงก้องในหู การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์ สัญญาณของโรคไต เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณปัสสาวะ คอเคล็ดโดยไม่ทราบสาเหตุ การมองเห็นเปลี่ยนไป อาการของโรคหัวใจล้มเหลว เช่น ข้อเท้าหรือเท้าบวม เหนื่อยล้าผิดปกติ น้ำหนักขึ้นผิดปกติหรือฉับพลัน

น้อยครั้งที่ยานี้จะทำให้เกิดโรคตับชนิดรุนแรงจนถึงั้นอาจอันตรายถึงชีวิต เข้ารับการรักษาทันที หากคุณมีอาการของตับที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่ ปัสสาวะมีสีเข้ม อาเจียน คลื่นไส้ไม่หยุด เบื่ออาหาร เจ็บกระเพาะอาหารและปวดท้อง ตาหรือผิวเป็นสีเหลือง

ไม่ค่อยมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม เข้ารับการรักษาทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้รุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น คันผิวหรือผิวบวม โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือลำคอ วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง มีปัญหาเรื่องการหายใจ
ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจทำปฏิกิริยากับยาไพร็อกซิแคม

  • ยาอะลิสคิเรน (aliskiren) ยาลดความดันโลหิต ที่ออกฤทธิ์โดยยับยั้งแองจิโอเทนซินคอนเวิตติ้งเอนไซม์ (ACE inhibitor) เช่น ยาแคปโตพริล (captopril) ยาลิซิโนพริล (lisinopril)
  • าต้านตัวรับแอนจีโอเทนซินทู (angiotensin II receptor blocker) เช่น ยาลอซาร์แทน (losartan) ยาวาลซาร์แทน (valsartan) ยาไซโดโฟเวียร์ (cidofovir)
  • ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์ (corticosteroid) เช่น ยาเพรดนิโซน (prednisone) ลิเธียม
  • ยาขับปัสสาวะเช่นยาฟูโรซีไมด์ (furosemide)ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เลือดจะออกระหว่างปัสสาวะ เมื่อใช้ร่วมกับยาตัวอื่นที่มีความเสี่ยงนี้เช่นกัน ยากลุ่มดังกล่าวได้แก่ ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเช่นยาดาบิกาทราน (dabigatran) ยาอีนอกซาพาริน (enoxaparin) ยาวาร์ฟาริน (warfarin) เป็นต้น

ตรวจสอบฉลากของยาที่จ่ายโดยแพทย์ และไม่ได้จ่ายโดยแพทย์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากยาหลายชนิดมีออกฤทธิ์ลดปวดหรือลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) เช่น ยาเซโลโซคิบ (celecoxib) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือยาคีโตโรคแลค (ketorolac) ยากลุ่มนี้คล้ายกับยาไพร็อกซิแคม และอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงหากใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากแพทย์ได้สั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินในปริมาณต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตก ปกติแล้วจะมีขนาดยาอยู่ที่ 81 ถึง 325 มิลลิกรัมต่อวัน คุณควรใช้ยาแอสไพรินต่อไป เว้นแต่แพทย์จะสั่งให้หยุดยา สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ยาไพร็อกซิแคมอาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อเองได้ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือ หยุดรับประทานยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือยาอื่น

ยาไพร็อกซิแคมอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยาหรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ก่อนรับประทานยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไพร็อกซิแคมอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกายอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือ โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนใช้ยาไพร็อกซิแคม

ขนาดยาไพร็อกซิแคมสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์
ขนาดยาที่แนะนำ: รับประทานยาครั้งละ 20 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน
คำแนะนำ 
-ขนาดยาที่ต่ำสุดและมีผลในการรักษาในระยะสั้น ควรขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
-เนื่องจากระยะเวลาที่ร่างกายใช้กำจัดสาร อาจต้องใช้เวลานาน การตอบสนองอย่างต่อเนื่องของร่างกายต่อยา จึงอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ไม่ควรประเมินผลของยาใน 2 อาทิตย์
การใช้: ใช้เพื่อบรรเทาอาการและสัญญาณของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม
ขนาดยาที่แนะนำ: รับประทานยาครั้งละ 20 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน
คำแนะนำ 
-ขนาดยาที่ต่ำสุดและมีผลในการรักษาในระยะสั้น ควรขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
-เนื่องจากระยะเวลาที่ร่างกายใช้กำจัดสาร อาจต้องใช้เวลานาน การตอบสนองอย่างต่อเนื่องของร่างกายต่อยา จึงอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ไม่ควรประเมินผลของยาใน 2 อาทิตย์
การใช้: ใช้เพื่อบรรเทาอาการและสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อม
การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต
ไตทำงานผิดปกติขั้นไม่รุนแรงถึงปานกลาง: ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา
ไตทำงานผิดปกติขั้นรุนแรง: ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา
หากจำเป็นต้องใช้ยาในผู้ป่วยที่ไตทำงานผิดปกติ แนะนำให้เฝ้าสังเกตการทำงานของไต
การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ
อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการแนะนำอย่างเฉพาะเจาะจง
-ผู้ป่วยที่มีผลตรวจตับผิดปกติหรือมีอาการ รวมถึงสัญญาณของการทำงานที่ผิดปกติของตับ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ หากเกิดโรคตับ รวมถึงอาการเช่นภาวะเม็ดเลือดขาวมาก หรือผื่นเกิดขึ้น ควรหยุดใช้ยา
การปรับขนาดยา
-ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา และลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด
-คนที่มีการเมตาบอไลซ์ยาผ่านทาง CYP450 2C9 ได้น้อยกว่าปกติ: ควรใช้ยานี้อย่างระมัดระวัง ในผู้ป่วยที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับไซโตโครมชนิดนี้ เนื่องจากการกำจัดของเสียได้ลดลง จะเพิ่มความเสี่ยงของการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
-ผู้สูงอายุ: พิจารณาเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำ เนื่องจากยาในขนาดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง
คำแนะนำอื่นๆ
คำแนะนำในการใช้ 
-อาจรับประทานยา 1 ครั้งต่อวันหรือแบ่งเป็น 2 ครั้งต่อวัน
โดยทั่วไป 
-ก่อนใช้ยา ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงของยานี้ โดยเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น
-ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และเส้นเลือดในสมองแตกจะเพิ่มขึ้น เมื่อใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ร่วมด้วย (NSAIDs) อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ระหว่างที่ใช้ยาและความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้น เมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน มีประวัติของปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงขนาดยาที่สูง
-ขนาดยาที่ต่ำสุดและมีผลในการรักษาในระยะสั้น ควรขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
-เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน ที่ระบบทางเดินอาหาร ควรพิจารณาความจำเป็นในการใช้ยานี้ ควบคู่กับยาที่ออกฤทธิ์รักษาระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ
การเฝ้าสังเกต
-ควรเฝ้าสังเกตความดันโลหิตอย่างใกล้ชิดระหว่างเริ่มใช้ยาและตลอดช่วงที่ใช้ยา
-เฝ้าสังเกตอาการหรือสัญญาณของเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
-เฝ้าสังเกตไต โดยเฉพาะระดับของพรอสตาแกลนดินในไตที่มีบทบาทในการทำงานของไต
-การตรวจเลือด การทำงานของไตและตับเป็นประจำสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นระยะเวลานาน
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
-ผู้ป่วยควรตระหนักว่ามียาบางชนิดที่ทำปฏิกิริยากับยานี้ รวมถึงแจ้งให้ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ทราบก่อนใช้ยาชนิดใหม่ รวมถึงยาที่ขายตามร้านขายยา
-ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการหรือสัญญาณของความผิดปกติที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทางเดินอาหาร ผิวหนังผิดปกติ อาการแพ้ ตับเป็นพิษ น้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุหรือบวมน้ำ
-ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาทันทีหากหายใจถี่ พูดช้า เจ็บหน้าอกหรือร่างกายอ่อนแรงเพียงครึ่งตัว
-ผู้ป่วยควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการแพทย์หากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

ขนาดยาไพร็อกซิแคมสำหรับเด็ก

ไม่ได้มีการกำหนดขยาดยาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ยานี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สิ่งที่สำคัญคือ ต้องศึกษาการใช้ยาอย่างปลอดภัยก่อนรับประทาน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยาไพร็อกซิแคมมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาผง
  • กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: กรกฎาคม 19, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 26, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน