ความเชื่อผิดๆ เรื่อง ภูมิแพ้อาหาร เชื่อแบบนี้อาจเป็นอันตรายได้แน่ๆ!

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

รู้หรือไม่ว่า ภูมิแพ้อาหาร หรือการแพ้อาหาร (Food allergy) ไม่ใช่โรคที่เกิดในทารกและเด็กเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดกับผู้ใหญ่ได้ด้วย อาหารที่คุณเคยกินได้ปกติ ไม่เคยแพ้มาก่อน วันหนึ่งคุณกินแล้วอาจแพ้ขึ้นมาก็ได้ ปัจจุบันยังมีผู้คนอีกมากที่เข้าใจ หรือมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการแพ้อาหาร มาดูกันเลยว่า ความเชื่อผิดๆ ของคนส่วนใหญ่มีอะไรบ้าง

ความเชื่อผิดๆ 1 : ภูมิแพ้อาหาร ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ข้อเท็จจริง :

ภูมิแพ้อาหาร ไม่ใช่แค่ทำให้คัน หรือปวดท้อง ท้องเสียเท่านั้น แต่ยังสามารถก่อให้เกิดอาการต่างๆ ได้มากมาย ตั้งแต่ เป็นลมพิษ คัดจมูก อาเจียน หายใจลำบาก ไปจนถึงหมดสติ และหากอาการแพ้นั้นรุนแรง หรือส่งผลต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกาย ก็จะกลายเป็นอาการแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต เพื่อความปลอดภัย ผู้เป็นภูมิแพ้อาหารและคนรอบข้างจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงอาหารก่อภูมิแพ้ให้ดี

ความเชื่อผิดๆ 2 : แม้จะแพ้ แต่กินแค่นิดเดียวคงไม่เป็นไร

ข้อเท็จจริง :

สำหรับผู้เป็นภูมิแพ้อาหารบางคน แค่อาหารก่อภูมิแพ้เพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ ฉะนั้น ก่อนจะกินอาหารอะไร ต้องแน่ใจว่าอาหารนั้นๆ ปลอดภัย ปราศจากอาหารก่อภูมิแพ้ และต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้อาหารที่ปลอดภัยไปสัมผัสกับอาหารก่อภูมิแพ้โดยไม่ตั้งใจ (cross-contact) ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดจากภูมิแพ้อาหาร

ความเชื่อผิดๆ 3 : อาการแพ้อาหารที่เกิดขึ้นมีแต่จะยิ่งแย่ลง

ข้อเท็จจริง :

อาการแพ้อาหารเป็นอะไรที่คาดการณ์ไม่ได้ นั่นเพราะร่างกายคุณอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาหารก่อภูมิแพ้นั้นๆ แต่ละครั้งไม่เหมือนกัน คุณจึงไม่สามารถกำหนดได้ว่า ครั้งต่อไปร่างกายจะตอบสนองต่ออาหารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นอย่างไร อาการแพ้จะเบา ปานกลาง หรือรุนแรงแค่ไหน ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงควรพกยาฉุกเฉินติดตัว และเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ

ความเชื่อผิดๆ 4 : ส่วนประกอบของอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ทั้งหมดถูกระบุไว้บนฉลากอาหารแล้ว

ข้อเท็จจริง :

กฎระเบียบของสหรัฐอเมริกาเรื่อง ฉลากอาหารก่อภูมิแพ้ (Food Allergen Labeling and Consumer Protection Act หรือ FALCPA) กำหนดว่า อาหารก่อภูมิแพ้ 8 ชนิดที่พบว่า มีผู้แพ้มากที่สุด และต้องระบุบนฉลากอาหารอย่างชัดเจน สังเกตได้ง่าย ได้แก่

แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีบางคนที่แพ้อาหารชนิดอื่นนอกเหนือจากอาหารก่อภูมิแพ้ 8 ชนิดนี้ เช่น แพ้ข้าวโพด หรือแพ้มะเขือเทศ ซึ่งอาจไม่ได้ระบุไว้บนฉลากอาหาร หรือระบุไว้ในจุดที่สังเกตได้ยากกว่า ฉะนั้น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาหารจึงควรอ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์อาหารก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง หรือถามผู้เกี่ยวข้องให้ละเอียดก่อนว่าอาหารที่จะกินมีอาหารที่คุณแพ้เป็นส่วนประกอบหรือไม่

ความเชื่อผิดๆ 5 : ภูมิแพ้อาหารที่อันตรายที่สุดคือภูมิแพ้ถั่วลิสง

ข้อเท็จจริง :

ภูมิแพ้อาหารทุกชนิดนั้นอันตรายไม่ต่างกัน อาหารทุกชนิดล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่ 8 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น และหากคุณเป็นภูมิแพ้อาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใด แค่คุณกินอาหารก่อภูมิแพ้เข้าไปในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้แล้ว

ความเชื่อผิดๆ 6 : หากส่วนประกอบของอาหารเมนูใดไม่มีสารก่อภูมิแพ้ หรือไม่เห็นรายชื่อสารก่อภูมิแพ้ในคำอธิบายเมนู เท่ากับว่าอาหารนั้นปลอดภัย

ข้อเท็จจริง :

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรืออาหารก่อภูมิแพ้สามารถปรากฏได้ทุกที่แม้ในที่ๆ ไม่คาดคิด ตัวอย่างเช่น ปลาหรือกุ้งย่าง บางครั้งอาจนำไปจุ่มหรือทานมเพื่อลดกลิ่นคาว แต่ไม่ได้ระบุไว้ให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจนว่า ปลาหรือกุ้งย่างจานนั้นมีนมเป็นส่วนประกอบ เมื่อผู้แพ้นมไม่รู้ และกินเข้าไป เลยทำให้เกิดอาการแพ้ ดังนั้น จึงไม่ควรทึกทักเอาเองว่า อาหารแต่ละจานมีวัตถุดิบใดเป็นส่วนประกอบ หรือปรุงแต่งด้วยกรรมวิธีใด ควรอ่านส่วนประกอบ หรือคำอธิบายเมนูให้ละเอียด หากไม่มีข้อมูลแจ้ง ก็ควรสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนเพื่อความแน่ใจ

ความเชื่อผิดๆ 7 : แค่ตรวจเลือดหรือทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังก็บอกได้แล้วว่าคุณแพ้อาหารหรือไม่

ข้อเท็จจริง :

การตรวจเลือด และการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังไม่ได้แม่นยำเสมอไป เพราะผลตรวจที่ออกมา 50-60% อาจเป็นผลบวกลวง หรือผลบวกที่ผิดพลาด (False positive) ที่บอกว่าเราเป็นโรคหรือภาวะนั้นๆ ทั้งที่ความจริงแล้วปกติ ทางที่ดีที่สุด คุณควรปรึกษาเรื่องผลตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ และหากยังไม่แน่ใจควรทดสอบด้วย “การแพ้อาหารที่สงสัยโดยการให้ลองรับประทาน (Oral Food Challenge Test)” ซึ่งสามารถระบุได้แม่นยำขึ้นว่าคุณแพ้อาหารชนิดนั้นๆ หรือไม่

ความเชื่อผิดๆ 8 : ภูมิแพ้อาหารจะเกิดในวัยเด็กเสมอ และหากเป็นแล้วไม่สามารถหายได้

ข้อเท็จจริง :

ภูมิแพ้อาหารเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทารกและเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย อาหารที่คุณเคยกินได้ปกติ วันหนึ่งคุณอาจกินแล้วเกิดอาการแพ้ขึ้นมาก็ได้ แม้ว่าภูมิแพ้อาหารจะไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ก็ใช่ว่าต้องเป็นไปตลอดชีวิต ผู้ป่วยภูมิแพ้อาหาร โดยเฉพาะเด็กๆ สามารถหายเป็นภูมิแพ้อาหารได้ การศึกษาวิจัยพบว่า ในบางพื้นที่ เด็กกว่า 90-95% ที่เป็นภูมิแพ้นม ไข่ ถั่วเหลือง และข้าวสาลี สามารถหายจากอาการภูมิแพ้ได้เมื่อโตขึ้น แต่หากแพ้ถั่วที่โตบนดิน ถั่วลิสง ปลา และสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือกจะมีโอกาสหายแพ้ได้ยากกว่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน