ไรฟาบูติน (Rifabutin)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ไรฟาบูติน (Rifabutin) Brand Name(s): ไรฟาบิวติน (Rifabutin), ไรฟาบูติน (Rifabutin), ไรฟาบูติน (Rifabutin), ไรฟาบูติน (Rifabutin) และ ไรฟาบูติน (Rifabutin).

ข้อบ่งใช้

ยา ไรฟาบูติน ใช้สำหรับ

ยา ไรฟาบูติน (Rifabutin) ใช้เป็นยาชนิดเดียว หรือใช้ร่วมกับยาอื่น เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงบางชนิด อย่างการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดวัณโรค (Mycobacterium avium complex) ยาไรฟาบูตินเป็นยาปฏิชีวนะไรฟามัยซิน ทำงานโดยการหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะนี้ใช้เพื่อรักษาและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ได้ผลกับการติดเชื้อไวรัส (เช่น โรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่) การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หรือใช้อย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้

วิธีการใช้ยา ไรฟาบูติน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด พร้อมกับอาหาร หรือแยกต่างหาก โดยปกติคือวันละหนึ่ง หรือสองครั้ง หรือที่แพทย์กำหนด อาจรับประทานยาพร้อมกับอาหาร หากมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน สำหรับการรักษาวัณโรค ในบางครั้งอาจรับประทานสัปดาห์ละสองครั้ง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ น้ำหนักตัว ปฏิกิริยาของยา และการตอบสนองต่อการรักษา

เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยเว้นช่วงให้เท่าๆ กัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหายไป การหยุดใช้ยาเร็วเกินไป หรือการข้ามมื้อยา อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเติบโตต่อไป ส่งผลให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้ง และทำให้รักษาการติดเชื้อได้ยากขึ้น (ดื้อยา)

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาไรฟาบูติน

ยาไรฟาบูตินควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไรฟาบูตินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไรฟาบูตินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไรฟาบูติน

ก่อนใช้ยานี้แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ยานี้ หรือยาไรฟามัยซินอื่นๆ อย่างไรแฟมพิน หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ โรคไต โรคตับ ความผิดปกติของเลือดบางอย่าง เช่น โรคพอร์ฟิเรีย (porphyria)

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ยาไรฟาบูตินอาจทำให้วันซีคแบคทีเรียเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไทรอยด์) ทำงานได้ไม่ดี อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนขณะใช้ยานี้ นอกเสียจากแพทย์จะสั่ง

ในช่วงของการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ ก่อนการให้นมบุตร หากคุณมีเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV disease) อย่าให้นมบุตร เนื่องจากเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถถ่ายทอดผ่านน้ำนมแม่ได้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาไรฟาบูตินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไรฟาบูติน

อาจเกิดอาการท้องร่วง ท้องไส้ปั่นป่วน การรับรสชาติเปลี่ยนแปลง หรือคลื่นไส้อาเจียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไป หรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

ยานี้อาจทำให้ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำลาย หรือน้ำตา เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมส้ม อาการนี้ไม่มีอันตราย และจะหายไปเมื่อหยุดใช้ยา แต่ฟันปลอมและคอนแทคเลนส์อาจถูกย้อมสีไปถาวร

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ รอยช้ำหรือเลือดออก สัญญาณของการติดเชื้อใหม่ (เช่น เป็นไข้ เจ็บคอหรือไอบ่อยครั้ง) กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อหรือข้อต่อบวม ปวดตาหรือตาแดง มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น มีอาการปวดหรือมีความดันที่หน้าอก คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง ปัสสาวะสีคล้ำ ผิวหนังหรือดวงตาเป็นสีเหลือง

ในนานๆ ครั้ง ยานี้อาจทำให้เกิดสภาวะของลำไส้ที่รุนแรง อย่างอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับคลอสไทรเดียม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile-associated diarrhea) เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาบางชนิด สภาวะนี้อาจเกิดระหว่างการรักษา หรือหลายสัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการรักษา อย่าใช้ยาแก้ท้องเสียหรือยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain medications) หากคุณมีอาการนี้ เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาการท้องร่วงบ่อยครั้ง ปวดท้องหรือกระเพาะอาหาร มีมูกเลือดในอุจจาระ

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ได้แก่ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล (azole antifungals) อย่างฟลูโคนาโซล (fluconazole) ไอทราโคนาโซล (itraconazole) หรือโวริโคนาโซล (voriconazole) ไซโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) ดีลาเวอร์ดีน (delavirdine) ยาปฏิชีวนะแมคโครไลด์ (macrolide antibiotics) อย่างคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin)

ยาไรฟาบูตินอาจเร่งการกำจัดยาอื่นออกจากร่างกาย และส่งผลต่อการทำงานของยาเหล่านั้นได้ เช่น อะเพรบพิแทนท์ (aprepitant) หรือฟอซาเพรบพิแทนท์ (fosaprepitant) ลูราซิโดน (lurasidone) เฟนิโทอิน (phenytoin) ราโนลาซีน (ranolazine) ซูโวเรแซนต์ (suvorexant) ทาโครลิมัส (tacrolimus) ทาซิเมลทรอน (tasimelteon) ยาเจือจางเลือด อย่างวาฟาริน (warfarin) ยาในกลุ่มแคลเซยมชาแนลบล็อกเกอร์ (calcium channel blockers) อย่างดิลไทอะเซม (diltiazem) หรือเวราปามิล (verapamil) ยาผสมบางชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคตับอักเสบซีเรื้อรัง (chronic hepatitis C) อย่างออมบิทาสเวียร์ (ombitasvir) พาริทาพรีเวียร์ (paritaprevir) หรือริโทนาเวียร์ (ritonavir) และอื่นๆ

ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด และส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ สำหรับวิธีการคุมกำเนิดที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติม ขณะกำลังใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณสังเกตเห็นอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือเลือดออกมาก เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่า การคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนนั้นทำงานได้ไม่ดี

ยาไรฟาบูตินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไรฟาบูตินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไรฟาบูตินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไรฟาบูตินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อมัยมัยโคแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรควัณโรค – การป้องกัน

  • 300 มก. รับประทานวันละครั้ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจใช้ขนาดยา 150 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อมัยมัยโคแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรควัณโรค – การรักษา

  • 300 มก. รับประทานวันละครั้ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจใช้ขนาดยา 150 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง การรักษามักประกอบด้วยยาคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) และยาอื่นๆ อีก 2-4 ชนิด เช่น อีแทมบูทอล (ethambutol) ไรแฟมพิน (rifampin) โคลฟาซิมีน (clofazimine) และ/หรือยาอื่นๆ ระยะเวลาในการรักษานั้นมักจะอยู่ที่ 18 ถึง 24 เดือน
  • ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ (immunocompromised patients ) การรักษามักจะประกอบด้วยยาคลาริโทรมัยซิน หรือยาอะซิโธรมัยซิน (azithromycin) และ 1 ถึง 3 ยาอื่น เช่น อีแทมบูทอล โคลฟาซิมีน ไซโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) ออฟลอกซาซิน (ofloxacin) ไรแฟมพิน ยาไรฟาบูติน หรืออะมิฟาซิน (amikacin) ควรดำเนินการรักษาไปตลอดชีวิตตามใดที่ยังพบหลักฐานการตอบสนองทางแพทย์และการตอบสนองทางจุลชีววิทยา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาวัณโรค – การป้องกัน

  • 300 มก. รับประทานวันละครั้ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจใช้ขนาดยา 150 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
  • ยาไรฟาบูตินนั้นได้รับคำแนะนำจากกลุ่มการป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสจากบริการด้านสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกาหรือสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกาให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการใช้ยาไรแฟมพิน เพื่อการใช้ยาป้องกันเมื่อต้องสงสัยว่าเปิดรับต่อเชื้อวัณโรคที่ดื้อต่อยาไอโซไนอาซิด
  • สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี แนะนำให้ใช้การใช้ยาป้องกัน สำหรับผู้ที่มีผลการทดสอบทูเบอร์คูลินทางผิวหนังเป็นบวก (มากกว่าหรือเท่ากับ 5 มิลลิเมตร) ก่อนผลการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวกโดยยังไม่เคยรับการรักษา หรือเคยติดต่อกับผู้ที่กำลังเป็นวัณโรค
  • นอกจากนี้ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีผลการทดสอบทูเบอร์คูลินทางผิวหนังเป็นลบในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในเขตที่มีการแพร่ของเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส เป็นอย่างมากได้รับเลือกในการใช้การใช้ยาป้องกันนี้ ควรมีการตัดโรควัณโรคที่กำลังมีอาการออกไปก่อนเริ่มต้นการรักษาป้องกันนี้
  • ไม่มีข้อตกลงทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการใช้ในการรักษาเพื่อป้องกัน ควรมีการปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสำหรับการตัดสินในใช้สูตรยาที่ไม่มียาไอโซไนอาซิดเพื่อการใช้ยาในการป้องกัน
  • มักจะมีการใช้ยาไรฟาบูตินเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อป้องกันการเกิดโรควัณโรคที่มีอาการในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่มีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างเช่นการติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน มะเร็งโลหิตวิทยา หรือมีแผลเป็นจากการเอ็กซเรย์หน้าอกควรใช้ยาเพื่อป้องกันเป็นเวลา 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาวัณโรค – มีเชื้อเอชไอวี

  • 300 มก. รับประทานวันละครั้ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจใช้ขนาดยา 150 มก. ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
  • เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านสุขภาพต่อสาธารณะและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัณโรค สมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาและศูนย์ควบคุมโรค นั้นแนะนำอย่างยิ่งให้ใช้โปรแกรมการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคภายใต้การสังเกตโดยตรง หากใช้วิธีการรักษาด้วยตัวเองทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ให้การเตรียมการร่วมกันเพื่อลดโอกาสในการไม่ใช้ยาตามสั่ง
  • ระยะเวลาในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาไวของเชื้อ วัณโรคปอดนั้นควรรักษานานอย่างน้อย 6 เดือน สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่า ควรรักษานานอย่างน้อย 9 เดือนหรือ 6 เดือน นอกเหนือจากอัตราแปรกลับของการเพาะเชื้อข้อปฏิบัตินี้เป็นข้อโต้แย้ง
  • คำแนะนำในปัจจุบันจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ คือการรักษาผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นไม่แตกต่างจากการรักษาผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่ก่อนจะให้ยาไรแฟมพิน ผู้ให้ยาควรพิจารณาปฏิกิริยาของยาระหว่างยาไรแฟมพินและยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอและยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสที่ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยาไรฟาบูตินนั้นจะปลอดภัยกว่าในการใช้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังใช้ยาต้านรีโทรไวรัส
  • โดยทั่วไปแล้ว การรักษาเป็นเวลา 6 เดือนนั้นจะมีประสิทธิภาพ หากมีการใช้ยาไพราซินาไมด์ (พีแซดเอ) และยาไอโซไนอาซิด (ไอเอ็นเอช) ในช่วงสองเดือนแรกของการรักษา สูตรที่แนะนำมีดังต่อไปนี้
  • อัตราการดื้อต่อยาไอเอ็นเอชน้อยกว่า 4%: ใช้ยาไรแฟมพิน (อาร์ไอเอฟ) หรือยาไรฟาบูติน (อาร์เอฟบี) + ยาไอเอ็นเอช + ยาพีแซดเอ ทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน ตามด้วยยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช ทุกวันเป็นเวลา 4 เดือน หากผลการตรวจปฏิกิริยาไวนั้นยืนยันว่าดื้อต่อยาไอเอ็นเอชก็ให้ตามด้วยสูตรสำหรับวัณโรคที่ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช
  • อัตราการดื้อต่อยาไอเอ็นเอชมากกว่าหรือเท่ากับ 4% หรือไม่ทราบแน่ชัด (และผู้ป่วยยินยอม): ใช้ยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช + ยาพีแซดเอ + ยาสเตรปโตมัยซิน (เอสเอ็ม) หรือยาอีแทมบูทอล (อีทีบี) ทุกวันจนกว่าจะมีข้อมูลปฏิกิริยาไว หากไม่ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช ให้รักษาต่อด้วยยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช + ยาพีแซดเอ ทุกวันเป็นเวลาทั้งหมด 2 เดือน และจบด้วยยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช ทุกวันจนครบ 6 เดือนของการรักษา หากยืนยันแล้วว่า ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช ก็ให้ตามด้วยสูตรสำหรับวัณโรคที่ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช
  • อัตราการดื้อต่อยาไอเอ็นเอชมากกว่าหรือเท่ากับ 4% หรือไม่ทราบแน่ชัด (และผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบ): รักษาภายใต้การสังเกตโดยตรงโดยใช้ยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช + ยาพีแซดเอ + ยาเอสเอ็มหรือยาอีทีบี ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดา์แล้วตามด้วยสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์ แล้วควรดำเนินการรักษาต่อด้วยยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาไอเอ็นเอช สัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้งจนครบ 6 เดือนของการรักษา
  • อีกทางเลือกหนึ่งคือการรักษาภายใต้การสังเกตโดยตรงโดยใช้ยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี +ยาไอเอ็นเอช + ยาพีแซดเอ + ยาเอสเอ็มหรือยาอีทีบี สัปดาหืละ 3 ครั้งเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อมีข้อมูลปฏิกิริยาไวและยืนยันว่าดื้อต่อยาไอเอ็นเอช ก็ให้ตามด้วยสูตรสำหรับวัณโรคที่ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช
  • เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นวัณโรคที่ดื้อต่อยาไอเอ็นเอช: รักษาภายใต้การสังเกตโดยตรงโดยใช้ยาอาร์ไอเอฟหรือยาอาร์เอฟบี + ยาอีทีบี + ยาพีแซดเอ เป็นเวลา 18 เดือนหรือจนกว่าผลการตรวจเพาะเชื้อเสมหะจะเป็นลบเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน ถ้าหากเป็นไปได้ ควรมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากต้องรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรควัณโรคที่ดื้อต่อยา

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

อาจต้องมีการลดขนาดยาในผู้ป่วยตับบกพร่องขั้นรุนแรง

การปรับขนาดยา

อาจจำเป็นต้องปรับขนดยาในผู้ป่วยที่ใช้ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสหรือยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ควรเพิ่มขนาดยาไปที่ 450 มก. หรือ 600 มก. เมื่อใช้ร่วมกับยาเอฟฟาไวเร็นซ์

ข้อควรระวัง

  • การใช้ยาไรฟาบูตินเพื่อป้องกันโรคไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรควัณโรคที่กำลังมีอาการ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี โรควัณโรคนั้นพบได้ทั่วไปและอาจจะพบที่ไม่ตรงแบบหรือที่นอกปอด ผู้ป่วยมักจะมีผลการตรวจสารอนุพันธ์โปรตีนบริสุทธิ์ที่ไม่เกิดปฏิกิริยาแม้ว่าจะกำลังเป็นโรค
  • นอกจากการเอ็กซเรย์หน้าอกและการเพาะเชื้อเสมะแล้ว งานวิจัยดังต่อไปนี้ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรควัณโรคในผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี ได้แก่ การเพาะเชื้อเลือด การเพาะเชื้อปัสสาวะ หรือการตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองที่ต้องสงสัยเพื่อวินิจฉัย
  • การใช้ยาไรฟาบูตินโดยไม่มียาต้านวัณโรคที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยที่กำลังเป็นวัณโรค อาจจะชักนำให้เชื้อดื้อต่อยาไรฟาบูตินและยาในกลุ่มไรฟามัยซินอื่นๆ รวมถึงยาไรแฟมพินและยาไรฟาเพนทีนดังนั้น จึงควรมีการตัดผู้ป่วยที่กำลังเป็นวัณโรคออก ก่อนเริ่มต้นการรักษาด้วยยาไรฟาบูติน
  • สำหรับการป้องกันการติดเชื้อมัยโครแบคเทเรียมที่ไม่ใช่เชื้อวัณโรค หรือสภาวะอื่นๆ ที่อาจต้องใช้ยาไรฟาบูตินเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยที่เกิดอาการของโรควัณโรคระหว่างที่กำลังใช้ยาไรฟาบูตินควรได้รับการประเมินในทันที เพื่อที่อาจจะต้องเริ่มต้นการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคหากจำเป็น
  • พบว่าเกิดอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อคลอสไทรเดียม ดิฟิซายล์ในการใช้ยาต้านแบคทีเรียเกือบทุกชนิด รวมถึงยาไรฟาบูติน และอาจมีทั้งอาการท้องร่วงระดับเบา ไปจนถึงโรคลำไส้ใหญ่อักเสบที่ถึงแก่ชีวิต การรักษาด้วยยาต้านแบคทีเรียนั้นจะเปลี่ยนเชื้อที่มีอยู่ประจำถิ่นในลำไส้และนำไปสู่การเติบโตเกินไปของเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ ทำให้เกิดสารพิษเอและบี ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ ภาวะพิษที่มากเกินไปจะผลิตเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการเจ็บป่วย และการเสียชีวิต เนื่องจากการติดเชื้อเหล่านี้ สามารถดื้อต่อยาต้านจุลชีพและอาจจำเป็นต้องการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออก
  • ควรพิจารณาอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ในผู้ป่วยที่รายที่มีอาการท้องร่วงหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ควรตรวจประวัติทางการแพทย์อย่างรอบคอบ เมื่อจากมีรายงานพบอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์สองเดือนหลังจากการให้ยาต้านแบคทีเรีย หากต้องสงสัยหรือพบว่า มีอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ อาจจำเป็นต้องหยุดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง ที่ไม่ได้ใช้ต่อต้านเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ ควรเริ่มต้นจัดการระดับน้ำและอิเล็กโทรไลต์อย่างเหมาะสม เสริมโปรตีน ให้ยาปฏิชีวนะรักษาเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ และการประเมินการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • ยาไรฟาบูตินอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีส้มอมน้ำตาลที่ผิวหนัง ปัสสาวะ ใบหน้า น้ำลาย เสมหะ และเหงื่อ อาจเกิดการเปลี่ยนสีของคอนแทคเลนส์อย่างถาวร
  • การใช้ยาไรฟาบูตินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และในกรณีหายากอาจมีความเกี่ยวข้องกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ดังนั้นจึงควรมีการตรวบเลือดเป็นระยะระหว่างการรักษาด้วยยาไรฟาบูติน
  • การวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับยาไรฟาบูตินนั้น ไม่ได้รวมผู้ป่วยที่อายุ 65 ขึ้นไปในจำนวนมากพอที่จะบ่งชี้ได้ว่า มีการตอบสนองแตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่าหรือไม่ การสังเกตทางการแพทย์อื่นไม่มีการระบุความแตกต่างของการตอบสนองระหว่างผู้ป่วยที่สูงอายุและอายุน้อย โดยทั่วไปแล้ว การเลือกขนาดยาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุนั้นควรทำด้วยความระมัดระวัง มักจะเริ่มต้นที่ช่วงขนาดยาต่ำโดยคำนึงถึงความถี่ที่มากกว่าของการลดลงของการทำงานของตับ ไต หรือหัวใจ และโรคอื่นหรือการรักษาอื่นกำลังมีอยู่ร่วมกัน

การฟอกไต 

ไม่สามารถกำจัดยาไรฟาบูตินจากการฟอกไตได้

ขนาดยาไรฟาบูตินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรควัณโรค – การรักษา

  • เคยมีการใช้ยาในขนาดรับประทาน 5 มก./กก./วัน ในกรณีจำกัดใช้ร่วมกับยาต้านจุลชีพอื่น อย่างน้อยสองชนิด อาจผสมยาไรฟาบูตินเข้ากับอาหาร เช่น ซอสแอปเปิ้ล

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาไรฟาบูติน ในการป้องกันการติดเชื้อมัยมัยโคแบคทีเรีย ที่ไม่ก่อให้เกิดโรควัณโรคในเด็ก มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่จำกัดจากการรักษาจากผู้ป่วยเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี 22 ราย โดยใช้ยาไรฟาบูตินร่วมกับยาต้านเชื้อมัยโคแบคทีเรียอย่างน้อยสองชนิด เป็นเวลาตั้งแต่ 1 ถึง 183 สัปดาห์ พบผลไม่พึงประสงค์ที่คล้ายกับที่พบในประชากรผู้ใหญ่ เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และผดผื่น

นอกจากนี้ยังมีรายงานพบอาการตัวยาไปติดที่กระจกตา ในระหว่างการเฝ้าระวังดวงตาในผู้ป่วยเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี และกำลังใช้ยาไรฟาบูตินเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรีย ที่ไม่ก่อให้เกิดโรควัณโรค อาการยาเกาะติดบริเวณรอบนอกและส่วนกลางของกระจกตาที่เล็ก เกือบโปร่งใส และไม่แสดงอาการ ซึ่งไม่ทำให้การมองเห็นลดลง อาจผสมยาไรฟาบูตินเข้ากับอาหาร เช่น ซอสเแอปเปิ้ล

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: พฤศจิกายน 14, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 26, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย